โครงการพัฒนาระบบน้ำบาดาล สู้ภัยแล้ง
กรมทรัพยากรน้ำบาดาล

ปัญหาภัยแล้งในปีนี้ (พ.ศ.2563) "ปริมาณฝนน้อยใกล้เคียงกับปี 2522 แต่ปริมาณความต้องการการใช้น้ำปีนี้มากกว่าในอดีตจากข้อมูลขณะนี้สถานการณ์การใช้น้ำและผลกระทบรุนแรงกว่าปี 2558 แล้ว”
(นายสุรพงษ์ สารปะ ผอ.กองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ให้สัมภาษณ์กับทางนักข่าวบีบีซีไทย เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563)

จากการประเมินความเสียหายจะมีหลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ประชาชนและชาวเกษตรกร จะได้รับความเดือดร้อนมากถึง 21 จังหวัด 127 อำเภอ 674 ตำบล [2] ทำให้ประชาชนไม่มีน้ำใช้ทั้ง อุปโภค บริโภค รวมไปถึงภาคการเกษตร ทั้งผลผลิตเสียหาย ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินท่วม ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ  หากไม่สามารถแก้สถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

 เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563 ทางคณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมและมีมติอนุมัติงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างจริงจัง เป็นขั้นตอน มีผู้ที่รับผิดชอบโครงการนี้ทั้งหมด 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงกลาโหม ได้แบ่งมาตรการ ออกเป็น 3 ระยะ ซึ่งประกอบไปด้วย มาตรการเร่งด่วน  มาตรการระยะสั้น และ มาตรการระยาว โดยทางรมว.ทส. วราวุธ ศิลปอาชาร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินโครงการจำนวน 2,041 โครงการ (ขุดเจาะบ่อบาดาล 1,100 โครงการ การจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน 230 โครงการ และการซ่อมแซมระบบน้ำประปา 654 โครงการ)ในพื้นที่ 57 จังหวัด และได้ทำโครงการเพิ่มในช่วงกลางปีแล้วเสร็จทั้งหมด 2,831 โครงการ (ข้อมูลจาก ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำบาล เมื่อวันที่ 2 ก.ค. พ.ศ. 2563) ประชาชนที่ได้รับการบรรเทาภัยแล้งในครั้งนี้เป็นจำนวน 425,000 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชากรจำนวน 1,368,000 คน และครอบคลุมเกษตรกรรมไปถึง 204,000 ไร่

87265823_2705013439548205_6891724559184035840_o

โครงการขุดเจาะบ่อบาดาลมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งหากมองย้อนไปว่าทำไมวิกฤตในครั้งนี้ถึงแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ต้องย้อนกลับไปดูเมื่อปี 2562 ที่ทางรมว.ทส. วราวุธ ศิลปอาชา ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเร่งสำรวจแหล่งน้ำบาดาลทั้ง 77 จังหวัด ในการจัดทำแผนที่น้ำบาดาลเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 นี้ พร้อมทั้งศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาวหากมีการขุดใช้น้ำบาดาลมาใช้อย่างต่อเนื่อง ต้องคำนึงถึงระบบนิเวศน์ การทรุดตัวของผิวดิน การปนเปื้อนของสารเคมี  พร้อมทั้งปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลอย่างยั่งยืน ซึ่งทางอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ยืนยันว่า 70 จังหวัด ทั่วประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงแผ่นดินทรุด และทุกปีน้ำฝนราว 10 เปอร์เซ็นต์ก็จะถูกเติมกลับลงไป ใต้ดิน ประกอบกับปัจจุบันกรมได้ติดตั้งบ่อสังเกตการณ์ไว้ดูระดับน้ำใต้ดินแล้วทั่วประเทศ ดังนั้นหากพื้นที่ไหนระดับน้ำเปลี่ยนแปลงผิดปกติก็จะทราบทันที จึงไม่มีอะไรต้องกังวล

ในภารกิจต่อไปที่กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต้องทำต่อจากนี้คือแผนระยะยาวเพราะวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้ยังต้องคอยเฝ้าติดตามสถานการณ์ว่าน้ำในเขื่อนจะกลับมาในช่วงหน้าฝนหรือไม่ ประชาชนที่อยู่อาศัยห่างไกลจากชลประทานจะมีมาตรการรองรับอย่างไร ต้องมีการประสานงานทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันวางแผนแก้ปัญหาในการใช้นำ้ให้เพียงพอต่อการใช้อุปโภค บริโภค รวมไปถึงภาคการเกษตรให้ยั่งยืน มั่นคงต่อไป

 

References;

 ภัยแล้ง : ปี 2563 ประเทศไทยจะแล้งรุนแรงและยาวนานถึงกลางปี

 https://www.bbc.com/thai/thailand-51004534

 

21 จังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) เร่งประสานทุกหน่วยงานบูรณาการ

http://thainews.prd.go.th/th/news/print_news/TCATG200211100743132

 

ชาวอาข่าเฮ ! บ้านเปาปมดงยาง ต.นาพูน อ.วังชิ้น ได้บ่อบาดาลช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง รอมา 20 ปี

https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1372159/ 

 

"ไขคำตอบ" ขุดบ่อบาดาลทั่วประเทศ แผ่นดินทรุดหรือไม่

https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/125059

พันธมิตร

ชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย