บทความ

  • “หากเราไม่ให้ความสำคัญในการรักษาฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ตั้งแต่ตอนนี้
    เชื่อว่าในอนาคต เราอาจต้องเสียงบประมาณแก้ไขภัยแล้งเพิ่มขึ้นจากแสนล้าน จะกลายเป็นล้านล้าน”
    วราวุธ ศิลปอาชา
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทางประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

     การแสดงวิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เล็งเห็นการณ์ไกลเพื่อมุ่งหวังจะแก้ปัญหาให้ได้ในระยะยาว และหากได้อ่านบทความที่สัมภาษณ์ (https://www.prachachat.net/economy/news-444454) ตัวเต็มกับทางสำนักข่าวนั้น จะเห็นได้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรซ้ำๆไม่ว่าจะเป็น ปัญหาไฟป่า การเผาป่า การรุกล้ำป่าสงวน สิ่งเหล่านี้จะเกิดในขึ้นในทุกๆปีล้วนเชื่อมโยงกันอย่างไม่จบไม่สิ้น ทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่นำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม การแก้ปัญหาในการรักษาฟื้นฟูป่าต้นน้ำในครั้งนี้จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

    ณ ปัจจุบัน พื้นที่สีเขียวในไทยมีเหลืออยู่เพียง 32% โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ ต้องการผลักดันให้เป็น 55% เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ให้ประเทศไทยมีน้ำใช้และมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

    โดยได้จำแนกปัญหาและหนทางในการแก้ปัญหาเป็นประเด็นสำคัญดังนี้

    • ปัญหาการบุกรุกป่าต้นน้ำ  เป็นปัญหาสำคัญอันดับแรกที่เกิดขึ้นในทุกๆปี และเป็นวัฏจักรหมุนเวียนมาโดยตลอด โดยสาเหตุหลักๆในการเผาป่า เพียงเพราะต้องการนำพื้นที่ป่ามาทำการเกษตร โดยไม่ได้รู้เลยว่าการทำสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่จนกลับมาถึงตัวเอง
    • ปัญหาการเผาป่าและไฟป่า  เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากไฟป่าส่วนใหญ่ที่เกิดธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ แต่มีโอกาสน้อยมาก ดังนั้นไฟป่าส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เกิดขึ้นมาจากน้ำมือมนุษย์เพียงเพื่อหวังให้มีพื้นที่ในการทำการเกษตร หรือนำมาใช้สอยประโยชน์อย่างอื่น และหากการเผาป่าไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างทันท่วงทีจะทำให้เกิดมลพิษอย่างมหาศาลที่เป็นผลกระทบเป็นวงกว้าง

    จากปัญหาที่ทางนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ ได้ไปลงพื้นที่สำรวจ พูดคุยกับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ จึงได้เล็งเห็นปัญหาใหญ่โดยได้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนของประชาชนที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่าและโครงการการฟื้นฟูธรรมชาติ

    ในส่วนของชาวบ้านคือเข้าไปรับฟังปัญหา ลงพื้นที่ พูดคุยทำความเข้าใจ โดยมีโครงการ ป่าชุมชน ที่ต้องการให้ชุมชนกับป่าพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ให้ชาวบ้านปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศน์ คอยสอดส่องดูแลผู้ไม่หวังดีที่จะเข้ามาบุกรุกป่า โครงการนี้จะช่วยให้ลดการเกิดไฟป่าและการเผาป่าได้ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างยั่งยืน ส่วนในอีกโครงการที่มีชื่อว่า รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน ณ ปัจจุบันมีประชาชนช่วยกันปลูกต้นไม้ไปแล้ว 13,660,484 ต้น โดยจังหวัดที่มียอดสะสมการปลูกต้นไม้สะสมสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ ลำปาง 856,992 ต้น นครราชสีมา 661,065 ต้น เชียงใหม่ 568,796 ต้นศรีสะเกษ 550,509 ต้น เพชรบูรณ์ 420,510 ต้น และตั้งเป้าหมายกับโครงการนี้ว่าจะเดินหน้าต่อไป จนกว่าจะปลูกต้นไม้ครบ 100 ล้านต้น ตามแผนฟื้นฟูป่าและขยายพื้นที่สีเขียวของประเทศ

    การแก้ปัญหาการฟื้นฟูป่าต้นน้ำกับการแก้ภัยแล้งอย่างยั่งยืน ใช้เวลาศึกษาจากทีมงาน หน่วยงานที่ลงไปสัมผัสในพื้นที่ พูดคุยกับชาวบ้าน ทำความเข้าถึงแก่นที่เกิดขึ้น โครงการที่กล่าวมาข้างต้นเหล่านี้ไม่สามารถสำเร็จได้โดยง่าย แต่หากทุกภาคส่วน ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันอย่างจริงจัง คอยสอดส่อง ดูแล ปกป้อง รักษาผืนป่าเหล่านี้ ประเทศไทยจะกลับมามีป่าต้นน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์และปัญหาภัยแร้งจะหมดไป พร้อมทั้งส่งผลอันดีต่อไปยังรุ่นลูก รุ่นหลานของพวกท่านสืบนานเท่านาน

     

     “ทำไมรัฐต้องอุ้มภาคเกษตรกรรมทำไมถึงไม่ให้แรงงานในภาคเกษตรกรรมไปทำในส่วนอื่นแทน ประเทศเรามีอุตสากรรมการผลิตมากมายทำไมไม่ไปช่วยในส่วนนั้นๆ ทำไมรัฐต้องใช้เงินไปอุ้มภาคการเกษรตร” ประเด็นคำถามเหล่านี้มีการทุกเถียงกันในส่วนของประชาชนที่เสียภาษีให้รัฐ การตอบคำถามที่เป็นประเด็นเหล่านี้ จำเป็นจะต้องมองลึกลงไปในส่วนของเชิงโครงสร้างของประเทศว่าภาคเกษตรกรรมมีความสำคัญและส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจของประเทศและเหตุใดรัฐจึงต้องอุ้มภาคเกษตรกรรม

    ประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุหากไม่มีการแก้ไขปัญหาแรงงานจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตโดยรวมของไทยอย่างแน่นอนโดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานค่อนข้างมากหากไม่มีแรงงานหรือการทดแทนที่นำมาใช้ได้ทัน จะทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤติขาดแคลนอาหาร ต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ จะทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายในการอุปโภค บริโภคสูงมากขึ้น หากจะยกตัวอย่างเร็วๆที่เห็นได้ชัดคือประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่สามารถผลิตข้าวได้เอง จำเป็นที่จะต้องนำเข้าข้าวปีละประมาณ 300,000 กว่าตัน โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ [1] และหากมองให้ลึกลงไป ถ้าหากเกิดศึกสงครามหรือการตัดขาดในการขนส่งสิน้าจะทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤตได้ ดังนั้นจากคำถามข้างต้นที่ว่ายกเลิกภาคการเกษตรให้เปลี่ยนเป็นจะแก้ไขและพัฒนาจากประเด็นข้างต้น ณ เวลานี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักถึงภาคเกษตรกรรมที่จะมีการเปลี่ยนแปลง เรื่องของแรงงานที่อาจเกิดขึ้นในอีก 3-4 ปีข้างหน้าโดยแบ่งการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญหลักๆด้วยกันคือวางแผนการดำเนินการ บริหาทรัพยากร ส่งเสริมและเพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาองค์ความรู้และคุณภาพภาคการเกษตร ช่วยเหลือและจัดระเบียบเกษตรกร โดยในปีที่ผ่านจนถึงปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เพื่อก้าวข้ามปัญหาที่เกษตรกรประสบปัญหาในอดีต

     Smart Farmer คืออะไร แล้วจะช่วยให้ภาคการเกษตรดีขึ้นได้อย่างไร ให้ลองย้อนกลับไปในอดีต เกษตรกรที่เป็นแบบเก่า จะทำผลผลิตอะไรจะต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนเพื่อให้ผลผลิตออกมาได้สมบูรณ์ ซึ่งในปีนี้เรียกได้ว่าปัญหาภัยแล้งเข้าขั้นวิกฤต จนต้องมีการขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างเร่งด่วน (Putlink บทที่ 3) ส่งผลให้ผลิตเสียหาย เกษตรกรเป็นหนี้เพิ่มขึ้นและหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็จะเกิดวนเวียนซ้ำๆเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ พร้อมกับแรงงานที่ลดลง แต่หากเราเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer โดยการนำเทคโนโลยีมารวมกับประสบการณ์มาเพิ่มขีดความสามารถ จะทำให้เกษตรกรมีทั้งข้อมูล สถิติ ความรู้ ความเข้าใจในการตลาด รวมถึงการบริหารทรัพยากรได้อย่างมีปะสิทธิภาพ จะช่วยให้แก้ปัญหาการเกษตรแบบเดิมได้อย่างยั่งยืน

    ยกตัวอย่าง โครงการที่ประสบความสำเร็จในการเป็น Young Smart Farmer ที่ภาครัฐได้ให้การสนับสนุนอย่างแบรนด์เครื่องสำอางและสมุนไพรอินทรีย์ “WANAPHAN” (วนพรรณ) เจ้าของคือนายปรีชา หงอกสิมมาได้ใช้แนวคิดการใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แปลงของนายปรีชาเอง สามารถสร้างรายได้มูลค่าเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อปี และมีผู้สนใจมาศึกษาดูงานและฝึกอบรม ประมาณ 1,500 คนต่อปี ซึ่งนายปรีชาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “การเลือกใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี จะเน้นตอบโจทย์ลูกค้าและกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเป็นหลัก โดยผลิตตามความต้องการของลูกค้า และเลือกผลิตที่สามารถนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรได้ ทำน้อยแต่เพิ่มมูลค่าของสินค้ามากกว่า และนอกจากตัวเองอยู่ได้ ชุมชนรอบๆ ก็ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย” [2] หรือสรุปสั้นๆว่านายปรีชาใช้ “ตลาดนำการผลิต” สนองความต้องการลูกค้าและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตนั่นเอง

    ดังนั้นการเปลี่ยนเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบเก่าให้เป็น Smart Farmer ที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น จะเป็นตัวแปลสำคัญอันหนึ่งที่จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และยังแก้ปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานและเรื้อรังได้

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

พันธมิตร

ชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย