บทความ

  • วิถีชีวิตของชาวนาได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา การทำการเกษตร ที่อยู่อาศัย การใช้ชีวิตที่มีความสะดวกสบายมากขึ้น จนการดำรงชีวิตในรูปแบบเก่าๆได้เสื่อมหายไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะการใช้แรงงานสัตว์ ควายถือเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใช้แรงงานอยู่คู่คนไทยมาอย่างช้านาน โดยชาวบ้านสมัยก่อนจะใช้ควายในการไถนา ขนของ เป็นพาหนะในการเดินทาง ฯลฯ และเมื่อไม่สามารถใช้แรงงานควายได้ ชาวนาจะไม่ทำการฆ่าเพื่อนำมากินเนื้อแต่จะเลี้ยงดูควายจนกว่าจะสิ้นอายุขัยของมัน เป็นการแสดงความเมตตาและขอบคุณที่ช่วยเหลือชาวนา คุณค่าเหล่านี้แทบจะหาดูไม่ได้แล้วในปัจจุบัน แต่หากยังมีที่ที่นึงยังคงอนุรักษ์วิถีชาวนาเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี ซึ่งที่นั่นมีชื่อว่า “หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จังหวัดสุพรรณบุรี”

                “หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จังหวัดสุพรรณบุรี” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวนาไทยในชนบทสมัยก่อนกับความสัมพันธ์ที่มีต่อควาย ซึ่งภายในหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทยนั้นจะมีกิจกรรมต่างๆประกอบไปด้วย วิถีชีวิตของชาวนาชนบทที่อยู่กับควาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ควายในการเกษตรกรรม การขนส่งคมนาคม การเลี้ยงดูและฝึกฝนควาย พร้อมทั้งกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับควาย เช่น การวิ่งควาย ประกวดควายงาม การแสดงความสามารถพิเศษของควาย เป็นต้น ถัดมาคือการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำนา การทำเกษตรกรรมแบบชาวนาชนบทอย่างเรียบง่าย พร้อมทั้งมีกิจกรรมให้เราไปลองทำนา และยังมีส่วนอื่นๆทีเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การนวดแผนโบราณ การทำอาหารพื้นบ้าน การตกปลา  การเรียนรู้การปลูกสร้างบ้านของคนในสมัยก่อน เป็นต้น โดยกิจกรรมการเรียนรู้เหล่านี้จะมีตั้งแต่  1 วัน จนไปถึง 5 วัน เหมาะกับการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชน

                “หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จังหวัดสุพรรณบุรี” เป็นตัวอย่างผลงานเพียงแค่ผลงานหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการร่วมมือกันของภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ชุมชน ผู้นำท้องถิ่น จนไปถึง รัฐบาล แต่ยังมีอีกหลายๆที่ในตัวเมืองสุพรรณที่ได้พัฒนา และต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง ที่คอยส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมในสุพรรณฯ พิพิธภัณฑ์ชาวนาไทย ที่จัดแสดงวิถีชีวิตของชาวนา รวมไปถึงการปลูกและพัฒนาต้นข้าว บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ ที่มีตู้จำลองระบบนิเวศน์ ศูนย์พัฒนาจัดการสัตว์ป่าและสัตว์หายาก โครงการเหล่านี้เป็นการสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ให้แก่ชุมชนอย่างพอเพียง ทำให้มีเงินมาหมุนเวียนเศรษฐกิจในสุพรรณบุรี โดยผู้ที่เล็งเห็นและให้ความสำคัญของโครงการที่เกิดขึ้นต่างๆเหล่านี้ คือท่านบรรหาร ศิลปอาชา นักการเมืองเลือดสุพรรณฯ ที่ต้องการพัฒนา ปรับปรุงเมืองสุพรรณฯให้เป็นเมืองสมัยใหม่ แต่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของเมืองสุพรรณฯที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำเอาไว้

    การที่เมืองสุพรรณสามารถมีโครงการเหล่านี้ได้ ไม่ใช่การทำเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการกระทำที่ได้วางแผน สร้างความร่วมมือทั้งจากรัฐและท้องถื่นให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการเหล่านี้ โดยท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า “…มีคนมองว่าการที่ผมทำงานปรับปรุงจังหวัดสุพรรณบุรีให้พัฒนามากขึ้นเท่าที่จะทำได้นั้น เป็นการกระทำที่มากเกินไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความเจริญอันมากมายนี้เกิดจากผลการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนานของผม มิได้มาจากการทุ่มเททำในช่วงสั้นๆ นั่นคือคำของท่านบรรหาร ศิลปอาชา ที่เคยกล่าวไว้ถึงชีวิตและการทำงานของท่านเพื่อจังหวัดสุพรรณบุรี

    การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดผลเสียเป็นวงกว้าง ทั้งชีวิต และเศรษฐกิจ โดยตัวเลข ณ ปัจจุบัน มีประชาชนเสียชีวิตอยู่ที่ 5 แสนกว่า และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆวัน ในบางประเทศยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงได้ ในประเทศไทยได้มีการล็อคดาว์นเพื่อชะลอและหยุดการแพร่กระจายของโควิด-19 เช่นกัน ซึ่งตอนนี้ถือได้ว่าใกล้กลับมาสู่สภาวะปกติกว่าอีกหลายๆประเทศแล้ว เหลือเพียงรักษาการป้องกัน ควบควมและฟื้นฟูเศรษฐกิต เพราะตอนนี้อัตราการตกงานและว่างงานที่ยังคงสูงอยู่ ซึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นแย่ๆเหล่านี้ ก็ยังมีสิ่งดีดีเกิดขึ้นอยู่ ทำให้เราได้เห็นโลกใบนี้ในอีกมุมมองหนึ่งหลังจากมีการล็อคดาว์นลง

    หลังจากมีการล็อคดาว์นประเทศลง สถานที่ต่างๆได้ปิดตัวลง ไม่ว่าจะห้างสรรพสินค้า ร้านค้า สถานที่ราชการ รวมไปถึงอุทยานต่างๆ เพื่อป้องกันการรวมตัวกันเป็นกลุ่มของประชาชนไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (นายนรินทร์ ปิ่นสกุล) ได้รายงานว่ามีการปรากฎตัวของสัตว์ป่าออกมาให้เห็นมากขึ้นหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นช้างป่าที่ออกมาเล่นน้ำที่อ่างเก็บน้ำ กวางป่าที่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ที่โดยปกติจะแยกกันอยู่ หรือแม้แต่นกเงือกที่หาพบได้ยากได้ลงมาในช่วงฝนตกเพื่อมาหาอาหารในบริเวณทุ่งหญ้า ยังมีการฟื้นฟูของพืชพันธุ์ไม้ที่หายากต่างๆกลับงอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเงียบสงบจากการที่มนุษย์ไม่เข้าไปรบกวนทำให้สัตว์ป่ากล้าออกมาโชว์ตัวให้เห็นมากขึ้น

    อีกฝั่งหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกันคือ การฟื้นตัวของระบบนิเวศน์ใต้ทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากไม่มีมนุษย์เข้าไปรบกวน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของสัตว์น้ำนานาพันธ์ มีการพบเห็นที่ง่ายขึ้น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม (นายณรงค์ คงเอียด) ได้ให้รายละเอียดว่า จากการลงไปสำรวจในท้องทะเล ในทุกๆครั้งที่ลงไปสำรวจจะเห็นได้ว่าสัตว์น้ำทะเลหลายๆชนิดจะพบได้ง่ายขึ้นยกตัวอย่างเช่นพยูน ซึ่งพบเห็นได้ง่ายและพบได้ในทุกๆครั้งที่ลงไปสำรวจ มีการอยู่รวมกันเป็นฝูงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ธรรมชาติ  ชายหาด ปะการัง  รวมทั้งทะเลมีความสะอาด สวยงามเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าอยากรักษาธรรมชาติที่ได้กลับมาเหล่านี้ให้ยังคงอยู่ไว้หลังจากคลายล็อคแล้ว

    จากเหตุการณ์ที่ทางธรรมชาติได้ฟื้นฟูกลับคืนมา ทางนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เล็งเห็นความสำคัญในการล็อคดาว์นในครั้งนี้ จึงได้สั่งการปรับเปลี่ยนการเที่ยวแบบใหม่ที่เรียกกันว่า “นิวนอร์มอล (New Normal)” โดยให้มีการปิดอุทยานทุกอุทยานปีละครั้งเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ผืนป่า และสัตว์ หากประชาชนต้องการเที่ยวอุทยาน ต้องมีการจองคิวล่วงหน้าในการไปเพื่อจำกัดนักท่องเที่ยวไม่ให้มากเกินไปจนรบกวนและทำลายธรรมชาติ ซึ่งแบ่งการจองบนแอพพลิเคชั่นและวอร์คอินหรือโทรจอง อยู่ที่ 70:30 เปอร์เซ็นต์ และขอให้ประชาชนที่มาท่องเที่ยวช่วยกันรักษาความสะอาดของอุทยาน

    หลายคนอาจมองว่าการกลับมาของสัตว์ป่า การมีชายหาดสวยงาม มีธรรมชาติที่ดีขึ้น มลพิษลดน้อยลง อาจมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ดูออกจะโลกสวยไปหน่อย แต่หากมองในมุมของผู้ที่อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว การที่ได้สิ่งเหล่านี้กลับคืนมานั้นมีค่ามากเหลือเกิน เป็นการบอกว่า หากเรา(มนุษย์)ไม่ไปรบกวน (หรือรบกวนน้อยที่สุด) ธรรมชาติสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ดั่งเดิมได้ ดังนั้นในหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าทุกท่าน รวมถึงประชาชนทุกคนสามารถร่วมกันปกป้อง รักษาธรรมชาติที่กลับคืนมาเหล่านี้เอาไว้ให้คงอยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อตัวเราและคนรุ่นหลังได้มีโอกาสเยี่ยมชมธรรมชาติเหล่านี้อีก

    ปัญหาภัยแล้งในปีนี้ (พ.ศ.2563) "ปริมาณฝนน้อยใกล้เคียงกับปี 2522 แต่ปริมาณความต้องการการใช้น้ำปีนี้มากกว่าในอดีตจากข้อมูลขณะนี้สถานการณ์การใช้น้ำและผลกระทบรุนแรงกว่าปี 2558 แล้ว”
    (นายสุรพงษ์ สารปะ ผอ.กองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ให้สัมภาษณ์กับทางนักข่าวบีบีซีไทย เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563)

    จากการประเมินความเสียหายจะมีหลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ประชาชนและชาวเกษตรกร จะได้รับความเดือดร้อนมากถึง 21 จังหวัด 127 อำเภอ 674 ตำบล [2] ทำให้ประชาชนไม่มีน้ำใช้ทั้ง อุปโภค บริโภค รวมไปถึงภาคการเกษตร ทั้งผลผลิตเสียหาย ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินท่วม ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ  หากไม่สามารถแก้สถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

     เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563 ทางคณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมและมีมติอนุมัติงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างจริงจัง เป็นขั้นตอน มีผู้ที่รับผิดชอบโครงการนี้ทั้งหมด 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงกลาโหม ได้แบ่งมาตรการ ออกเป็น 3 ระยะ ซึ่งประกอบไปด้วย มาตรการเร่งด่วน  มาตรการระยะสั้น และ มาตรการระยาว โดยทางรมว.ทส. วราวุธ ศิลปอาชาร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินโครงการจำนวน 2,041 โครงการ (ขุดเจาะบ่อบาดาล 1,100 โครงการ การจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน 230 โครงการ และการซ่อมแซมระบบน้ำประปา 654 โครงการ)ในพื้นที่ 57 จังหวัด และได้ทำโครงการเพิ่มในช่วงกลางปีแล้วเสร็จทั้งหมด 2,831 โครงการ (ข้อมูลจาก ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำบาล เมื่อวันที่ 2 ก.ค. พ.ศ. 2563) ประชาชนที่ได้รับการบรรเทาภัยแล้งในครั้งนี้เป็นจำนวน 425,000 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชากรจำนวน 1,368,000 คน และครอบคลุมเกษตรกรรมไปถึง 204,000 ไร่

    87265823_2705013439548205_6891724559184035840_o

    โครงการขุดเจาะบ่อบาดาลมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งหากมองย้อนไปว่าทำไมวิกฤตในครั้งนี้ถึงแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ต้องย้อนกลับไปดูเมื่อปี 2562 ที่ทางรมว.ทส. วราวุธ ศิลปอาชา ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเร่งสำรวจแหล่งน้ำบาดาลทั้ง 77 จังหวัด ในการจัดทำแผนที่น้ำบาดาลเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 นี้ พร้อมทั้งศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาวหากมีการขุดใช้น้ำบาดาลมาใช้อย่างต่อเนื่อง ต้องคำนึงถึงระบบนิเวศน์ การทรุดตัวของผิวดิน การปนเปื้อนของสารเคมี  พร้อมทั้งปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลอย่างยั่งยืน ซึ่งทางอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ยืนยันว่า 70 จังหวัด ทั่วประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงแผ่นดินทรุด และทุกปีน้ำฝนราว 10 เปอร์เซ็นต์ก็จะถูกเติมกลับลงไป ใต้ดิน ประกอบกับปัจจุบันกรมได้ติดตั้งบ่อสังเกตการณ์ไว้ดูระดับน้ำใต้ดินแล้วทั่วประเทศ ดังนั้นหากพื้นที่ไหนระดับน้ำเปลี่ยนแปลงผิดปกติก็จะทราบทันที จึงไม่มีอะไรต้องกังวล

    ในภารกิจต่อไปที่กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต้องทำต่อจากนี้คือแผนระยะยาวเพราะวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้ยังต้องคอยเฝ้าติดตามสถานการณ์ว่าน้ำในเขื่อนจะกลับมาในช่วงหน้าฝนหรือไม่ ประชาชนที่อยู่อาศัยห่างไกลจากชลประทานจะมีมาตรการรองรับอย่างไร ต้องมีการประสานงานทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันวางแผนแก้ปัญหาในการใช้นำ้ให้เพียงพอต่อการใช้อุปโภค บริโภค รวมไปถึงภาคการเกษตรให้ยั่งยืน มั่นคงต่อไป

     

    References;

     ภัยแล้ง : ปี 2563 ประเทศไทยจะแล้งรุนแรงและยาวนานถึงกลางปี

     https://www.bbc.com/thai/thailand-51004534

     

    21 จังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) เร่งประสานทุกหน่วยงานบูรณาการ

    http://thainews.prd.go.th/th/news/print_news/TCATG200211100743132

     

    ชาวอาข่าเฮ ! บ้านเปาปมดงยาง ต.นาพูน อ.วังชิ้น ได้บ่อบาดาลช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง รอมา 20 ปี

    https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1372159/ 

     

    "ไขคำตอบ" ขุดบ่อบาดาลทั่วประเทศ แผ่นดินทรุดหรือไม่

    https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/125059

    “หนึ่งคนเผา แต่หลายคนต้องสูญเสีย
    ผมขอสดุดีวีรชนผู้เสียสละชีวิต ในภารกิจดับไฟป่าเพื่อพิทักษ์รักษาทรัพยากรป่าไม้
    และขอแสดงความเสียใจ พร้อมให้กำลังใจ ครอบครัวและญาติ...”
    วราวุธ ศิลปอาชา
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

    กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ไฟป่า

    เมื่อวันที่ 5 เม.ย. พ.ศ. 2563

     ไฟป่าที่เกิดในจังหวัดเชียงใหม่เรียกได้ว่ามีความรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรธรรมชาติไม่น้อยกว่า 17,000 ไร่ จำนวนสัตว์ป่าที่ถูกไฟคลอกตายอีกนับไม่ถ้วนและเกิดมลพิษทางอากาศที่มีค่า PM 2.5 แตะอันดับโลก พร้อมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณอุทยานจนไปถึงในเมืองและจังหวัดใกล้เคียงต่างได้รับความเดือดร้อน ซำ้ร้ายยังทำให้อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่จำนวน 5 นายเสียชีวิต ยังไม่รวมกับปีที่ผ่านๆมาเพียงเพราะน้ำมือมนุษย์ไม่กี่คนเท่านั้น

     การบุกรุกพื้นที่ป่า การขยายที่ดินทำกิน การขายสิทธิ์ให้คนนอกพื้นที่หรือที่เรียกกันว่านายทุน หรือรวมไปถึงความขัดแย้งภายใน ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวทำให้เราเกิดความสูญเสียมหาศาลต้องใช้เวลาอีกไม่รู้กี่สิบปีถึงจะฟื้นฟูให้กลับมาดังเดิมได้ ทำให้หลายๆครั้งประชาชนตั้งคำถามกับรัฐว่าทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ช่วยป้องกัน ทำไมไม่ช่วยเหลือ หรือทำไม่มีนโยบายอะไรบ้างเลยหรือ ปล่อยให้มันเกิดขึ้นซ้ำๆได้อย่างไร บทความนี้เรามาหาคำตอบกัน

                     

                      สาเหตุการเกิดไฟไหม้ในปีๆหนึ่ง เกิดจากสาเหตุเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการเผาป่าเพื่อหวังผลหลังจากการเผา เผาไร่เพื่อเตรียมเพาะปลูกจนลุกลามเกินการควบคุม และปัญหาจากผลประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย การที่เจ้าหน้าที่จะดูแลได้ทั่วถึงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งในเวลาเดียวกันกลับมีบางพื้นที่ที่อยู่ใกล้อุทยานหรือที่ที่มีโอกาสเกิดไฟไหม้สูง กลับไม่ไหม้ยกตัวอย่างที่ชุมชนบ้านวังหงส์ อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ มีเนื้อที่มากถึง 3,700 ไร่ ไม่มีไฟไหม้มาหลายปีแล้ว จากการศึกษาพบว่าชุมชนบ้านวังหงส์มีการดูแลโดยเครือข่ายอาสาสมัครจาก 7 หมู่บ้าน มีการจัดการเวรยามเพื่อลาดตระเวนป้องกันคนลอบเผาหรือบุกรุกป่า มีการสร้างแนวกันไฟเพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามหากเกิดเหตุไฟไหม้ มีการอบรมให้ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและอยู่ร่วมกับป่า มีการเปลี่ยนวัสดุที่เป็นเชื้อไฟในการทำการเกษตรมาเป็นรายได้เสริมนำออกจำหน่ายให้ชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน ซึ่งในปัจจุบันบ้านวังหงส์ เป็นหนึ่งในหมู่บ้านต้นแบบปลอดการเผา ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้การสนับสนุน โดยมีความร่วมมือจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่ตระหนักถึงความสำคัญของป่าจึงทำให้สำเร็จลุล่วงได้

     

                      อีกหนึ่งตัวอย่างที่สำเร็จที่เป็นหมู่บ้านต้นแบบปลอดการเผาคือชุมชน “บ้านขอ” จ.ลำปาง  ชุมชน“บ้านขอ” เป็นชุมชนเล็กๆใน จ.ลำปางมีพื้นที่ติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ในอดีตเคยประสบปัญหาไฟป่าเป็นประจำ ทำให้ชาวบ้านมาขอความร่วมมือจากรัฐ เจ้าหน้าอุทยานแห่งชาติเพื่อหาวิธีแก้ไฟป่าอย่างจริงจัง โดยร่วมกันกำหนดเขตจัดตั้งป่าชุมชน พื้นที่ 1,500 ไร่ และชาวบ้านยังขอเพิ่มพื้นที่เฝ้าระวังไฟป่าในเขตอุทยานฯ อีก 4,000 ไร่ พร้อมทั้งมีการจัดเวรยามลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่ามีการใช้มาตรการทางสังคมเป็นบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนลักลอบเผาทำลายป่า พร้อมส่งแจ้งความดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพราะชาวบ้านตระหนักถึงความสำคัญว่าป่าในอุทยานเป็นป่าต้นน้ำที่คอยเลี้ยงดูให้ชุมชนอยู่ได้ ณ ปัจจุบันที่นี่ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เป็นต้นแบบหมู่บ้านปลอดการเผาที่ประสบความสำเร็จอีกที่หนึ่ง

                      จากทั้งสองตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าวิกฤตต่างๆสามารถแก้ได้หากมีการร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันระหว่างภาครัฐกับประชาชน เข้าใจซึ่งกันและกัน เดินมากันคนละครึ่งทาง ประกอบกับการส่งเสริมองค์ความรู้ ความเข้าใจในความสำคัญของป่า ดังที่กำนันหมู่บ้าน “บ้านขอ” ได้เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อเราอยู่กับป่า ต้องหากินกับป่า เพราะป่าเสมือนแหล่งอาหารของชุมชน จึงต้องช่วยกันดูแลรักษาป่า ต้องปลูกจิตสำนึก และถ่ายทอดสิ่งที่ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์นี้ส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการสืบสานจากรุ่นสู่รุ่นต่อๆไป”

     

    “หากเราไม่ให้ความสำคัญในการรักษาฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ตั้งแต่ตอนนี้
    เชื่อว่าในอนาคต เราอาจต้องเสียงบประมาณแก้ไขภัยแล้งเพิ่มขึ้นจากแสนล้าน จะกลายเป็นล้านล้าน”
    วราวุธ ศิลปอาชา
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทางประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

     การแสดงวิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เล็งเห็นการณ์ไกลเพื่อมุ่งหวังจะแก้ปัญหาให้ได้ในระยะยาว และหากได้อ่านบทความที่สัมภาษณ์ (https://www.prachachat.net/economy/news-444454) ตัวเต็มกับทางสำนักข่าวนั้น จะเห็นได้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรซ้ำๆไม่ว่าจะเป็น ปัญหาไฟป่า การเผาป่า การรุกล้ำป่าสงวน สิ่งเหล่านี้จะเกิดในขึ้นในทุกๆปีล้วนเชื่อมโยงกันอย่างไม่จบไม่สิ้น ทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่นำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม การแก้ปัญหาในการรักษาฟื้นฟูป่าต้นน้ำในครั้งนี้จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

    ณ ปัจจุบัน พื้นที่สีเขียวในไทยมีเหลืออยู่เพียง 32% โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ ต้องการผลักดันให้เป็น 55% เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ให้ประเทศไทยมีน้ำใช้และมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

    โดยได้จำแนกปัญหาและหนทางในการแก้ปัญหาเป็นประเด็นสำคัญดังนี้

    • ปัญหาการบุกรุกป่าต้นน้ำ  เป็นปัญหาสำคัญอันดับแรกที่เกิดขึ้นในทุกๆปี และเป็นวัฏจักรหมุนเวียนมาโดยตลอด โดยสาเหตุหลักๆในการเผาป่า เพียงเพราะต้องการนำพื้นที่ป่ามาทำการเกษตร โดยไม่ได้รู้เลยว่าการทำสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่จนกลับมาถึงตัวเอง
    • ปัญหาการเผาป่าและไฟป่า  เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากไฟป่าส่วนใหญ่ที่เกิดธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ แต่มีโอกาสน้อยมาก ดังนั้นไฟป่าส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เกิดขึ้นมาจากน้ำมือมนุษย์เพียงเพื่อหวังให้มีพื้นที่ในการทำการเกษตร หรือนำมาใช้สอยประโยชน์อย่างอื่น และหากการเผาป่าไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างทันท่วงทีจะทำให้เกิดมลพิษอย่างมหาศาลที่เป็นผลกระทบเป็นวงกว้าง

    จากปัญหาที่ทางนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ ได้ไปลงพื้นที่สำรวจ พูดคุยกับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ จึงได้เล็งเห็นปัญหาใหญ่โดยได้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนของประชาชนที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่าและโครงการการฟื้นฟูธรรมชาติ

    ในส่วนของชาวบ้านคือเข้าไปรับฟังปัญหา ลงพื้นที่ พูดคุยทำความเข้าใจ โดยมีโครงการ ป่าชุมชน ที่ต้องการให้ชุมชนกับป่าพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ให้ชาวบ้านปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศน์ คอยสอดส่องดูแลผู้ไม่หวังดีที่จะเข้ามาบุกรุกป่า โครงการนี้จะช่วยให้ลดการเกิดไฟป่าและการเผาป่าได้ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างยั่งยืน ส่วนในอีกโครงการที่มีชื่อว่า รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน ณ ปัจจุบันมีประชาชนช่วยกันปลูกต้นไม้ไปแล้ว 13,660,484 ต้น โดยจังหวัดที่มียอดสะสมการปลูกต้นไม้สะสมสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ ลำปาง 856,992 ต้น นครราชสีมา 661,065 ต้น เชียงใหม่ 568,796 ต้นศรีสะเกษ 550,509 ต้น เพชรบูรณ์ 420,510 ต้น และตั้งเป้าหมายกับโครงการนี้ว่าจะเดินหน้าต่อไป จนกว่าจะปลูกต้นไม้ครบ 100 ล้านต้น ตามแผนฟื้นฟูป่าและขยายพื้นที่สีเขียวของประเทศ

    การแก้ปัญหาการฟื้นฟูป่าต้นน้ำกับการแก้ภัยแล้งอย่างยั่งยืน ใช้เวลาศึกษาจากทีมงาน หน่วยงานที่ลงไปสัมผัสในพื้นที่ พูดคุยกับชาวบ้าน ทำความเข้าถึงแก่นที่เกิดขึ้น โครงการที่กล่าวมาข้างต้นเหล่านี้ไม่สามารถสำเร็จได้โดยง่าย แต่หากทุกภาคส่วน ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันอย่างจริงจัง คอยสอดส่อง ดูแล ปกป้อง รักษาผืนป่าเหล่านี้ ประเทศไทยจะกลับมามีป่าต้นน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์และปัญหาภัยแร้งจะหมดไป พร้อมทั้งส่งผลอันดีต่อไปยังรุ่นลูก รุ่นหลานของพวกท่านสืบนานเท่านาน

     

     “ทำไมรัฐต้องอุ้มภาคเกษตรกรรมทำไมถึงไม่ให้แรงงานในภาคเกษตรกรรมไปทำในส่วนอื่นแทน ประเทศเรามีอุตสากรรมการผลิตมากมายทำไมไม่ไปช่วยในส่วนนั้นๆ ทำไมรัฐต้องใช้เงินไปอุ้มภาคการเกษรตร” ประเด็นคำถามเหล่านี้มีการทุกเถียงกันในส่วนของประชาชนที่เสียภาษีให้รัฐ การตอบคำถามที่เป็นประเด็นเหล่านี้ จำเป็นจะต้องมองลึกลงไปในส่วนของเชิงโครงสร้างของประเทศว่าภาคเกษตรกรรมมีความสำคัญและส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจของประเทศและเหตุใดรัฐจึงต้องอุ้มภาคเกษตรกรรม

    ประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุหากไม่มีการแก้ไขปัญหาแรงงานจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตโดยรวมของไทยอย่างแน่นอนโดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานค่อนข้างมากหากไม่มีแรงงานหรือการทดแทนที่นำมาใช้ได้ทัน จะทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤติขาดแคลนอาหาร ต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ จะทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายในการอุปโภค บริโภคสูงมากขึ้น หากจะยกตัวอย่างเร็วๆที่เห็นได้ชัดคือประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่สามารถผลิตข้าวได้เอง จำเป็นที่จะต้องนำเข้าข้าวปีละประมาณ 300,000 กว่าตัน โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ [1] และหากมองให้ลึกลงไป ถ้าหากเกิดศึกสงครามหรือการตัดขาดในการขนส่งสิน้าจะทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤตได้ ดังนั้นจากคำถามข้างต้นที่ว่ายกเลิกภาคการเกษตรให้เปลี่ยนเป็นจะแก้ไขและพัฒนาจากประเด็นข้างต้น ณ เวลานี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักถึงภาคเกษตรกรรมที่จะมีการเปลี่ยนแปลง เรื่องของแรงงานที่อาจเกิดขึ้นในอีก 3-4 ปีข้างหน้าโดยแบ่งการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญหลักๆด้วยกันคือวางแผนการดำเนินการ บริหาทรัพยากร ส่งเสริมและเพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาองค์ความรู้และคุณภาพภาคการเกษตร ช่วยเหลือและจัดระเบียบเกษตรกร โดยในปีที่ผ่านจนถึงปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เพื่อก้าวข้ามปัญหาที่เกษตรกรประสบปัญหาในอดีต

     Smart Farmer คืออะไร แล้วจะช่วยให้ภาคการเกษตรดีขึ้นได้อย่างไร ให้ลองย้อนกลับไปในอดีต เกษตรกรที่เป็นแบบเก่า จะทำผลผลิตอะไรจะต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนเพื่อให้ผลผลิตออกมาได้สมบูรณ์ ซึ่งในปีนี้เรียกได้ว่าปัญหาภัยแล้งเข้าขั้นวิกฤต จนต้องมีการขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างเร่งด่วน (Putlink บทที่ 3) ส่งผลให้ผลิตเสียหาย เกษตรกรเป็นหนี้เพิ่มขึ้นและหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็จะเกิดวนเวียนซ้ำๆเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ พร้อมกับแรงงานที่ลดลง แต่หากเราเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer โดยการนำเทคโนโลยีมารวมกับประสบการณ์มาเพิ่มขีดความสามารถ จะทำให้เกษตรกรมีทั้งข้อมูล สถิติ ความรู้ ความเข้าใจในการตลาด รวมถึงการบริหารทรัพยากรได้อย่างมีปะสิทธิภาพ จะช่วยให้แก้ปัญหาการเกษตรแบบเดิมได้อย่างยั่งยืน

    ยกตัวอย่าง โครงการที่ประสบความสำเร็จในการเป็น Young Smart Farmer ที่ภาครัฐได้ให้การสนับสนุนอย่างแบรนด์เครื่องสำอางและสมุนไพรอินทรีย์ “WANAPHAN” (วนพรรณ) เจ้าของคือนายปรีชา หงอกสิมมาได้ใช้แนวคิดการใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แปลงของนายปรีชาเอง สามารถสร้างรายได้มูลค่าเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อปี และมีผู้สนใจมาศึกษาดูงานและฝึกอบรม ประมาณ 1,500 คนต่อปี ซึ่งนายปรีชาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “การเลือกใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี จะเน้นตอบโจทย์ลูกค้าและกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเป็นหลัก โดยผลิตตามความต้องการของลูกค้า และเลือกผลิตที่สามารถนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรได้ ทำน้อยแต่เพิ่มมูลค่าของสินค้ามากกว่า และนอกจากตัวเองอยู่ได้ ชุมชนรอบๆ ก็ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย” [2] หรือสรุปสั้นๆว่านายปรีชาใช้ “ตลาดนำการผลิต” สนองความต้องการลูกค้าและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตนั่นเอง

    ดังนั้นการเปลี่ยนเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบเก่าให้เป็น Smart Farmer ที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น จะเป็นตัวแปลสำคัญอันหนึ่งที่จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และยังแก้ปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานและเรื้อรังได้

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    พันธมิตร

    ชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย