โอกาสใหม่เกษตรกรท่ามกลางวิกฤต ประภัตร ดันส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงขึ้น TOP 3 ภายในปีนี้

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เผยกำลังเล็กผลักดันให้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงติด TOP 3 ในตลาดโลก เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้คนต้องอยู่บ้านทำงานมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด ส่งผลให้ตลาดสัตว์เลี้ยงขยายตัวขึ้น จากข้อมูลของ Research And Markets พบว่า ความต้องการอาหารเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นจาก 7.46 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ.2562 เป็น 7.55 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ.2563 และคาดการณ์ว่าจะทะยานเป็น 8.85 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ.2566 สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ.2564 นี้ อาหารสัตว์เลี้ยงยังคงมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่ช่วง 4 เดือนแรกสามารถส่งออก 240,440 ตัน มูลค่าประมาณ 16,736.72 ล้านบาท

เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากและความมั่นใจของประเทศคู่ค้า
นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตร ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์กำกับดูแลกระบวนการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet food) เพื่อการส่งออก โดยต้องมีการขึ้นทะเบียนรับรองเพื่อการส่งออก (VCN) ควบคุมมาตรฐานโรงงานให้ผ่านการรับรอง GMP และ HACCP อีกทั้งต้องมีการตรวจสอบการผลิต เพื่อการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงต่อไป

สำรวจภูมิทัศน์ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย
จากข้อมูลของ Statista พบว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างเนื่อง พบว่าในปี พ.ศ.2555 มีมูลค่าตลาด 491 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ  มีการบริโภค 445.5 ล้านกิโลกรัม ต่อมาในปี พ.ศ.2563 สามารถขยายตัวเป็น 1,095 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ มีการบริโภคเพิ่มขึ้นเป็น 969.8 ล้านกิโลกรัม และคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2568 มูลค่าตลาดจะขยายตัวอย่างมาก โดยมีการบริโภค 1,381.8 ล้านกิโลกรัม คิดมูลค่าเป็น 1,561 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดเอเชียในปี พ.ศ.2562 ไทยอยู่อันดับ 4 ซึ่งมีมูลค่าตลาดต่างจากจีน ซึ่งอยู่อันดับ 3 เพียงเล็กน้อย
ส่วนอันดับ 1 และ 2 คือ จีน และอินโดนิเซีย มีมูลค่าตลาด 2.7 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และ 1.4 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ

การแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงในตลาดโลกเมื่อย้อนดูการบริโภคอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกในปี พ.ศ.2555 พบว่ามีจำนวน 33.66 พันล้านกิโลกรัม และเพิ่มขึ้นเป็น 48.68 พันล้านกิโลกรัม ในปี พ.ศ.2563 อัตราการเติบโตคิดเป็น ร้อยละ 44.62 และคาดการณ์ว่าจะมีการบริโภคอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นเป็น 59.9 พันล้านกิโลกรัม ในปี พ.ศ.2568 โดยจะขยายตัวอีกร้อยละ 23.04 สะท้อนว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงยังเป็นตลาดส่งออกที่มีอนาคต ในปี พ.ศ.2562 พบว่า ไทยมีจำนวนการส่งออกอาหารเลี้ยงแมวและสุนัขติดอันดับ 4 ของโลก คิดเป็น 686.91 ล้านกิโลกรัม เป็นรองแค่ฝรั่งเศส เยอรมัน และสหรัฐอเมริกาที่ส่งออก 911.8 ล้านกิโลกรัม

888.7 ล้านกิโลกรัม และ 780.03 ล้านกิโลกรัมตามลำดับ อย่างไรก็ตามมูลค่าการส่งออกอาหารเลี้ยงแมวและสุนัขไม่ติด 10 อันดับแรกของโลกเลย
โดยราคาอาหารสัตว์เลี้ยงต่อหน่วยของไทยในปี พ.ศ.2561 ถึง 2563 มีราคาเฉลี่ย 1.13 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ฝรั่งเศสมีราคาเฉลี่ย 3.30 ดอลลาร์สหรัฐ
ในปี พ.ศ.2561 เพิ่มเป็น 3.45 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ.2563 ส่วนราคาเฉลี่ยของเยอรมันเพิ่มจาก 2.53 ดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ.2561  เป็น 2.62 ดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ.2563 และราคาเฉลี่ยสหรัฐอเมริกาจากปีพ.ศ.2561 มีราคา 2.35 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2.40 ดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ.2563 สิ่งนี้สะท้อนถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยเน้นปริมาณในการผลิต และยังพึ่งพาการรับจ้างผลิตเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่สามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าประเภทนี้ได้ 

wet-pet-food-cat-or-dog-pate-7EZKDQ3_1_1

เทรนด์ใหม่ของผู้เลี้ยงสัตว์และโอกาสของผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง
สมาคมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงอเมริกัน (American Pet Products Association) ได้ทำแบบสำรวจผู้เลี้ยงสัตว์ในประเทศ (National Pet Owners Survey) พบว่า 67 % ของครัวเรือนอเมริกันมีสัตว์เลี้ยง คิดเป็น 85 ล้านครัวเรือนโดยประมาณ อีกทั้งพบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงของตนเสมือนคนในครอบครัว โดยเลือกอาหารที่มีคุณภาพดีและมีประโยชน์แก่สัตว์เลี้ยงของพวกเขา เหมือนที่เขาเลือกอาหารให้คนในครอบครัว ดังนั้นแล้วอาหารประเภท prebiotic และ probiotic ที่ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร และอาหารประเภท gluten-free เป็นแนวโน้มทางการตลาดที่สำคัญในอนาคต อีกทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงออร์แกนิกก็เป็นแนวโน้มที่สำคัญในอนาคต เพราะเจ้าของห่วงใยสุขภาพสัตว์เลี้ยงของตน นอกจากนี้ ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมื่อย้อนมาดูกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมอาหาร ย่อมมีเศษเนื้อ เครื่องในสัตว์ และชิ้นส่วนที่เหลือจากการผลิตภัณฑ์ จึงต้องศึกษาความเป็นไปได้ที่จะมาใช้เป็นอาหารสัตว์ว่าทำได้หรือไม่ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ของอาหารสัตว์เลี้ยงสามารถใช้วัตถุดิบรีไซเคิลได้หรือไม่ เพื่อการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่นำไปสู่เป้าหมายของเสียเหลือศูนย์ (zero waste) ในอนาคต

รมช.ประภัตร มีความใส่ใจประเด็นนี้อย่างยิ่ง และกำชับกรมปศุสัตว์ในการกำกับอาหารเลี้ยงสัตว์ให้มีมาตรฐานสูงในการส่งออก อีกทั้งมีแผนที่จะปรึกษาหารือกับสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย (Thai Pet Food Trade Association) ในการกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันเพื่อขยายตลาดในการส่งออก
โดยแบ่งตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงเป็น 2 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย
1) ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงเกิดใหม่ ประกอบด้วย มาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 4 ในปี พ.ศ.2563 และบราซิล รัสเซีย ตุรกี เม็กซิโก อาร์เจนตินา
อินโดนิเซีย ไนจีเรีย จีน อิหร่าน แองโกลา ชิลี และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมีขนาดอาหารสัตว์เลี้ยงอยู่ใน 25 อันดับแรกของโลก ที่สำคัญประเทศเหล่านี้ไม่ติดอันดับการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง 10 อันดับแรกของโลก จึงเป็นโอกาสดีในการแสวงหาตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงใหม่แก่ผู้ประกอบการไทย
2) ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยประเทศที่มีรายจ่ายอาหารสัตว์ต่อหัวสูงที่สุด 10 อันดับแรกในปี พ.ศ.2562 คือ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ไอซ์แลนด์ ลักซ์เซมเบิร์ก ออสเตรีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่นสหภาพยุโรป
ส่วนประเทศผู้ที่นำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจำนวนมากที่สุดในปีพ.ศ.2562 คือประเทศในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักเช่นกัน
ดังนั้นแล้ว การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศกลุ่มนี้ต้องมีประโยชน์ มีคุณภาพ และมีขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

พันธมิตร

ชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย