ข่าวประชาสัมพันธ์

  • 2022-05-12 / ข่าวประชาสัมพันธ์

    นายนพดล มาตรศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา จ.สุพรรณบุรี รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านทุ่งเข็น ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เนื่องจากบริเวณคลองชลประทาน มีผักตบชวาหนาแน่นไม่สามารถทำให้น้ำไหลระบายผ่านได้สะดวก อีกทั้งช่วงนี้มีฝนตกมากในพื้นที่ ส่งผลให้น้ำในคลองไหลล้นออกมาท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรจนได้รับความเสียหายและเดือนร้อนหลายหลังคาเรือน
    280289804_548555209959845_1709927992588427683_n
     
    นายนพดลกล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณดังกล่าวพบว่า ผักตบชวามีจำนวนหนาแน่นมาก กีดขวางทางผ่านน้ำ และทำให้ชาวบ้านไม่สามารถสัญจรทางเรือได้ ทั้งนี้ตนและคณะทำงานได้ทำการประเมินหน้างานพบว่าในระยะ2-3กิโลเมตรจะเร่งนำผักตับชวาออกจากแหล่งน้ำ โดยการใช้รถแม็คโครเข้าไปดำเนินการตักผักตบชวาออกซึ่งคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 วัน จึงสามารถนำผักตบชวาออกจากคลองได้
     

    2022-05-10 / ข่าวประชาสัมพันธ์

     นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายเกออร์ก ซมิตท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และร่วมด้วยนางสาวลิโอบา ดอนเนอร์ เจ้าหน้าที่ต้นนโยบายของประเทศไทย ฝ่ายแผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ด้านความร่วมมือทวิภาคี กระทรวงเศรษฐกิจและการดำเนินการต้านสภาพภูมิอากาศ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMWK)
     
    280142513_547223336759699_5386192257873548046_n
     
    ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงนาและการสาธิตการทำนาที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ไทย ไรซ์ นามา)
    นายวราวุธ ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมโครงการ Thai Rice NAMA ซึ่งถือเป็นโครงการที่มีแนวทางการดำเนินงานที่สามารถสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าวได้เป็นอย่างดี และพร้อมสนับสนุนให้เกิดการขยายผลตามแนวทางของโครงการฯ รวมทั้งพบปะเกษตรกรเพื่อหารือเกี่ยวกับการทำนาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ให้กับเกษตร รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแปลงนา ณ กลุ่มนาแปลงใหญ่ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากการทำนาของประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็น 26.64 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ ร้อยละ 55 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรทั้งหมด ซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และการทำนาที่ขังน้ำในนาข้าวตลอดอายุข้าวจะมีการปล่อยก๊าซมีเทน ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถึง 28 เท่า
    รวมทั้งการเกิดภัยแล้งและอุทกภัย
     
    280083538_547223316759701_7485563063146775166_n
     
    โดยการเยี่ยมชมงานครั้งนี้ ยังประกอบด้วย นายณัฐภัทร สุวรรณประที่ป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตร.อภิชาติ พงษ์ตรีหดุลชัย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าวเข้าร่วมด้วย
    สำหรับโครงการ ไทย ไรซ์ นามา มีวัตถุประสงค์มุ่งพัฒนายุทธตาสตร์ตลาดข้าวที่ยั่งยืน พร้อมส่งเสริมเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการทำนาลดโลกร้อนให้แก่เกษตรกรตามมาตรการ "3 เพิ่ม 3 ลด" คือ เพิ่มผลผลิตข้าว เพิ่มคุณภาพข้าว เพิ่มรายได้ ลดตันทุนการผลิต ลดการใช้น้ำ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งด้านเตรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย ทั้งนี้โครงการยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Thai Rice Nama ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการ NAMA Facility เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของไทยใน 6 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 2.8 ล้านไร่ ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการทำนาแบบลดโลกร้อน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าว ปรับเปลี่ยนแนวทางการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมไปสู่การปลูกข้าวที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลจากการดำเนินงานในช่วงปี พ.ศ. 2561 - 2564 พบว่า มีเกษตรกรได้รับประโยชน์จากโครงการกว่า 25,000 คน สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าวได้กว่า 305,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายนายวราวุธยังได้กล่าวสรุปหลังจากฟังตัวแทนเกษตรกรกล่าวถึงผลตอบรับจากการเข้าร่วมโครงการว่า ตนจะนำข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำนาลดโลกร้อนนี้ไปรายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมกับประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและสนับสนุนในสิ่งที่เกษตรกรต้องการต่อจากนี้เพื่อให้เกษตรกรได้ทำนาอย่างยั่งยืน และบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์โครงการ ซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการเพิ่มรายได้ และผลผลิตที่มีคุณภาพแก่เกษตรกรไทยทุกคน

    2022-04-24 / ข่าวประชาสัมพันธ์

    พรรคชาติไทยพัฒนาก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 นับถึงวันนี้เรามีอายุได้ 14 ปี ไม่มากไม่น้อย ถือว่ายังมากกว่าอีกหลายๆ พรรค เพราะระยะหลังมานี้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นเยอะมาก ทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น รากเหง้าของพรรคชาติไทยพัฒนา คือ พรรคชาติไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2517 รวมอายุกัน มีอายุ 48 ปี นานทีเดียว เป็นพรรคที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เป็นพรรคเคยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นแกนนำฝ่ายค้าน มีหัวหน้าพรรคเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน คือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณและนายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2551 ทำให้พรรคชาติไทยถูกยุบเหตุการณ์ครั้งนั้นนำความสะเทือนใจมาสู่พวกเราชาวชาติไทยทุกคน โดยเฉพาะพ่อบรรหาร แต่เขายุบได้เฉพาะพรรค ไม่สามารถยุบจิตวิญญาณความเป็น ส.ส.ที่แก้ไขทุกข์สุขประชาชนของพวกเราได้

    ปีนี้ครบ 6 ปีที่พ่อจากไป แม้วันนี้พ่อบรรหารจะไม่อยู่แล้ว แต่จิตวิญญาณสืบทอดมาสู่พวกเราทุกคนที่เป็นทายาท ไม่ได้หมายถึงกัญจนา วราวุธ แต่หมายถึงพรรคชาติไทยพัฒนาทุกคนที่ต้องการจะเป็น ส.ส.ที่ดี เมื่อพูดถึงพ่อบรรหาร อยากจะพูดถึงผลงานโดดเด่นของพ่อฝากไว้กับแผ่นดินไทย คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ในตอนนั้นมีการตั้งสสร.ขึ้นมา ประกอบด้วย ตัวแทนจากประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพ เพราะพ่อต้องการให้ทุกคนมีสิทธิมีเสียงในรัฐธรรมนูญ ตอนหาเสียงเมื่อปี 2538 ในฐานะผู้นำพรรคชาติไทย พ่อได้ประกาศว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับตอนนั้น มาตรา 211 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลายคนบอกว่าพ่อขายฝัน ทำไม่ได้หรอก แต่พ่อทำได้สำเร็จ จนเป็นรัฐธรรมนูญทุกวันนี้คนพูดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด

    อีกเรื่องที่พ่อทำไว้อย่างดีมาก คือ การจัดตั้งวุฒิสภา จำนวน 260 คน ตอนนั้นพ่อให้นายวิษณุ เครืองาม ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำเอกสารจำนวนปึกใหญ่มาก แต่ละปึกจะเป็นชื่อของตัวแทนแต่ละอาชีพ มาคัดเลือกเพื่อให้ตัวแทนสมาชิกมาจากทุกภาคส่วน และตอนนั้นเป็นครั้งแรกเรามีตัวแทนเป็นผู้พิการนั่งอยู่ในวุฒิสภา จำได้ว่า พ่อแต่งตั้งเสร็จแล้วได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ พ่อไม่มั่นใจในเสียงตอบรับ พ่อเลยถือโอกาสไปเยือนเมียนมา 2 วัน พอโทรศัพท์เช็กกลับมาพบว่าได้เสียงตอบรับที่ดี พ่อดีใจ จริงๆ ผลงานของพ่อยังมีอีกมาก

    การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ยอมรับว่าหนักหนาไม่น้อยสำหรับเราสองคนพี่น้อง เป็นครั้งแรกไม่มีพ่อบรรหารเป็นผู้นำทัพ แต่เรายังโชคดี มีคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อยู่กับพรรค ได้ร่วมกันฝ่าฟันศึกเลือกตั้ง ผลเลือกตั้งเมื่อปี 2562 เราได้ผู้แทนมา 10 ที่นั่ง เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 6 คน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 4 คน จากนั้นมาได้นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครปฐม และนายจุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำให้มี 12 คน

    1

    มีคนถามดิฉันว่า เราจะร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดิฉันยิ้ม ไม่ตอบ แต่มีคำตอบในใจว่า เราจะขอยืนอยู่ในจุดทำประโยชน์ให้ประชาชนได้มากที่สุด เกือบสามปีที่ผ่านมา ปัญหาประเทศเยอะมาก ปัญหาใหม่ปัญหาเก่ารุมเร้าเข้ามา ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเน่า และยังมีเรื่องโรคระบาดโควิด-19 อีก เราในฐานะที่มีส่วนร่วมอยู่ในรัฐบาลทำให้เราสามารถใช้ศักยภาพตรงนี้แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ท่วมในหลายจังหวัดแต่สุพรรณบุรีถือเป็นจังหวัดที่ท่วมมาก โดยเฉพาะ อ.สองพี่น้อง อ.บางปลาม้า เราใช้สรรพกำลังภาครัฐ เอกชนในการช่วยประชาชน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาช่วยหมด เราช่วยทุกจังหวัด ในส่วนภาคเอกชนเราใช้มูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ช่วยแจกถุงยังชีพ สุขาลอยน้ำ เราไม่ได้ช่วยแค่ช่วงน้ำท่วม หลังจากน้ำท่วมเรายังช่วย มีการเร่งรัดให้มีการเยียวยา

    ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ค่อนข้างจะวุ่นวาย ขัดแย้งสูง มีพรรคการเมืองใหม่เยอะ กติกาเปลี่ยนไป มีคำถามมาเยอะว่า อนาคต ชทพ.จะเป็นอย่างไร ขอชี้แจงว่าเรามีทั้งเรื่องที่จะเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลง เริ่มจากเรื่องจะไม่เปลี่ยนแปลงคือ เราจะสู้ศึกเลือกตั้งในนาม ชทพ. จะไม่มีวันยุบรวมกับพรรคใดเด็ดขาด กติกาการเลือกตั้งแบบไหนมาเถอะค่ะ เราสู้ทุกรูปแบบ จะไม่มีวันรวมกับพรรคอื่นแต่ถ้าใครจะมาอยู่กับเรา เรายินดีต้อนรับ ขอแค่ให้มีแนวทางการทำงานสอดคล้องกันได้ มาเถอะค่ะ มาสู่พรรคที่อบอุ่นของเรา

    เรื่องที่สองที่จะไม่เปลี่ยน คือ พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคที่ทำงานการเมือง เราไม่เล่นการเมือง เราไม่นิยมความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งไม่เคยนำพาประเทศไปสู่หนทางที่เจริญได้ แต่เราเคารพความเห็นที่แตกต่าง 3 ปีผ่านมา เวลามี ส.ส.มาขอความช่วยเหลือ 2 รัฐมนตรีของพรรค ชทพ.ให้ความช่วยเหลือประชาชนในเขตของเขา รัฐมนตรีเราช่วยหมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เราไม่แบ่งแยก เพราะเราถือว่านั่นคือทุกข์ยากของประชาชน เรารับใช้หมด ไม่นิยมความแตกแยก เวลาทำงานกับใครให้ความร่วมมือเต็มที่ ไม่เคยโบ้ยปัญหา ไม่เคยไปโทษใคร ไม่เคยอะไรทั้งนั้น

    เรื่องถัดไปจะไม่เปลี่ยน คือ สัจจะ กตัญญู คำคำนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาให้ดูดี แต่มันคือบุคลิกของนายบรรหาร สืบทอดมาถึงเราชาวพรรคชาติไทยพัฒนาในทุกวันนี้ เราพูดคำไหนคำนั้น พูดแล้วทำ กตัญญูกับพี่น้องประชาชน แผ่นดินไทย ไม่มีหรอกที่ว่าพูดแล้วให้ดูหวานๆ ไม่ใช่เรา หลายคนบอกว่าคำนี้ดูเชยจังเชยที่ไหน มันเป็นคุณธรรมที่ควรมีอยู่ทุกคน และไม่จำกัดกาลเวลาด้วย ยิ่งคนเป็นนักการเมืองควรมีคุณธรรมข้อนี้สูงมากกว่าใครๆ ด้วย เพราะถ้าทำดีหรือไม่ดีมีผลกระทบกับคนจำนวนมาก สัจจะ กตัญญู จะอยู่คู่กับพรรคชาติไทยพัฒนาตลอดไป

    เรื่องถัดไปที่จะไม่เปลี่ยน คือ การทำงานในพรรคชาติไทยพัฒนา เราทำงานกันอย่างพี่น้อง ด้วยความอบอุ่น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราสนับสนุนทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นปัจจัยและอะไรต่างๆ จะทำให้ ส.ส.ของเราแก้ปัญหาทุกข์ยากและบำรุงสุขให้กับประชาชนได้ ในพรรคไม่มีระบบเผด็จการ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใครทั้งนั้น เรารับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน แน่นอนในบางครั้งความคิดเห็นเราไม่ตรงกัน แต่ในที่สุดเราจะได้ข้อสรุปเป็นข้อสรุปของพรรค เราทำงานแบบพี่น้องที่อบอุ่น นี่คือสิ่งที่จะไม่เปลี่ยน

    สุดท้ายที่สำคัญมากและไม่มีวันเปลี่ยน คือ พรรคชาติไทยพัฒนาจะรักษาและดำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนที่จะเปลี่ยนแปลง จากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เรื่องแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงคือ มีการเปลี่ยนแปลงบุคคลในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในพรรค วันนี้ยังลงรายละเอียดไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลา เมื่อถึงเวลาจะแจ้งให้ทุกคนทราบ แต่สิ่งที่จะเหมือนเดิมยังใช้การผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์กับคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวหน้า อาจจะถึงเวลาแล้วหรือไม่จะให้คนรุ่นใหม่เดินนำไป มีคนรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์เป็นแรงหนุนหลัง ความสำคัญของคนทั้งสองรุ่นไม่ได้น้อยกว่ากัน ประเทศชาติอยู่ไม่ได้ด้วยคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่ต้องเป็นการผสมผสานกัน

    3

    สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงอีกคือ เราจะมีการเชิญคนนอกพรรคเข้ามาร่วมทำงานกับเรามากขึ้น อย่าลืมว่าบุคลิกความเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาคือ เรามีสัจจะ พูดคำไหนคำนั้น ถ้าเราเชิญใคร เราบอกอะไรกับเขาไว้ เรายึดถือคำพูดนั้น ไม่มีหรอกที่จะไปเต้าๆ ล่อๆ ว่ามาอยู่กับเราเถอะนะ เราจะอย่างนั้นอย่างนี้ให้ เราไม่ทำ ไม่ใช่พรรคชาติไทยพัฒนา ฉะนั้น อนาคตเราจะมีคนมาร่วมทำงานกับพรรคชาติไทยพัฒนามากขึ้น เราจะไม่ให้ถูกมองว่าเป็นพรรคของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งอีกต่อไป เราจะเป็นพรรคของประชาชนคนทั้งประเทศ ที่สำคัญที่ทำให้ดิฉันมีความมั่นใจคือเรามีบุคคลและทีมงานที่มีพลังและศักยภาพสูงมากที่พร้อมที่จะสนับสนุนให้เราเดินไปถึงจุดนั้น อย่างน้อยต้องมี ส.ส.ได้ในระดับที่เราจะเสนอกฎหมายได้ด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมาเวลาเราจะเสนอกฎหมายอะไรในนามพรรค เราต้องไปรบกวนขอลายเซ็นพรรคอื่น ที่ผ่านมาทุกพรรคก็ยินดี เซ็นให้กับเรา แต่เป้าหมายเราต้องเสนอกฎหมายได้ด้วย
    ตัวเองคือ เกิน 25 ที่นั่งขึ้นไป

    เรื่องนโยบายพรรค เราจะมีนโยบายทันสมัยมากขึ้นสอดรับกับพลวัตต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลง แต่เราจะไม่ทิ้งรากฐานปัญหาของพี่น้องเกษตรกร จะช่วยอย่างไรให้เขาได้ผลผลิตมากขึ้น เพิ่มช่องทางการผลิต เพิ่มช่องทางการจำหน่าย ใช้เทคโนโลยีทันสมัย สิ่งเหล่านี้เราหาเสียงตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่การเลือกตั้งบางทีไม่ได้ทำให้อยู่ในจุดที่เราสามารถทำงานเหล่านี้ได้ จะทำให้ดีขึ้น และเราจะไม่ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะพี่น้องเกษตรกร แต่จะชูปัญหาพี่น้องในคนเมืองด้วย ทำอย่างไรจะพึ่งพาต่างชาติให้น้อยลง เพราะพอเกิดวิกฤตในต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามรัสเซียกับยูเครนเกิดขึ้น ผลกระทบเกิดขึ้นกับเราคือ ปุ๋ยแพง น้ำมันแพง ทำอย่างไรถึงจะลดการพึ่งพานี้ให้น้อยลง

    การรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราทุกวันนี้ มีผลกระทบมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเกิดจากการกระทำของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำแล้ง ฝุ่นละอองพิษ เราจะทำให้เห็นว่า การที่ประชาชนช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากเป็นผลดีในภาพรวมแล้ว ยังสามารถสร้างอาชีพให้กับประชาชนได้ด้วย ดิฉันเห็นประชาชนในบางหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล เขาสามารถที่จะสร้างรายได้จากการปลูกป่าขายคาร์บอนเครดิต นี่ขนาดชาวบ้านตัวเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลยังรับรู้เรื่องเหล่านี้ แน่นอนว่าวันนี้ยังไม่ใช่วันหาเสียง เราจึงยังไม่ลงลึกและพูดให้ครอบคลุมทุกมิติได้

    เราจะสื่อสารกับประชาชนให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางโซเชียลมีเดียและพบปะด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาเราทำมาโดยตลอด แต่จะทำให้มากขึ้น เราพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เรามีอนาคต เราวางไว้แล้ว และเราจะไปให้ถึง เราอาจจะไม่ได้เติบโตเร็วนัก แต่เราจะก้าวย่างทีละก้าว และเป็นก้าวที่มั่นคงในทุกๆ ก้าว การที่วันนี้เราไม่ได้เป็นพรรคใหญ่ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าเราจะเป็นพรรคใหญ่ไม่ได้ และการขยายฐานพรรคชาติไทยพัฒนาจะต้องส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพรรคที่ดีขึ้น กว้างไกลขึ้น เพื่ออนาคตที่ดีเพื่อประชาชนด้วย ประชาชนต้องอยู่ดีมีสุขให้มากขึ้น เมื่อเวลา สภาวะที่สุกงอมมาถึงแล้ว จะพูดถึงรายละเอียดทั้งหมดให้ทราบ

    ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/politics-in-depth/news_3306497

    2022-04-24 / ข่าวประชาสัมพันธ์

    ชาติไทยพัฒนา ประชุมใหญ่ ประกาศเดินหน้าสู่มิติการทำงานใหม่ “เข้าใจจริงทุกปัญหา พัฒนาทุกชีวิต” ตั้งเป้า กลับเป็นพรรคขนาดใหญ่อีกครั้ง

    24 เมษายน 2565 พรรคชาติไทยพัฒนา จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นำโดย นางสาว กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา และ กรรมการบริหารและสมาชิกพรรค เข้าร่วมประชุมร่วม 300 คน ภายใต้แนวคิด “เดินหน้าสู่มิติใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา : เข้าใจจริงทุกปัญหา พัฒนาทุกชีวิต”

    มีวาระสำคัญดังนี้คือ นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวพบปะสมาชิกพรรค โดยเป็นเวทีเปิดใจถึงอนาคตพรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนที่จะเข้าสู่วาระการประชุมสามัญประจำปี โดยเป็นการรับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 และมีเรื่องแจ้งเพื่อทราบคือการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีประจำปี 2565 แผนหรือโครงการที่จะดำเนินกิจกรรมในปี 2566 ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 23 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 แผนงานและโครงการที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2565 แผนงานและโครงการที่ดำเนินการโดยเงินของพรรคประจำปี 2565 นอกจากนี้ ที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปี 2564 ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. 2560 พิจารณาให้ความเห็นชอบงบการเงินประจำปี 2564 ตามมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. 2560

    โดยนางสาวกัญจนา ขึ้นกล่าวเปิดงานในหัวข้อ เส้นทางมรดกนโยบาย จากยุคชาติไทย สู่ ชาติไทยพัฒนา ซึ่งมีเส้นทางยาวนาน 48 ปี โดยมีมรดกนโยบายที่สำคัญ ที่รับสืบทอดจากนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 เช่น การร่าง รธน.40 ด้วยกลไก สสร. การจัดตั้ง พรบ.ป่าชุมชน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ เป็นต้น พร้อมเน้นย้ำแนวคิด “สัจจะ กตัญญู” ที่พรรคชาติไทยยึดถือสืบทอดมาถึง พรรคชาติไทยพัฒนา
    ท่ามกลางสถานการเมืองที่ค่อนข้างจะวุ่นวาย ขัดแย้งสูง มีพรรคการเมืองใหม่เยอะ กติกาเปลี่ยนไป มีคำถามมาเยอะว่า อนาคตชาติไทยพัฒนาจะเป็นอย่างไร ขอชี้แจงว่าเรามีทั้งเรื่องที่จะเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลง เริ่มจากเรื่องที่จะไม่เปลี่ยนแปลงคือ เราจะสู้ศึกเลือกตั้งในนามชาติไทยพัฒนาจะไม่มีวันยุบรวมกับพรรคใดเด็ดขาด กติกาแบบไหนมาเถอะ เราสู้ทุกรูปแบบ จะไม่มีวันรวมกับพรรคอื่น แต่ถ้าใครจะมาอยู่กับเรา เรายินดีต้อนรับ ขอแค่ให้มีแนวทางการทำงานสอดคล้องกัน

    ctp_1

    “พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคที่ทำงานการเมือง เราไม่เล่นการเมือง ไม่นิยมความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งไม่เคยนำพาประเทศไปสู่หนทางที่เจริญได้ เราให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆรัฐมนตรีเราช่วยหมด ไม่ว่าจะคำขอนั้น จะมาจากสส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เราไม่แบ่งแยก เพราะเราถือว่านั่นคือทุกข์ยากของประชาชน”

    นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
    กล่าวบนเวทีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565

    c59157cff6cc1155d1be231920cda87f0_4742820906749627312_220425_2

    “สัจจะ กตัญญู คำที่บ่งบอกถึงบุคลิกของนายบรรหาร
    สืบทอดมาถึงพรรคชาติไทยพัฒนาในวันนี้
    เราพูดคำไหนคำนั้น เรากตัญญูกับพี่น้องประชาชน
    คำเชยๆ ที่นักการเมืองอย่างเรายึดเป็นหลักคุณธรรม
    โดยปราศจากเงื่อนไขของกาลเวลา”

     

    “พรรคชาติไทยพัฒนา เราทำงานกันอย่างพี่น้อง ทำงานด้วยความอบอุ่น
    ในพรรคไม่มีระบบเผด็จการ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร
    พรรคพร้อมสนับสนุนทุกอย่างเพื่อให้ ส.ส.ของเราแก้ปัญหาและบำรุงสุขให้กับประชาชน”

    c59157cff6cc1155d1be231920cda87f0_4742820906749627312_220425_1_1

    ด้านนายวราวุธ กล่าวว่า “ ปีนี้ เป็นปีที่ 20 ของการทำงานการเมืองของตน แต่ก็ไม่อาจพูดได้เต็มปาก ว่าได้ทำงานทั้ง 20 ปี เพราะเนื่องจากอุบัติเหตุทางการเมือง และความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ตนเว้นว่างไปกว่า 10 ปี และเพิ่งได้กลับมาทำงานการเมืองเต็มรูปแบบในการเลือกตั้ง 62 ที่ผ่านมานี้เอง 10 ปี ที่ตนหายไป และได้เฝ้ามองการเมืองไทย ตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้ง เป็นทศวรรษที่สูญหาย และคนไทยทุกคนกำลังร่วมกันจ่ายค่าเสียหายอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า กลุ่มเปราะบางทางรายได้ เป็นกลุ่มคนที่จ่ายแพงที่สุด นี่คือความเจ็บปวดของประชาชนที่ตนมองเห็น”

    นายวราวุธ ยังเผยวิสัยทัศน์ แผนพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งเป้านำทรัพยากรที่ประเทศไทยมี ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ความมั่นคงทางอาหาร ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม นำมาพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม

    “เราจะลงทุนในเทคโนโลยี พัฒนา Young Smart Farmer สนับสนุนให้ลูกหลานของเรา
    ไม่ต้องเข้ามาดิ้นรน หาอาชีพการงานอื่นๆทำ
    ในเมืองหลวง เพื่อฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า
    เพราะอนาคตที่ดีกว่า พวกเขาพัฒนาได้
    จากสิ่งที่ครอบครัวของพวกเขามี”

    นายวราวุธ ย้ำว่า เกษตรกร จะต้องไม่ใช่อาชีพที่สังคมมองว่า ลำบากยากจน อีกต่อไป
    แต่เกษตรกร จะต้องเป็นอาชีพที่ทุกคนนับถือและมองเห็นว่า สามารถสร้างความร่ำรวยได้ ด้วยการสนับสนุนที่ถูกต้องจากภาครัฐ ที่ผ่านมา งบประมาณแผ่นดินส่วนใหญ่ ถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยความเสียหาย จากภัยธรรมชาติ หรือการอุดหนุนส่วนต่างราคา เมื่อสินค้าล้นตลาด ราคาตก เหมือนเรารดน้ำต้นไม้ที่ปลายใบ แต่ไม่เคยรดที่รากโดยตรงเลยสักครั้ง”

    “อนาคตข้างหน้า เราจะเลิกตั้งเป้าส่งออกสินค้าให้ได้จำนวนมากที่สุด เลิกวัดผลเป็นเชิงปริมาณ แต่จะหันมาตั้งเป้าส่งออกสินค้าคุณภาพสูงที่เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก เพื่อให้ได้ราคาสูงที่สุดแทน ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ ให้เป็น Young Smart Farmer สนับสนุนให้ลูกหลานของเรา ไม่ต้องเข้ามาดิ้นรนหาอาชีพการงานอื่นๆทำในเมืองหลวง เพื่อฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า เพราะอนาคตที่ดีกว่า พวกเขาพัฒนาได้ จากสิ่งที่ครอบครัวของพวกเขามี”

    นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังกล่าวว่า การออกแบบนโยบายของพรรคชาติไทยพัฒนา นับจากนี้ จะคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ครอบคลุมกลุ่มคนที่หลากหลาย ด้วยแนวคิด All Inclusive มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกระจายความเจริญ การศึกษา การพัฒนาเยาวชน ผู้พิการ ผู้สูงอายุ การพัฒนาสิทธิสตรี LGBTQ และกลุ่มคนทั้งหลาย ที่เสียเปรียบจากโครงสร้างสังคมและกฏหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน นี่คือมิติใหม่ในการทำงานของพรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆของพรรคให้ขยายตัวขึ้น พัฒนาพรรคให้กลับไปเป็นพรรคขนาดใหญ่อย่างที่เคยเป็นในอดีตอีกครั้งหนึ่ง”

    c59157cff6cc1155d1be231920cda87f0_4742820906749627312_220425_3

    ด้านนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวบนเวทีตอนหนึ่ง ว่า ขอบคุณประชาชนที่โอบอุ้มและสนับสนุนพรรคชาติไทยพัฒนา และตนเห็นว่าพรรคต้องขยายฐานสมาชิกต่อไป หากมีโอกาสบุญวาสนา อยากให้คนสุพรรณบุรี มีโอกาสให้มีนายกฯ อีกสักคน คือ นายวราวุธ ศิลปอาชา

    c59157cff6cc1155d1be231920cda87f0_4742820906749627312_220425_6

    นอกจากสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาที่ร่วมประชุมอยู่ที่สาขาทั่วทุกภาคผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์แล้ว มีผู้เข้าร่วมประชุมในวันเดียวกันนี้ประกอบด้วย ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา 1.นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 2.นายธีระ วงศ์สมุทร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 3.นายนิกร จำนง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 4.นายนพดล มาตรศรี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 5. นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 6.นายสรชัด สุจิตต์ ส.ส.จังหวัดสุพรรณบุรี 7.นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.จังหวัดสุพรรณบุรี 8.นายประภัตร โพธสุธน ส.ส.จังหวัดสุพรรณบุรี 9.นายเสมอกัน เที่ยงธรรม ส.ส.จังหวัดสุพรรณบุรี 10.นายอนุรักษ์ จุรีมาศ ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด 11.นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ส.ส.จังหวัดนครปฐม 12.นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.จังหวัดนครปฐม


    c59157cff6cc1155d1be231920cda87f0_4742820906749627312_220425_4

    ทั้งนี้ที่ประชุมยังระบุถึงรายชื่อกรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบันซึ่งได้แก่ 1.นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค 2.นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รองหัวหน้าพรรค 3.นายอนุชา สะสมทรัพย์ รองหัวหน้าพรรค 4.นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค 5.นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค 6.นายยุทธพล อังกินันทน์ รองหัวหน้าพรรค 7.นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค 8.นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง รองเลขาธิการพรรค 9.น.ส.ทัศน์ลักษณ์ ปัตตพงศ์ภัช รองเลขาธิการพรรค 10.นายอุดมศักดิ์ ศรีสุทิวา รองเลขาธิการพรรค 11.นางพวงรัตน์ ชัยบุตร เหรัญญิกพรรค 12.นายพิสิษฐ์ พิทยฐากุลเจริญ นายทะเบียนสมาชิกพรรค 13.นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ กรรมการบริหารพรรค 14.นายนพดล มาตรศรี กรรมการบริหารพรรค 15.นายสุรชัย ทิณเกิด กรรมการบริหารพรรค 16.นายอภิวัชร บัวพันธ์ กรรมการบริหารพรรค 17.นายเสน่ห์ ขาวโต กรรมการบริหารพรรค

    2022-04-23 / ข่าวประชาสัมพันธ์

    เมื่อวันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2565 เวลา09.00. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมนายสรชัด สุจิตต์ ,นายนิกร เจตจำนง,นายเสมอกัน เที่ยงธรรม,นายณัฐวุฒิ ประเสิรฐสุวรรณ ดร.อุดม โปร่งฟ้า ที่ปรึกษา รมว.ทส. นำคณะวางพวงดอกไม้ เพื่อระลึกถึงเกียรติคุณของนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 เนื่องในวันครบรอบ 23 เมษายน ที่อุทยานสัจจะและกตัญญู อนุสาวรีย์ฯ นายบรรหาร ศิลปอาชา จ.สุพรรณบุรีโดยมีข้าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีร่วมด้วย

    DSC_5503

    นายวราวุธกล่าวว่า วันนี้ตนต้องขอบคุณทุกๆคนทุกๆหน่วยงาน และขอบคุณพี่น้องส..พรรคชาติไทยพัฒนาที่มาร่วมระลึกถึงนายบรรหาร ศิลปอาชา โดยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตนได้ใช้คำสอนของพ่อบรรหาร กับคำว่าสัจจะ กตัญญูยึดเป็นหลักในการดำเนินงานในส่วนต่างๆ จุดยืนที่เราเลือกคือ ประชาชน ยืนในจุดที่ให้ประชาชนที่วางใจเลือกเราเข้ามาได้รับผลตอบแทนจากการทำงานของเราได้มากที่สุด จุดยืนของเราอยู่ตรงนั้น เรายืนอยู่ ข้างเคียงประชาชน ดังนั้น สัจจะ กตัญญู ของพ่อที่เคยกล่าวไว้ ก็หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนาจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อรักษาให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งไม่เฉพาะเพียงพี่น้องชาวจังหวัดสุพรรณบุรีแต่จะทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ทำเพื่อคนทุกคน เพราะฉนั้นสัจจะ กตัญญู ของเราอยู่ที่ประชาชน” 

    DSC_5070_1_1

    จากนั้นนายวราวุธ พร้อมด้วยส..พรรคชาติไทยพัฒนาได้เดินทางมายัง ศาลาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดป่าเลไลย์ เพื่อบำเพ็ญกุศลให้แก่นายบรรหาร ศิลปอาชา โดยมีนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ร่วมทำพิธีจัดงพิธีบำเพ็ญครั้งนี้ด้วย

    2022-04-12 / ข่าวประชาสัมพันธ์

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสรชัด สุจิตต์ ส.ส.สรชัด สุจิตต์ -ยอร์ช ส.ส. พรรคชาติไทยพัฒนา จ.สุพรรณบุรี นำคณะผู้นำท้องถิ่น เข้าศึกษาดูงานที่“ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนปลอดขยะ บ้านรางพลับ จังหวัดราชบุรี
    โดยชุมชนดังกล่าวเป็นต้นแบบการจัดการขยะอย่างครบวงจร
    นายสรชัดกล่าวว่า หลักการจัดการขยะแบบ Zero Waste แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อยากให้ทุกคนเริ่มลงมือทำ ไม่อยากให้ทุกคนมองว่าเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือความรับผิดชอบของหน่วยงานใดงานหนึ่ง แน่นอนว่าทัศนคติที่ดีต่อการจัดการปัญหาขยะ เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งชุมชนบ้านรางพลับแห่งนี้พิสูจน์แล้วว่าทำได้ จึงกลายเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง เป็นต้นแบบความยั่งยืนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนนำมาซึ่งความมั่งคงทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน
     
    278176080_528710375277662_2214303538724529377_n
     
    สำหรับ"แนวคิดขยะเหลือศูนย์" เป็นแนวทางในการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ขยะที่จะถูกนำไปกำจัดเหลือน้อยที่สุด หรือเหลือศูนย์ โดยยึดหลักง่ายๆ อย่าง 1A3R ที่ประกอบด้วย
    1.Avoid หลีกเหลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดขยะเพิ่มขึ้น ไม่ซื้อของที่ใช้ครั้งเดียวต้องทิ้ง
    2.Reduce ลดการใช้ ละเว้นของฟุ่มเฟื่อย โดยการลดใช้ทรัพยากรลงด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น การใช้ถุงผ้า เลือกใช้แก้วน้ำพกพา แทนการใช้พลาสติก
    3.Reuse ใช้ซ้ำนำกลับมาใช้ใหม่ ด้วยการนำกล่องขนมมาใส่ของใช้จุกจิก การเปลี่ยนขวดน้ำมาเป็นแจกันดอกไม้ นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้วยังสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย
    4.Recycle การนำกลับมาแปรสภาพให้เหมือนใหม่ เช่น การบริจาคฝาขวดเพื่อจะไปแปรรูปให้เป็นขาเทียม นำกระดาษที่ใช้แล้วแปรรูปเป็นถุงกระดาษ
    นายสรชุดกล่าวทิ้งท้ายว่า จากการศึกษาดูงานครั้งนี้ ตนและคณะทำงานพร้อมด้วยผู้นำชุมชน จะนำเทคนิคองค์กรความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะไปเป็นโมเดลในการจัดการขยะในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีต่อไป

พันธมิตร

ชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย