ปัญหาไฟป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

“หนึ่งคนเผา แต่หลายคนต้องสูญเสีย
ผมขอสดุดีวีรชนผู้เสียสละชีวิต ในภารกิจดับไฟป่าเพื่อพิทักษ์รักษาทรัพยากรป่าไม้
และขอแสดงความเสียใจ พร้อมให้กำลังใจ ครอบครัวและญาติ...”
วราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ไฟป่า

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. พ.ศ. 2563

 ไฟป่าที่เกิดในจังหวัดเชียงใหม่เรียกได้ว่ามีความรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรธรรมชาติไม่น้อยกว่า 17,000 ไร่ จำนวนสัตว์ป่าที่ถูกไฟคลอกตายอีกนับไม่ถ้วนและเกิดมลพิษทางอากาศที่มีค่า PM 2.5 แตะอันดับโลก พร้อมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณอุทยานจนไปถึงในเมืองและจังหวัดใกล้เคียงต่างได้รับความเดือดร้อน ซำ้ร้ายยังทำให้อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่จำนวน 5 นายเสียชีวิต ยังไม่รวมกับปีที่ผ่านๆมาเพียงเพราะน้ำมือมนุษย์ไม่กี่คนเท่านั้น

 การบุกรุกพื้นที่ป่า การขยายที่ดินทำกิน การขายสิทธิ์ให้คนนอกพื้นที่หรือที่เรียกกันว่านายทุน หรือรวมไปถึงความขัดแย้งภายใน ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวทำให้เราเกิดความสูญเสียมหาศาลต้องใช้เวลาอีกไม่รู้กี่สิบปีถึงจะฟื้นฟูให้กลับมาดังเดิมได้ ทำให้หลายๆครั้งประชาชนตั้งคำถามกับรัฐว่าทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ช่วยป้องกัน ทำไมไม่ช่วยเหลือ หรือทำไม่มีนโยบายอะไรบ้างเลยหรือ ปล่อยให้มันเกิดขึ้นซ้ำๆได้อย่างไร บทความนี้เรามาหาคำตอบกัน

                 

                  สาเหตุการเกิดไฟไหม้ในปีๆหนึ่ง เกิดจากสาเหตุเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการเผาป่าเพื่อหวังผลหลังจากการเผา เผาไร่เพื่อเตรียมเพาะปลูกจนลุกลามเกินการควบคุม และปัญหาจากผลประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย การที่เจ้าหน้าที่จะดูแลได้ทั่วถึงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งในเวลาเดียวกันกลับมีบางพื้นที่ที่อยู่ใกล้อุทยานหรือที่ที่มีโอกาสเกิดไฟไหม้สูง กลับไม่ไหม้ยกตัวอย่างที่ชุมชนบ้านวังหงส์ อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ มีเนื้อที่มากถึง 3,700 ไร่ ไม่มีไฟไหม้มาหลายปีแล้ว จากการศึกษาพบว่าชุมชนบ้านวังหงส์มีการดูแลโดยเครือข่ายอาสาสมัครจาก 7 หมู่บ้าน มีการจัดการเวรยามเพื่อลาดตระเวนป้องกันคนลอบเผาหรือบุกรุกป่า มีการสร้างแนวกันไฟเพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามหากเกิดเหตุไฟไหม้ มีการอบรมให้ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและอยู่ร่วมกับป่า มีการเปลี่ยนวัสดุที่เป็นเชื้อไฟในการทำการเกษตรมาเป็นรายได้เสริมนำออกจำหน่ายให้ชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน ซึ่งในปัจจุบันบ้านวังหงส์ เป็นหนึ่งในหมู่บ้านต้นแบบปลอดการเผา ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้การสนับสนุน โดยมีความร่วมมือจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่ตระหนักถึงความสำคัญของป่าจึงทำให้สำเร็จลุล่วงได้

 

                  อีกหนึ่งตัวอย่างที่สำเร็จที่เป็นหมู่บ้านต้นแบบปลอดการเผาคือชุมชน “บ้านขอ” จ.ลำปาง  ชุมชน“บ้านขอ” เป็นชุมชนเล็กๆใน จ.ลำปางมีพื้นที่ติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ในอดีตเคยประสบปัญหาไฟป่าเป็นประจำ ทำให้ชาวบ้านมาขอความร่วมมือจากรัฐ เจ้าหน้าอุทยานแห่งชาติเพื่อหาวิธีแก้ไฟป่าอย่างจริงจัง โดยร่วมกันกำหนดเขตจัดตั้งป่าชุมชน พื้นที่ 1,500 ไร่ และชาวบ้านยังขอเพิ่มพื้นที่เฝ้าระวังไฟป่าในเขตอุทยานฯ อีก 4,000 ไร่ พร้อมทั้งมีการจัดเวรยามลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่ามีการใช้มาตรการทางสังคมเป็นบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนลักลอบเผาทำลายป่า พร้อมส่งแจ้งความดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพราะชาวบ้านตระหนักถึงความสำคัญว่าป่าในอุทยานเป็นป่าต้นน้ำที่คอยเลี้ยงดูให้ชุมชนอยู่ได้ ณ ปัจจุบันที่นี่ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เป็นต้นแบบหมู่บ้านปลอดการเผาที่ประสบความสำเร็จอีกที่หนึ่ง

                  จากทั้งสองตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าวิกฤตต่างๆสามารถแก้ได้หากมีการร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันระหว่างภาครัฐกับประชาชน เข้าใจซึ่งกันและกัน เดินมากันคนละครึ่งทาง ประกอบกับการส่งเสริมองค์ความรู้ ความเข้าใจในความสำคัญของป่า ดังที่กำนันหมู่บ้าน “บ้านขอ” ได้เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อเราอยู่กับป่า ต้องหากินกับป่า เพราะป่าเสมือนแหล่งอาหารของชุมชน จึงต้องช่วยกันดูแลรักษาป่า ต้องปลูกจิตสำนึก และถ่ายทอดสิ่งที่ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์นี้ส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการสืบสานจากรุ่นสู่รุ่นต่อๆไป”

 

พันธมิตร

ชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย