EPR กุญแจดอกต่อไป สู่ทางออกการจัดการขยะในไทยอย่างยั่งยืน

หลักการ EPR : Extended Producer Responsibility หรือความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต คือแนวคิดที่พัฒนามาจากมุมมองที่ว่า ผู้ผลิตในฐานะที่เป็นผู้สร้างผลิตภัณฑ์นั้นๆ ขึ้นมา ก็ควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเก็บกู้ และจัดการกับขยะจากผลิตภัณฑ์เหล่านั้นให้เรียบร้อย จากเดิมที่ปล่อยให้เป็นภาระของผู้บริโภคหรือรัฐ ซึ่งความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตมักจะสิ้นสุดลงเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกขายออกไป แต่ตามหลักการ EPR กำหนดให้ผู้ผลิตยังคงต้องมีภาระผูกพัน รับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ซึ่งเกิดจากผลิตภัณฑ์ที่ตนผลิต ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะอยู่ในลำดับการบริโภค หรือกลายเป็นซากที่สิ้นอายุการใช้งานไปแล้วก็ตามครับ

จากกิจกรรม Talk To Top Vol.1 Go Green Together ครั้งที่ผ่านมา มีคนถามถึงโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะ หรือ RDF : Refuse Derived Fuel ผมจึงอยากพูดถึง “สวีเดน” ประเทศต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ กับความเป็นไปได้ในประเทศไทยครับ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า บ้านเราเองก็มีโรงไฟฟ้าพลังงานขยะนะครับ เช่นที่ จ.ร้อยเอ็ด ที่ผมเคยไปดูงาน แต่โครงการลักษณะนี้ ถือว่าเป็นโครงการ NIMBY หรือ Not In My Backyard คือไม่มีชุมชนไหนอยากได้มาไว้ใกล้บ้าน เพราะกลัวเรื่องความสะอาดและมลภาวะทางกลิ่น ดังนั้นแล้วการจะขยายโรงไฟฟ้าพลังงานขยะในไทย จะต้องใช้เวลาในการจัดหาพื้นที่และสร้างการยอมรับของคนในพื้นที่มากพอสมควรครับ

นอกจากนี้แล้วบ้านเรายังมีประสบปัญหาเรื่องคุณภาพขยะ ที่จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า กล่าวคือ ขยะที่จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้จะต้องผ่านการคัดแยกที่มีประสิทธิภาพครับ ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เคยชินกับการคัดแยกขยะ ต่างจากสวีเดนที่มีระบบคัดแยกขยะ และประชากร 9.5 ล้านคน ที่ให้ความร่วมมือในการคัดแยกขยะเป็นอย่างดี ควบคู่ไปกับนโยบายและกฏหมายที่ควบคุมขยะตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการใช้หลัก Extended Producer Responsibility ที่ให้ฝั่งผู้ผลิตเพิ่มความรับผิดชอบในการเก็บกู้และจัดการขยะจากสินค้าของตัวเอง เช่น การบวกค่ามัดจำลงบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้านำบรรจุภัณฑ์เปล่ามาขายคืนให้กับแบรนด์สินค้า มาตรการต่างๆเหล่านี้ ทำให้ขยะในประเทศสวีเดนเกือบทั้งหมดถูกนำกลับมาใช้ เหลือเพียง 4% เท่านั้น ที่ต้องนำไปฝังกลบทำลายครับ

โดยประเทศในภูมิภาคเอเชียหลายประเทศ ได้มีการประกาศใช้กฎหมาย EPR ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และเกาหลีใต้ โดยครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มประเภทต่างๆ ด้วยการบังคับให้ผู้ผลิตมีหน้าที่รับซื้อคืนซากผลิตภัณฑ์เและบรรจุภัณฑ์เก่าเพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งทำให้สามารถลดภาระงบประมาณด้านการจัดการขยะของรัฐ และยังจูงใจผู้บริโภคให้นำขยะของตนเองไปเข้าสู่ช่องทางกำจัดขยะที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยครับ สำหรับการนำหลักการ EPR มาปรับใช้เป็นกฎหมายในประเทศไทยนั้น ขณะนี้ผมและคณะทำงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังศึกษาแนวทางและกรอบระยะเวลาการดำเนินการอยู่ เพื่อปรับใช้ให้เข้ากับแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

สำหรับประเทศไทยของเรา การที่จะพลิกประเทศไปถึงวันที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ยังต้องเดินทางกันอีกไกลครับ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีวันจะไปถึง ผมในฐานะผู้ที่รับใช้พี่น้องประชาชนในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเดินหน้าผลักดันนโยบายทุกด้าน และประสานงานกับทุกกระทรวงให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย แต่สำหรับพี่น้องประชาชน สิ่งที่ท่านสามารถช่วยเริ่มได้ คือการช่วยกันส่งเสริมและปฏิบัติตามโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่เราดำเนินงานอยู่ โดยเริ่มต้นได้ในทุกๆวัน ถ้ายังคัดแยกขยะกันไม่ได้ อย่างน้อยผมขอแค่ให้ลดการสร้างขยะ ด้วยการพกถุงผ้า ยกเลิกใช้ถุงพลาสติก และทิ้งขยะทุกชิ้นให้ลงถังก่อนเลยครับ ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ เริ่มได้ที่พวกเราทุกคนครับ

พันธมิตร

ชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย