ถ้าเกษตรกร กินดีอยู่ดี เศรษฐกิจของประเทศก็ดีตามไปด้วย

 “ทำไมรัฐต้องอุ้มภาคเกษตรกรรมทำไมถึงไม่ให้แรงงานในภาคเกษตรกรรมไปทำในส่วนอื่นแทน ประเทศเรามีอุตสากรรมการผลิตมากมายทำไมไม่ไปช่วยในส่วนนั้นๆ ทำไมรัฐต้องใช้เงินไปอุ้มภาคการเกษรตร” ประเด็นคำถามเหล่านี้มีการทุกเถียงกันในส่วนของประชาชนที่เสียภาษีให้รัฐ การตอบคำถามที่เป็นประเด็นเหล่านี้ จำเป็นจะต้องมองลึกลงไปในส่วนของเชิงโครงสร้างของประเทศว่าภาคเกษตรกรรมมีความสำคัญและส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจของประเทศและเหตุใดรัฐจึงต้องอุ้มภาคเกษตรกรรม

ประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุหากไม่มีการแก้ไขปัญหาแรงงานจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตโดยรวมของไทยอย่างแน่นอนโดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานค่อนข้างมากหากไม่มีแรงงานหรือการทดแทนที่นำมาใช้ได้ทัน จะทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤติขาดแคลนอาหาร ต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ จะทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายในการอุปโภค บริโภคสูงมากขึ้น หากจะยกตัวอย่างเร็วๆที่เห็นได้ชัดคือประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่สามารถผลิตข้าวได้เอง จำเป็นที่จะต้องนำเข้าข้าวปีละประมาณ 300,000 กว่าตัน โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ [1] และหากมองให้ลึกลงไป ถ้าหากเกิดศึกสงครามหรือการตัดขาดในการขนส่งสิน้าจะทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤตได้ ดังนั้นจากคำถามข้างต้นที่ว่ายกเลิกภาคการเกษตรให้เปลี่ยนเป็นจะแก้ไขและพัฒนาจากประเด็นข้างต้น ณ เวลานี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักถึงภาคเกษตรกรรมที่จะมีการเปลี่ยนแปลง เรื่องของแรงงานที่อาจเกิดขึ้นในอีก 3-4 ปีข้างหน้าโดยแบ่งการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญหลักๆด้วยกันคือวางแผนการดำเนินการ บริหาทรัพยากร ส่งเสริมและเพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาองค์ความรู้และคุณภาพภาคการเกษตร ช่วยเหลือและจัดระเบียบเกษตรกร โดยในปีที่ผ่านจนถึงปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เพื่อก้าวข้ามปัญหาที่เกษตรกรประสบปัญหาในอดีต

 Smart Farmer คืออะไร แล้วจะช่วยให้ภาคการเกษตรดีขึ้นได้อย่างไร ให้ลองย้อนกลับไปในอดีต เกษตรกรที่เป็นแบบเก่า จะทำผลผลิตอะไรจะต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนเพื่อให้ผลผลิตออกมาได้สมบูรณ์ ซึ่งในปีนี้เรียกได้ว่าปัญหาภัยแล้งเข้าขั้นวิกฤต จนต้องมีการขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างเร่งด่วน (Putlink บทที่ 3) ส่งผลให้ผลิตเสียหาย เกษตรกรเป็นหนี้เพิ่มขึ้นและหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็จะเกิดวนเวียนซ้ำๆเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ พร้อมกับแรงงานที่ลดลง แต่หากเราเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer โดยการนำเทคโนโลยีมารวมกับประสบการณ์มาเพิ่มขีดความสามารถ จะทำให้เกษตรกรมีทั้งข้อมูล สถิติ ความรู้ ความเข้าใจในการตลาด รวมถึงการบริหารทรัพยากรได้อย่างมีปะสิทธิภาพ จะช่วยให้แก้ปัญหาการเกษตรแบบเดิมได้อย่างยั่งยืน

ยกตัวอย่าง โครงการที่ประสบความสำเร็จในการเป็น Young Smart Farmer ที่ภาครัฐได้ให้การสนับสนุนอย่างแบรนด์เครื่องสำอางและสมุนไพรอินทรีย์ “WANAPHAN” (วนพรรณ) เจ้าของคือนายปรีชา หงอกสิมมาได้ใช้แนวคิดการใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แปลงของนายปรีชาเอง สามารถสร้างรายได้มูลค่าเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อปี และมีผู้สนใจมาศึกษาดูงานและฝึกอบรม ประมาณ 1,500 คนต่อปี ซึ่งนายปรีชาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “การเลือกใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี จะเน้นตอบโจทย์ลูกค้าและกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเป็นหลัก โดยผลิตตามความต้องการของลูกค้า และเลือกผลิตที่สามารถนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรได้ ทำน้อยแต่เพิ่มมูลค่าของสินค้ามากกว่า และนอกจากตัวเองอยู่ได้ ชุมชนรอบๆ ก็ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย” [2] หรือสรุปสั้นๆว่านายปรีชาใช้ “ตลาดนำการผลิต” สนองความต้องการลูกค้าและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตนั่นเอง

ดังนั้นการเปลี่ยนเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบเก่าให้เป็น Smart Farmer ที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น จะเป็นตัวแปลสำคัญอันหนึ่งที่จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และยังแก้ปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานและเรื้อรังได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เนื้อหาอื่นๆ

พันธมิตร

ชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย