ด้วยที่ประชุมใหญ่ พรรคชาติไทยพัฒนา ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๑ ได้มีมติแก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ 

    ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๖๑

    ข้อ ๒ ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตั้งแต่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา

    ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

(๑) ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒
(๒) ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พ.ศ. ๒๕๕๓
(๓) ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔

    ข้อ ๔ ในข้อบังคับพรรคนี้

 “พรรค” หมายความว่า พรรคชาติไทยพัฒนา
“คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคชาติไทยพัฒนา

 

หมวด ๑

บททั่วไป

    ข้อ ๕ พรรคการเมืองนี้ชื่อว่า “พรรคชาติไทยพัฒนา” เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “CHARTTHAIPATTANAPARTY” เรียกโดยย่อว่า “ชทพ.” หรือ “CT.”

    ข้อ ๖ เครื่องหมายพรรคมีลักษณะเป็นแผนที่ประเทศไทย ภายในมีรูปวงกลมโดยครึ่งวงกลมด้านบนเป็นแถบสีแดง ขาว น้ำเงิน ครึ่งวงกลมด้านล่างเป็นชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา บริเวณตรงกลางมีตัวย่อว่า “ชทพ.” และมีคำขวัญว่า “พรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อพัฒนาชาติไทย” ดังภาพ ดังต่อไปนี้

ความหมาย

    แผนที่ประเทศไทย หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย ซึ่งเป็นของทุกคนในชาติ รูปวงกลม หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนายึดถือสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจะยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
คำขวัญของพรรค คือ “พรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อพัฒนาชาติไทย” หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนาในฐานะที่เป็นสถาบันทางการเมืองมีพันธกิจหลัก เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดกับทุกคนในชาติ สร้างความมั่นคงและพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน

    ข้อ ๗ สำนักงานใหญ่ของพรรค ตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๑ ถนนพิชัย แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

    ข้อ ๘ สถานที่ตั้งสำนักงานสาขาพรรค และการเรียกชื่อสาขาพรรคให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๙ ในกรณีที่ข้อบังคับพรรคนี้ มิได้กำหนดไว้เป็นประการอื่น การใดที่กำหนดให้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือ หรือเอกสารให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ถ้าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือ หรือเอกสารให้บุคคลนั้น ณ ภูมิลำเนา หรือที่อยู่ที่ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ให้ถือว่าได้แจ้งยื่น หรือส่งโดยชอบแล้ว 

    ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดให้ประกาศ หรือเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ เป็นการทั่วไป ให้ถือว่าการประกาศ หรือเผยแพร่ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือระบบ หรือวิธีการอื่นใดที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกเป็นการดำเนินการโดยชอบแล้ว

 

หมวด ๒

คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง

    ข้อ ๑๐ คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนา คือ

(๑) พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเชื่อมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สร้างการปรองดองของชาติในทุกภาคส่วน สนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ

(๒) พรรคชาติไทยพัฒนามีเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้มีคุณภาพ และมาตรฐาน โดยมุ่งเน้นการให้โอกาสแก่คนทุกเพศ ทุกวัย ตลอดจนผู้พิการอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม 

(๓) พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนัก และให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการส่งเสริม สนับสนุน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคการเกษตรไปสู่การเกษตรที่ทันสมัย และปลอดภัยภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และจะคำนึงถึงการเกษตรที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความปลอดภัยของเกษตรกร และผู้บริโภค

(๔) พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งส่งเสริม และสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพด้วยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละชุมชน เพื่อสร้างรายได้ พร้อมการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาเมือง สนับสนุนภาคอุตสาหกรรม โดยคำนึงถึงความยั่งยืนที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมลภาวะ

(๕) พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นพัฒนา และปฏิรูปประเทศไทยให้ก้าวไกล ทันสมัย พร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้านเทคโนโลยี สื่อสาร สารสนเทศ พลังงาน อันส่งผลต่อการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และวิถีชีวิต เพื่อความผาสุกและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ โดยยังคงความเข้มแข็งของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเป็นแก่นแกนของความเป็นไทย

(๖) พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งส่งเสริมสนับสนุนคุณภาพชีวิต โดยมุ่งเสริมสร้างสุขภาพพลานามัยทั้งทางด้านจิตใจ และร่างกาย โดยมุ่งเน้นการกีฬา สาธารณสุข และความปลอดภัยสาธารณะของระบบการคมนาคม

(๗) พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อมั่นในคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสริมสร้างความเท่าเทียมในสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมสนับสนุนการมีวินัยของคนในชาติ มุ่งสร้างคุณธรรม จริยธรรม ภายใต้จิตสำนึกสาธารณะ บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ สุจริต และยุติธรรม

 

หมวด ๓

นโยบายพรรคชาติไทยพัฒนา

 

    ข้อ ๑๑ นโยบายพรรคชาติไทยพัฒนา 

    พรรคชาติไทยพัฒนายึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข จะธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงในเอกราช และอธิปไตยของชาติ มุ่งสร้างความสามัคคีของคนในชาติพัฒนาให้เกิดความมั่นคงก้าวหน้าทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ โดยมีแนวนโยบายด้านต่าง ๆ ดังนี้

 

๑. นโยบายด้านการเมืองการปกครอง

๑.๑ ธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ

     พรรคชาติไทยพัฒนาจะพิทักษ์รักษา และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ตลอดจนยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

     ๑.๒ ยึดถือรัฐธรรมนูญ และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม

     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงมุ่งมั่น ที่จะให้มีการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด รวมทั้งปรับปรุง และพัฒนาบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างกลไกของกฎหมายให้มีความทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจสังคม และการเมือง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของทุกคนในสังคมได้อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม และส่งเสริมการบริหารกระบวนการยุติธรรมให้มีความรวดเร็ว เสมอภาค และเท่าเทียมกันระหว่างรัฐ และเอกชน ตลอดจนมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้คนในสังคมเคารพซึ่งสิทธิและหน้าที่ระหว่างกัน และจะรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย

๑.๓ กระจายอำนาจรัฐสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง

     พรรคชาติไทยพัฒนาถือว่าการกระจายอำนาจการบริหาร การปกครอง และการคลังไปสู่ท้องถิ่น เป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศ จึงมุ่งมั่นที่จะกระจายอำนาจรัฐสู่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และกระบวนการตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นเอง อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ตลอดจนสารสนเทศพื้นฐานในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกันทั่วประเทศ นอกจากนี้จะให้การสนับสนุนจังหวัดที่มีความพร้อมไปสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยยึดหลักตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นเป็นหลัก

๑.๔ เสริมสร้างโอกาสประชาชนให้มีส่วนร่วมทางการเมือง 

     พรรคชาติไทยพัฒนาเล็งเห็นว่าประชาธิปไตยอันแท้จริง ย่อมต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างโอกาสของประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชุมชน หมู่บ้าน และท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยการปกครองรากฐานของประเทศ ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรม และกระบวนการทางการเมือง และการปกครองได้อย่างเป็นอิสระ ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดสำนึกประชาธิปไตยในระดับชุมชน และนำไปสู่การเกิดของประชาสังคมอย่างแท้จริง

 

๑.๕ ปฏิรูป และพัฒนาองค์กรทางการเมืองให้เข้มแข็ง

     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมือง ที่จะนำไปสู่การพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันสำคัญ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนสภาพัฒนาการเมืองให้มีความเข้มแข็ง เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน และจะส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน ในการรวมกันเป็นกลุ่ม หมู่คณะ หรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของกลุ่มโดยคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวม

๑.๖ บริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพอย่างมีธรรมาภิบาล 

     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะผลักดันการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยจะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐาน และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ทั้งนี้ จะรณรงค์การสร้างจิตสำนึกของข้าราชการ ให้มีสำนึกของการเป็นผู้ให้บริการ และมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน รวมทั้งจะส่งเสริมศักดิ์ศรี สวัสดิการ และความมั่นคงในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราช การส่งเสริมให้มีกระบวนการทำงานที่รวดเร็ว โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้โดยประชาชน ตลอดจนการจัดให้มีศูนย์บริหารราชการแบบครบวงจรในพื้นที่พิเศษเพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากขึ้น และสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

 

๒. นโยบายด้านการศึกษา

๒.๑ ให้ความสำคัญกับผู้รับการศึกษา

     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการของเด็กและเยาวชน เพื่อให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพ และประสิทธิภาพในการดำรงชีวิต จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทางด้านสติปัญญา สุขภาพจิต และสุขภาพกาย โดยจะส่งเสริมการเรียนการสอนที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้ผู้เรียน จัดให้มีโภชนาการอย่างเหมาะสม โดยการจัดโครงการอาหารกลางวันเป็นสวัสดิการสำหรับเด็กนักเรียน ส่งเสริมให้ทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีการเรียนฟรีในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งการจัดหาทุนการศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาที่สูงขึ้น และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งจัดระบบการแนะแนวการศึกษา เพื่อให้ผู้รับการศึกษาสามารถกำหนดเป้าหมายทางการศึกษา เพื่อการดำรงชีวิตที่ดีของตนได้อย่างเหมาะสม และสามารถตอบสนองต่อสังคม และประเทศได้อย่างสูงสุด

๒.๒ พัฒนาคุณภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา

     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึก คุณธรรม และความเอื้ออาทรต่อผู้รับการศึกษาแก่ครูผู้สอน รวมทั้งจัดสวัสดิภาพ และสวัสดิการครู ส่งเสริมให้เกิดการฝึกอบรมวิทยาการ และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ทันสมัยแก่ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจให้ครูกลับถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสังคมในท้องถิ่นต่าง ๆ และจะสนับสนุนให้ปราชญ์ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการให้การศึกษาให้มากยิ่งขึ้น

๒.๓ ส่งเสริมหลักสูตรบูรณาการ

     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งส่งเสริมให้หลักสูตรการศึกษา ประกอบไปด้วย การเรียนการสอน การปฏิบัติที่มีทั้งด้านวิชาการ และแนวทางการดำรงชีวิต ตลอดจนเป็นหลักสูตรที่สร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการสืบสานขนบธรรมเนียม ประวัติศาสตร์แห่งท้องถิ่น และวัฒนธรรมของชาติ จะส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าคิดกล้าทำอย่างมีสติ และมีเหตุผล มีความรักในถิ่นกำเนิด ทั้งนี้โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษา และชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรการศึกษา และประเมินผลการจัดระบบการศึกษานำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนจัดให้มีตำราเรียน และอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย และเหมาะสมกับหลักสูตรการศึกษาของผู้เรียนในทุกมิติ รวมทั้งกลุ่มบุคคลพิเศษ เช่น ผู้พิการ และผู้มีปัญญาเลิศ ตลอดจนจะพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งข้อมูลทางการศึกษาที่ครบวงจร

๒.๔ เพิ่มศักยภาพการบริหารการศึกษา

     พรรคชาติไทยพัฒนาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษา โดยจะส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจ เพื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรทางศาสนา และภาคเอกชนเข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษาทุกระดับ และจะมุ่งส่งเสริมการจัดให้มีสถานศึกษาขึ้นในทั่วทุกภูมิภาค อย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารการศึกษา จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาของไทยกับนานาประเทศ เพื่อการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา วิทยากรทางการศึกษา ข้อมูลความรู้ทางวิชาการวิธีการบริหารจัดการ และเทคโนโลยีด้านการศึกษาระหว่างกัน รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากร เพื่ออุดหนุนสถานศึกษาอย่างเป็นธรรม และเหมาะสมกับสภาพของแต่ละสถานศึกษา

 

๓. นโยบายด้านการเกษตร

๓.๑ ส่งเสริมแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ 

     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการที่ดิน และน้ำสำหรับการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีแหล่งน้ำเพียงพอที่จะสามารถปลูกพืชในที่ดินที่มีอยู่ได้ตลอดปี และใช้แรงงานในครัวเรือน ปลูกพืชผสมผสาน ทำให้เกษตรกรมีผลผลิต และความพอเพียงที่จะเลี้ยงตัวเองได้อย่างพอมีพอกิน สามารถพึ่งตนเองได้โดยการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ติดตาม ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและครบวงจร ตลอดจนจัดหาตลาด กำหนดชนิดสินค้าที่ตลาดต้องการ ทั้งตลาดชุมชน ตลาดระดับประเทศหรือต่างประเทศ

๓.๒ สนับสนุนองค์กรภาคการเกษตร และสหกรณ์ 

     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักอยู่เสมอว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนส่งเสริมระบบสหกรณ์การเกษตร และวิสาหกิจชุมชนด้านการเกษตร และวางระบบการบริหารจัดการด้านการผลิต การเงิน และการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพพรรคชาติไทยพัฒนาจะมุ่งมั่น และสนับสนุนสภาเกษตรกรแห่งชาติให้เข้มแข็ง เพื่อที่จะคุ้มครอง และรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร รวมทั้งให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบาย และวางแผนพัฒนาการเกษตรอย่างมีระบบ

๓.๓ ปรับโครงสร้างภาคการเกษตร

     พรรคชาติไทยพัฒนาจะกำหนดพื้นที่คุ้มครองทางการเกษตร เพื่ออนุรักษ์สงวนคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการเกษตรของประเทศให้คงอยู่ สนับสนุนให้มีการจัดการพัฒนา และฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม ที่ดินเพื่อการเกษตร ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ในการผลิตมีการกำหนดเขตพื้นที่เฉพาะ เพื่อให้มีการเพาะปลูกที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่การเกษตร และโอกาสทางการตลาดของพืชแต่ละชนิด ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในการพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร

๓.๔ ส่งเสริมเกษตรกรให้เข้มแข็ง

     พรรคชาติไทยพัฒนาจะสนับสนุนให้มีการฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกร และส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนที่รัฐบาลจัดหาให้อย่างเสมอภาคและทั่วถึง เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของภาคเกษตรกร ส่วนการแก้ไขปัญหารายได้ภาคเกษตรที่ตกต่ำนั้น จะเน้นการเพิ่มผลผลิตภาคเกษตรด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร นอกจากนี้จะมีการสร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตรให้กับเกษตรกร ทั้งทางด้านการเปลี่ยนแปลงด้านราคา และความเสียหายจากภัยธรรมชาติ รวมทั้งสนับสนุนให้ปราชญ์ชาวบ้านเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่นตลอดจนสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อให้มีบุคลากรภาคเกษตรที่ยั่งยืน

๓.๕ เพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการภาคเกษตรแบบครบวงจร

     พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อมั่นว่า การพัฒนาทางการเกษตรของประเทศที่ยั่งยืน และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันนั้น จะต้องส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และการสร้างนวัตกรรมทางการเกษตรอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร จะส่งเสริมการบริหารจัดการด้านทุน การตลาด ระบบโลจิสติกส์ และเครือข่าย เพื่อลดต้นทุน และปรับปรุงคุณภาพสินค้าเกษตร โดยการบูรณาการภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐเอกชน และเกษตรกรบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

๓.๖ ดำรงความเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มั่นคง และปลอดภัย

     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยจะมีการส่งเสริมระบบการผลิตให้ปลอดภัย มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคของประชาชนภายในประเทศ และการส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้หลักให้กับประเทศพรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักถึงความสำคัญของข้าว ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศชาติ ในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร จึงมุ่งมั่น ที่จะลดความเสี่ยง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชาวนาการเพิ่มผลิตภาพ และมูลค่าของข้าวขยาย และพัฒนาด้านการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ลดการเอารัดเอาเปรียบทางการค้า รวมทั้งลดห่วงโซ่อุปสงค์ อุปทานให้มีระยะสั้นลง

 

๔. นโยบายด้านเศรษฐกิจ

๔.๑ ยึดถือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการส่งเสริม และพัฒนาในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการต่อยอดให้การนำไปใช้ โดยมีหลักการ และเครื่องมือที่มีความชัดเจน ประสานสร้างความเข้าใจในหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเข้าใจ และแผนดำเนินการ สนับสนุน และส่งเสริมธุรกิจทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ เพื่อให้ธุรกิจนั้นมีเสถียรภาพ เป็นหลักประกันในเรื่องความมั่นคงของกิจการ

๔.๒ รักษาเสถียรภาพการเงิน

     พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อมั่นว่าในการดูแลรักษาเสถียรภาพทางการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นทั้งภายใน และต่างประเทศให้ความสำคัญต่อการใช้มาตรการทางการเงิน ทั้งในด้านเสถียรภาพของระดับราคา และเสถียรภาพของฐานะการเงินของประเทศ ควบคู่กับการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในอัตราที่เหมาะสม และในทิศทางที่สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจสังคมของแต่ละท้องถิ่น

๔.๓ รักษาวินัยการคลัง

     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักว่าการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง และการพัฒนา เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น มีพันธกิจหลัก เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ประชาชน โดยรวมของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน จึงมุ่งมั่นให้ความสำคัญต่อการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมทั้ง เพื่อมุ่งสร้างโอกาส และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในสังคม โดยจะเน้นดำเนินมาตรการการคลัง เพื่อประชาชน เพื่อกระจายรายได้ กระจายโอกาส และกระจายอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากร และการคลังไปสู่ท้องถิ่น และชุมชนอัน จะนำมาซึ่งความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชน

๔.๔ ส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้ 

     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศ เพื่อการสร้างงานสร้างรายได้ และความเป็นอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยจะสนับสนุนให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ควบคู่ไปกับการรักษาแหล่งท่องเที่ยวเดิม โดยคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งนี้ จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของชุมชน และให้มีความตระหนักรู้ถึงคุณค่า และหวงแหนในทรัพยากรทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ของชุมชน 

     นอกจากนี้ จะส่งเสริมให้มีการลงทุนด้านการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น พื้นที่จังหวัดกลุ่มอารยธรรมภาคเหนือ และพื้นที่จังหวัดเชื่อมโยงทางภาคใต้ตอนบนกลุ่มจังหวัดลุ่มแม่น้ำภาคกลาง และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก และภาคอีสาน เป็นต้น ตลอดจนเร่งรัดให้มีการพัฒนามาตรฐานการบริการด้านการท่องเที่ยวของไทย และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยจะสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐ และเอกชนร่วมมือกัน ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะสนับสนุน และเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในด้านกฎระเบียบ เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่นักลงทุนจากทั้งใน และต่างประเทศ ตลอดจนเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของไทย เพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจ การค้าเสรีในภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน

๔.๕ ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรม
     พรรคชาติไทยพัฒนาให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชนด้วยการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และลดต้นทุนการผลิตอำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และขยายตลาดในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ตรงต่อตลาดแรงงานอุตสาหกรรม แก้ไขกฎระเบียบ และปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันของอุตสาหกรรมนั้น ๆ สร้างตราสัญลักษณ์ของไทย รวมทั้งปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้จูงใจทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ
     นอกจากนี้พรรคชาติไทยพัฒนาจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความเชื่อมโยง
ของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนี้ จะสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์ด้วยการปรับปรุงคุณภาพ และมาตรฐานสินค้าให้ทัดเทียม และล้ำหน้าในระดับสากลด้วยการกระตุ้นให้เอกชนลงทุนด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีรวม ทั้งมีการรับรองมาตรฐานที่สากลยอมรับ

๔.๖ สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นสร้างผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อม ให้มีความเป็นมืออาชีพพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมทั้งปรับปรุงมาตรฐาน การปล่อยสินเชื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึง และเหมาะสมปรับปรุง และพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนสร้างช่องทางการตลาดให้ผู้ซื้อ/คู่ค้าสามารถเข้าถึงสินค้าที่ผลิตจากผู้ผลิตผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมได้มากขึ้น ด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆทั้งของภาครัฐ และภาคเอกชน
 
๔.๗ บริหารจัดการการส่งออกแบบครบวงจร
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ปรับปรุงระบบ และลดขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
กับการส่งออกทั้งระบบ เพื่อให้การส่งออกเป็นไปด้วยความรวดเร็วตรงต่อเวลามีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำ
และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ส่งออก ด้วยการเชื่อมโยงระบบขนส่งให้มีความสอดคล้องกันทั้งระบบ
ลดขั้นตอนทางเอกสารโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มากขึ้น เช่น ระบบการตรวจร่วมจุดเดียว
ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประสานความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า เพื่อลดขั้นตอนทางเอกสาร และการตรวจสอบ
สินค้า รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ส่งออกผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับกฎระเบียบมาตรฐานของประเทศ
คู่ค้าตลอดจนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความสะดวกต่อการขนส่ง ช่วยปกป้องสินค้าระหว่างการขนส่ง
รวมทั้งช่วยรักษาให้สินค้ามีระยะเวลาคุณภาพดียาวนานขึ้น

 
๕. นโยบายด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

 
๕.๑ ส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักว่าวิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ และการดำเนินชีวิตประจำวันจึงมุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ โดยจะจัดสรรงบประมาณ อย่างเพียงพอในการวิจัยการค้นคว้า รวมทั้งจะมีการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ให้ทัดเทียมกับนานาประเทศในขณะเดียวกันจะส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
๕.๒ ส่งเสริมการพัฒนาด้านเทคโนโลยี
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะสร้างเทคโนโลยี และนวัตกรรมโดยการส่งเสริมการประดิษฐ์หรือการค้นคิดสิ่งใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับทรัพยากร และความต้องการของประเทศอันมีเป้าหมาย เพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศจนสามารถพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีได้ในอนาคต

 
๖. นโยบายด้านสังคม
๖.๑ สร้างสถาบันครอบครัวให้มีความอบอุ่น
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักถึงความสำคัญของสภาพครอบครัวที่อบอุ่นอันเป็นรากฐาน
ของสังคม จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับสถาบันครอบครัวอย่างสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาสังคม ตลอดจนการให้การสนับสนุนขนบธรรมเนียมประเพณี
และความเป็นอยู่ที่ดีงามตามแบบครอบครัวไทย

๖.๒ สร้างสวัสดิภาพเด็กสตรี ผู้มีความหลากหลายทางเพศผู้สูงอายุผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการจัดให้มีเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคราชการและเอกชนในการสนับสนุนการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ภายใต้การควบคุมมาตรฐานอย่างใกล้ชิด ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อน ป้องกันคุ้มครองสตรี
จากการถูกล่อลวง หรือถูกล่วงละเมิด และถูกทารุณกรรม ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ จัดสวัสดิการที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุฟื้นฟูพัฒนาผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษา และการพัฒนาตนให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิ รวมทั้งจะสนับสนุนให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงแหล่งงานและบริการสวัสดิการสาธารณะอย่างเป็นธรรม และการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นประโยชน์ให้มีประสิทธิภาพ และทันสมัยในการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กสตรี ผู้มีความหลากหลายทางเพศผู้สูงอายุผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส

๖.๓ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมบริการสาธารณะที่เอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และจะเคร่งครัดต่อการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิต
และทรัพย์สิน เร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติด ตลอดจนการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด และปัญหาการจราจรติดขัด
ในเขตเมือง รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย

๖.๔ พัฒนาฝีมือแรงงาน และคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้ใช้แรงงาน
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความสอดคล้องกับความสนใจ
ของแต่ละบุคคล บนพื้นฐานความต้องการของตลาดแรงงาน พัฒนาระบบการประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพ
และอำนวยประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงานให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง จะให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสวัสดิภาพของแรงงานเด็ก และสตรี ส่งเสริมให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ และกระบวนการในการระงับข้อพิพาทแรงงานที่รวดเร็ว และเป็นธรรมสร้างมาตรการจูงใจ และเคร่งครัดต่อการจัดระบบความปลอดภัยในการทำงาน และให้สวัสดิการแก่ผู้ใช้แรงงานสนับสนุนให้ผู้ใช้แรงงานมีเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองในการจัดตั้ง
สหภาพแรงงาน

๖.๕ บริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะปรับปรุงบริการสาธารณสุขโดยการพัฒนาบุคลากร
ทางการแพทย์ และจัดให้มีเครื่องมือการแพทย์ให้ทันสมัย ยกระดับสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลตำบล
และเพิ่มงบพัฒนาครุภัณฑ์แก่ระบบโรงพยาบาลให้เพียงพอส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์
แผนไทยโดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับประชาชนเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกินอยู่ และสุขอนามัยที่ดีของประชาชนโดยผ่านกลไกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันการเกิดโรค

๖.๖ พัฒนายกระดับระบบความปลอดภัยสาธารณะ
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบความปลอดภัยสาธารณะ ทั้งการพัฒนาระบบ ทรัพยากร กลไกการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยและอุบัติภัย สนับสนุนการบริหารจัดการระบบความปลอดภัยทางถนนอย่างสอดประสานกัน ปรับปรุงระบบ และรูปแบบการเตือนภัย การช่วยเหลือกู้ภัย ให้มีประสิทธิภาพ ดำเนินการจัดการเยียวยาผู้ประสบภัย การฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ให้ความรู้ และเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านทางสถาบันสังคม เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติภัย และการดูแลตนเอง ครอบครัว และชุมชนที่อาศัยอยู่ในยามที่เกิดภัย

๖.๗ ส่งเสริมการกีฬา
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักถึงความสำคัญของการกีฬาต่อการพัฒนาสุขภาพ และศักยภาพของคน จึงมุ่งมั่นที่จะใช้การกีฬาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประชากร ทั้งในด้านสุขอนามัย และสภาพจิตใจทั้งนี้จะส่งเสริมการเล่นกีฬาในหมู่ประชาชนทุกกลุ่ม โดยจะใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการจัดสร้าง
สนามกีฬาศูนย์ฝึกให้ทั่วถึง และสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาให้เพียงพอส่งเสริมการกีฬาของชาติให้พัฒนาไปสู่กีฬาแห่งความเป็นเลิศ และกีฬาอาชีพ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาให้มีประสิทธิภาพ

๖.๘ ทำนุบำรุงศาสนาอนุรักษ์พัฒนาศิลปะ และวัฒนธรรม
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ และการนำหลักธรรมของศาสนา
มาใช้ในการดำรงชีวิตอย่างสันติของทุกศาสนิกชน มุ่งมั่นอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยโดยการนำศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และภูมิปัญญาไทยศึกษาค้นคว้าวิจัยฟื้นฟูพัฒนา และเผยแพร่ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ
ในประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมให้ประชาชนนำศิลปวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้
ในการดำรงชีวิตอันจะนำไปสู่การเกิดศิลปวัฒนธรรมโดยธรรมชาติ เพื่อพัฒนาเป็นวัฒนธรรมที่ดีของชาติต่อเนื่องสืบไป

 
๗. นโยบายด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน

๗.๑ พัฒนาบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เป็นธรรม
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำประปา
เพื่อการอุปโภค และบริโภคที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนในชนบทให้มีความเป็นธรรม เพื่อยกระดับประชาชนในสังคมชนบทให้เท่าเทียมกับประชาชนในสังคมเมือง

๗.๒ พัฒนาการคมนาคมขนส่ง
    พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งให้มีคุณภาพประสิทธิภาพความปลอดภัย และเพียงพอที่จะรองรับต่อความต้องการของประชาชนได้ในทุกภูมิภาค จัดทำถนนลาดยางไร้ฝุ่นให้ทั่วถึงทุกหมู่บ้าน และจัดการระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบล้อ และระบบรางในเขตเมืองให้ครอบคลุม
ทุกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันด้านบริการขนส่งทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ และพาณิชย์นาวีทางอากาศ และการขนส่งทางระบบท่อ อีกทั้งพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆ ให้เป็นระบบโครงข่ายขนส่งนานาชาติที่สมบูรณ์

๗.๓ พัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคม และระบบสารสนเทศ
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลายของบริการ และมีอัตราค่าบริการที่สมเหตุสมผลตามมาตรฐานสากล มีนวัตกรรม และบริการที่หลากหลาย รวมทั้งสามารถรองรับต่อความต้องการของประชาชน ในทุกภูมิภาคได้ และส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานในการดำรงชีวิต การติดต่อสื่อสาร การเข้าถึงข่าวสารข้อมูล และการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยจะส่งเสริมให้มีการแข่งขันในการให้บริการกิจการโทรคมนาคมอย่างเสรี และเป็นธรรม กำหนดมาตรฐานในการกำกับดูแลต่อการประกอบธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม รวมทั้งจะประกันโอกาสในการเข้าถึงการบริการสื่อสารโทรคมนาคมของประชาชนในชนบทที่ห่างไกล

 
๘. นโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และพลังงาน


๘.๑ คุ้มครอง อนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนา
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ อากาศ
แร่ธาตุ ทะเล และชายฝั่ง บนพื้นฐานของความสมดุลของธรรมชาติ เพื่อเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาแบบยั่งยืน

๘.๒ บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะกำหนดแผนและเป้าหมาย รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยการกระจายอำนาจการบริหาร และการจัดการไปสู่ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น
โดยส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

๘.๓ ควบคุม และแก้ปัญหามลพิษ
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะควบคุมมลพิษจากทุกแหล่งไม่ให้สร้างความเสียหายต่อประชาชน
และสิ่งแวดล้อม จัดการของเสียอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหามลพิษ ปรับปรุงกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติในการจัดการมลพิษให้เคร่งครัด ชัดเจน และทันสมัย

๘.๔ วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อความยั่งยืน
     จัดทำระบบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติให้ครบถ้วน และมีมาตรฐาน ส่งเสริมความร่วมมือ ด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ศึกษาในทุกระดับ ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่สถาบันการศึกษา สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดล้อม

๘.๕ พัฒนาคุณภาพการผลิตพลังงาน และแสวงหาพลังงานทดแทนจากทรัพยากรธรรมชาติ
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อการได้มาซึ่งแหล่งพลังงานทดแทน โดยเน้นการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่มีอยู่ในประเทศเป็นหลัก สนับสนุนส่งเสริมการใช้พลังงานจากธรรมชาติ เพื่อลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์มุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการผลิตให้มีปริมาณของกระแสไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ มุ่งมั่นที่จะรณรงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกของคนไทยให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด และรู้คุณค่า เพื่อถนอมรักษาแหล่งพลังงานไว้ใช้ได้นานที่สุด และลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ
๘.๖ ปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนโดยทั่วไป เสริมสร้างการรวมตัวกันของชุมชน
และองค์กรเอกชนในการทำกิจกรรมและรณรงค์ เพื่อการอนุรักษ์ ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติให้กว้างขวาง


๙. นโยบายด้านการต่างประเทศ
๙.๑ เสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาค
     พรรคชาติไทยพัฒนามีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน และประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งเพื่อการพัฒนาการแก้ไขปัญหา และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยสนับสนุนให้มีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอระหว่างภาครัฐภาคเอกชน
และองค์กรประชาชน

๙.๒ ยกระดับความร่วมมือกับนานาประเทศ
     พรรคชาติไทยพัฒนามีเจตนารมณ์ที่จะดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระ เป็นมิตรกับทุกประเทศ
โดยจะส่งเสริมสัมพันธไมตรี และความร่วมมือกับนานาประเทศ ทั้งในทวิภาคีและพหุภาคีโดยถือหลัก
ในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงความร่วมมือด้านการศึกษาวิชาการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศ
และองค์กรระหว่างประเทศ

๙.๓ เพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยวกับนานาประเทศ
ด้วยการเสริมสร้าง และเกื้อกูลให้ประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากการจัดระเบียบการค้าใหม่ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก โดยจะใช้นโยบายเชิงรุกในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น ในกรอบขององค์การการค้าโลก ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค เขตการค้าเสรีอาเซียน รวมทั้งความร่วมมือในกรอบของกลุ่มเศรษฐกิจ เพื่อเชื่อมอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่น ตลอดจนต้องให้ความคุ้มครอง และดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

๙.๔ เพิ่มบทบาท และสร้างความสำคัญในองค์กรระหว่างประเทศ
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะให้ประเทศไทยเข้าไปมีบทบาทสำคัญในเวทีองค์กรระหว่างประเทศ โดยจะเพิ่มพูนการมีส่วนร่วมในองค์การสหประชาชาติ องค์การการค้าโลก องค์กรเศรษฐกิจในภูมิภาคและองค์กรของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ อันจะนำไปสู่การเข้าไปเป็นส่วนสำคัญในการเจรจา และการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจการเมือง และสังคมระหว่างประเทศ


หมวด ๔
โครงสร้างการบริหารพรรค และตำแหน่งต่างๆ ในพรรค


ส่วนที่ ๑
โครงสร้างการบริหารพรรค


    ข้อ ๑๒ โครงสร้างการบริหารพรรคประกอบด้วย


(๑) คณะกรรมการบริหารพรรค
(๒) คณะกรรมการดำเนินงานของพรรค
(๓) สาขาพรรค และคณะกรรมการสาขาพรรค
(๔) ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
(๕) ศูนย์ประสานงาน หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่ได้รับอนุมัติจัดตั้งจากคณะกรรมการบริหารพรรค

 


ส่วนที่ ๒
คณะกรรมการบริหารพรรค

 
    ข้อ ๑๓ ให้มีคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งที่ประชุมใหญ่พรรคเลือกตั้งจากสมาชิกพรรค มีจำนวนไม่เกินยี่สิบเก้าคน ประกอบด้ว

(๑) หัวหน้าพรรค
(๒) รองหัวหน้าพรรค
(๓) เลขาธิการพรรค
(๔) รองเลขาธิการพรรค
(๕) เหรัญญิกพรรค
(๖) นายทะเบียนสมาชิกพรรค
(๗) กรรมการบริหารอื่นของพรรค

 
    ข้อ ๑๔ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคให้ดำเนินการในที่ประชุมใหญ่ของพรรคโดยการลงคะแนนลับ ตามลำดับดังนี้

(๑)  ให้ที่ประชุมใหญ่กำหนดจำนวนของคณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อ ๑๓
(๒)  ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคจนครบจำนวนตามที่กำหนดใน (๑) ซึ่งในการเสนอชื่อผู้เข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรคแต่ละตำแหน่ง ต้องมีสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมรับรองไม่น้อยกว่าสิบคน และผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องอยู่ในที่ประชุม

 
    ข้อ ๑๕  กรรมการบริหารพรรค ต้องเป็นบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้        

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ในกรณีเป็นผู้มีสัญชาติไทย โดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(๓) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๖๑
(๔) เป็นสมาชิกพรรค

 
    ข้อ ๑๖ คณะกรรมการบริหารพรรคมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี นับแต่วันที่ได้รับการเลือกตั้ง และอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งได้อีก ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นกรรมการบริหารพรรคมิได้

 
    ข้อ ๑๗ ความเป็นกรรมการบริหารพรรคสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ

(๑) ตาย
(๒) ลาออก โดยยื่นเป็นหนังสือต่อหัวหน้าพรรค
(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ
(๔) อื่น ๆ ตามที่กฎหมาย หรือข้อบังคับพรรคกำหนด


    เมื่อตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคว่างลงตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเข้าทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว แล้วให้มีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างในการประชุมใหญ่ครั้งต่อไป
    กรรมการบริหารพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่าที่เหลืออยู่


    ข้อ ๑๘ กรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ครบวาระการดำรงตำแหน่งตามข้อบังคับพรรค
(๒) ความเป็นกรรมการบริหารพรรคของหัวหน้าพรรคสิ้นสุดลงตามข้อ ๑๗
(๓) กรรมการบริหารพรรคว่างลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด

    ข้อ ๑๙ ในกรณีกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามข้อ ๑๘ (๒) ให้รองหัวหน้าพรรคทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค ถ้าไม่มีรองหัวหน้าพรรคให้กรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยู่ประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่แทน และให้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ

    ในกรณีกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามข้อ ๑๘ (๑) หรือ (๓) ให้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ    ในกรณีที่มีเหตุให้กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้กรรมการบริหารพรรคที่พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

    ข้อ ๒๐ หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้
    ในกรณีที่สมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกพรรคทั้งหมดที่มีอยู่ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่ากันเข้าชื่อร้องขอให้มีการถอดถอน


    เมื่อคำร้องขอตามวรรคหนึ่งได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว ให้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่คำร้องขอดังกล่าวไปถึงพรรค
    

มติให้ถอดถอนตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนผู้เข้าประชุมใหญ่วิสามัญ โดยให้ลงคะแนนลับ
    

ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งผู้ใดถูกถอดถอน ให้ที่ประชุมใหญ่วิสามัญนั้นดำเนินการเลือกบุคคล เพื่อดำรงตำแหน่งนั้นแทน และให้นำข้อ ๑๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    

การดำเนินการตามข้อนี้ ให้กระทำได้เพียงครั้งเดียว ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ในกรณีที่หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การถอดถอนผู้นั้นตามข้อนี้จะกระทำมิได้

 

    ข้อ ๒๑ คณะกรรมการบริหารพรรค มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย อุดมการณ์พรรคนโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค และมติที่ประชุมใหญ่ของพรรค รวมทั้งระเบียบประกาศ และคำสั่ง
ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๒) ควบคุม และกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกพรรคกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับพรรค รวมตลอดทั้งประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๓) ดำเนินการเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ
ที่กฎหมายกำหนด
(๔) วางแผนงานการเลือกตั้ง และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา แล้วแต่กรณี ต้องควบคุม และกำกับดูแลมิให้สมาชิกพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคกระทำการในลักษณะที่อาจทำให้การเลือกตั้ง หรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่บุคคลใดซึ่งสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
(๕) ออกระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่าง ๆ ตามที่กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมาย
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับพรรคกำหนด
(๖) ออกกฎระเบียบ และจัดตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายพรรค
และข้อบังคับพรรค
(๗) แต่งตั้งคณะกรรมการด้านต่าง ๆ หรือบุคคลให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
(๘) บริหารองค์กรภายในของพรรค และพัฒนาพรรคให้ก้าวหน้าและมั่นคง เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน
(๙) สนับสนุนส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ให้ความเห็นชอบการจัดทำแผน
และโครงการ การให้ความรู้แก่สมาชิกพรรค และประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด
(๑๐) บริหารการเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรค และสาขาพรรค รวมทั้งการทำบัญชีตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด
(๑๑) กำหนดให้มีการประชุมใหญ่พรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และรายงานกิจการด้านต่าง ๆต่อที่ประชุมใหญ่พรรค
(๑๒) แต่งตั้ง และถอดถอนผู้ปฏิบัติงานของพรรคในกิจการต่าง ๆ ของพรรค และคณะทำงานเฉพาะกิจทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค
(๑๓) กระทำกิจการอื่นทั้งปวงของพรรคตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง
และในข้อบังคับพรรค

    ข้อ ๒๒ หัวหน้าพรรค มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย อุดมการณ์พรรค นโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค และมติที่ประชุมใหญ่ของพรรค รวมทั้งระเบียบ ประกาศ
และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๒) เป็นประธานของคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ตลอดจนดำเนินการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค
(๓) เป็นผู้เรียกประชุมใหญ่ของพรรค ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค
และเป็นประธานของที่ประชุมใหญ่พรรคตลอดจนดำเนินการประชุมใหญ่พรรค
(๔) เป็นผู้เรียกประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ของพรรค และเป็นประธานของที่ประชุม ตลอดจนเป็นผู้ดำเนินการประชุมดังกล่าว
(๕) เป็นผู้ลงนามประกาศ กฎ ระเบียบ มติของพรรค และคำสั่งพรรค
(๖) ในกรณีที่มีความจำเป็นในการดำเนินการทางการเมืองให้มีอำนาจปฏิบัติการ
ในนามของพรรคได้โดยความเห็นชอบของกรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการ
บริหารพรรคเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น และให้ถือว่าการดำเนินการนั้นเป็นมติพรรค
(๗) เป็นผู้แทนของพรรคในการดำเนินกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
(๘) แต่งตั้งสมาชิกพรรคคนเดียว หรือหลายคนให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพรรค ที่ปรึกษาสาขาพรรค โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค
(๙) แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ในสาขาวิชาการต่าง ๆ คนเดียว หรือหลายคน ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค แล้วแจ้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคทราบ
    ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคที่มิใช่สมาชิกพรรคจะกระทำการใดอันเป็นการควบคุม หรือชี้นำกิจกรรมของพรรค ในลักษณะที่ทำให้พรรค หรือสมาชิกพรรคขาดความเป็นอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมมิได้
(๑๐) พิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค รองผู้อำนวยการพรรค โฆษกพรรค รองโฆษกพรรค และตำแหน่งอื่น ๆ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค
(๑๑) แต่งตั้งคณะกรรมการด้านต่าง ๆ หรือบุคคลให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค
(๑๒) มอบอำนาจในการอนุมัติ หรืออนุญาตให้กรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่งทำการแทนหัวหน้าพรรค
(๑๓) อำนาจอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และข้อบังคับพรรคให้รองหัวหน้าพรรค มีอำนาจหน้าที่ตามที่หัวหน้าพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่แทนในกรณีที่หัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้


    ข้อ ๒๓ เลขาธิการพรรค มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้ตรวจสอบ และกำกับดูแลกิจการทั้งปวงของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย และให้รับผิดชอบโดยตรงจากหัวหน้าพรรค หรือรองหัวหน้าพรรคในกิจการที่หัวหน้าพรรคมอบหมายให้ปฏิบัติ
(๒) เป็นผู้เสนอรายงานต่อคณะกรรมการบริหารพรรคที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค และต่อที่ประชุมใหญ่พรรค
(๓) เป็นเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค และที่ประชุมใหญ่พรรค
(๔) กำกับดูแล และควบคุมการบริหารงานของสำนักงานใหญ่พรรคให้รองเลขาธิการพรรค มีอำนาจหน้าที่ตามที่เลขาธิการพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย


    ข้อ ๒๔ เหรัญญิกพรรค มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารการเงิน รายรับ รายจ่าย บัญชี ทรัพย์สิน หนี้สิน และงบการเงินของพรรค รวมทั้งรับผิดชอบในการจัดทำบัญชีของพรรค และสาขาพรรค
    ข้อ ๒๕ นายทะเบียนสมาชิกพรรค มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค และจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคให้ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งสมาชิกพรรคสามารถตรวจดูได้โดยสะดวก ณ สำนักงานใหญ่ของพรรค รวมทั้งประกาศชื่อ และนามสกุลของสมาชิกพรรคให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปด้วย เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความถูกต้อง
    ข้อ ๒๖ กรรมการบริหารอื่นของพรรค มีอำนาจหน้าที่ตามที่หัวหน้าพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย

 
ส่วนที่ ๓
คณะกรรมการดำเนินงานของพรรค


    ข้อ ๒๗ ให้มีคณะกรรมการดำเนินงานของพรรคดังต่อไปนี้
    (๑) คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค
    (๒) คณะกรรมการกฎหมาย และการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร
    (๓) คณะกรรมการดำเนินกิจกรรมของพรรคสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
    (๔) คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศของพรรค
    (๕) คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค
    อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด หากมีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้ง
โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค

 

ส่วนที่ ๔
สาขาพรรค และคณะกรรมการสาขาพรรค

 
    ข้อ ๒๘ การจัดตั้งสาขาพรรค เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบในหลักการให้จัดตั้ง สาขาพรรคแล้ว และในเขตเลือกตั้ง หรือเขตจังหวัดที่คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบมีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้ง หรือเขตจังหวัดนั้นตั้งแต่ห้าร้อยคนขึ้นไป สมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนอาจจัดประชุม เพื่อดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค กำหนดสถานที่ตั้งสาขาพรรค และเมื่อหัวหน้าพรรคให้ความเห็นชอบให้จัดตั้งสาขาพรรค ให้หัวหน้าพรรคแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่หัวหน้าพรรคให้ความเห็นชอบให้จัดตั้งสาขาพรรค
    พรรคต้องดำเนินการให้มีสาขาพรรคในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาค และจังหวัดที่คณะกรรมการ
การเลือกตั้งกำหนด อย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 
    ข้อ ๒๙ ให้มีคณะกรรมการสาขาพรรคจำนวนไม่เกินสิบห้าคน ประกอบด้วย

(๑) หัวหน้าสาขาพรรค
(๒) รองหัวหน้าสาขาพรรค
(๓) เลขานุการสาขาพรรค
(๔) รองเลขานุการสาขาพรรค
(๕) เหรัญญิกสาขาพรรค
(๖) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค
(๗) กรรมการอื่นของสาขาพรรค


    ข้อ ๓๐ กรรมการสาขาพรรคต้องเป็นสมาชิกพรรค มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี นับแต่วันที่เลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค และอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกได้
    ข้อ ๓๑ การเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคให้ดำเนินการในที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรค หรือที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคแล้วแต่กรณี ดังนี้

(๑) ให้ที่ประชุมกำหนดจำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคตามข้อ ๒๙
(๒) เลือกหัวหน้าสาขาพรรคเป็นลำดับแรก แล้วเลือกตำแหน่งอื่น ๆ จนครบตาม (๑)
(๓) การเสนอชื่อบุคคลที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการสาขาพรรค จะต้องมีผู้รับรอง
ไม่น้อยกว่าห้าคนผู้รับรอง และผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องอยู่ในที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรค หรือที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค แล้วแต่กรณี

 
    ข้อ ๓๒ คณะกรรมการสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค
และมติของที่ประชุมใหญ่พรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๒) ส่งเสริมให้สมาชิก และประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้สิทธิ และเสรีภาพอย่างมีเหตุผล
และมีความรับผิดชอบต่อสังคม และความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย
(๓) ร่วมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างมีเหตุผลโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ
และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน
(๔) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้ง
การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการดำเนินงานขององค์กรอิสระอย่างมีเหตุผล
(๕) ส่งเสริมให้สมาชิก และประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่าง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน
(๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

    ข้อ ๓๓ กรรมการสาขาพรรค แต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี

(๑) หัวหน้าสาขาพรรค

(๑.๑) จัดให้มีบัญชีรับ และจ่ายเงินของสาขาพรรค
(๑.๒) จัดทำบัญชีรายชื่อ พร้อมที่อยู่ของสมาชิกพรรคที่มีภูมิลำเนาในเขตจังหวัด ซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาพรรค
(๑.๓) เป็นผู้แทนของสาขาพรรค และเป็นผู้รับผิดชอบในกิจกรรมทั้งปวงของสาขาพรรค
(๑.๔) เป็นประธานของคณะกรรมการสาขาพรรคเรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค
และเป็นประธานการประชุม
(๑.๕) เรียกประชุมใหญ่สาขาพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสาขาพรรค
และเป็นประธานของที่ประชุม ตลอดจนดำเนินการประชุม
(๑.๖) มีสิทธิยับยั้งมติคณะกรรมการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการอื่น ๆ ที่คณะกรรมการสาขาพรรคจัดตั้งขึ้น เพื่อขอให้มีการทบทวนมติในกรณีที่มีความจำเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามวัน ซึ่งหากพ้นกำหนด ดังกล่าว ให้ถือว่ามติของที่ประชุมนั้นมีผลใช้บังคับ
(๑.๗) ในกรณีที่มีความจำเป็นในการดำเนินการทางการเมือง ให้มีอำนาจปฏิบัติการ
ในนามของสาขาพรรคได้ โดยความเห็นชอบของกรรมการสาขาพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น และให้ถือว่าการดำเนินการนั้นเป็นมติของสาขาพรรค
(๑.๘) อำนาจอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด
รองหัวหน้าสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่ตามที่หัวหน้าสาขาพรรคมอบหมาย

    (๒) เลขานุการสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๒.๑) ตรวจสอบ และกำกับดูแลกิจการทั้งปวงของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรค มอบหมาย และให้รับผิดชอบโดยตรงจากหัวหน้าสาขาพรรคในกิจการที่หัวหน้าสาขาพรรคมอบหมายให้ปฏิบัติ
(๒.๒) เสนอรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค และที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค
(๒.๓) เป็นเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค และที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค
(๒.๔) กำกับดูแลการบริหารงานของสำนักงานสาขาพรรค รองเลขานุการสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่ตามที่เลขานุการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย

    (๓) เหรัญญิกสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมรายรับ - รายจ่าย บัญชีทรัพย์สิน หนี้สินและงบการเงินของสาขาพรรค ตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคกำหนด
    (๔) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค
    (๕) กรรมการอื่นของสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย

    ข้อ ๓๔ กรณีคณะกรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่งตามวาระให้ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่คณะกรรมการสาขาพรรคชุดเดิมครบวาระ แต่ให้กรรมการสาขาพรรคชุดเดิมอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่
    นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว ให้นำข้อ ๑๗ ๑๘ และ ๑๙ มาบังคับโดยอนุโลมกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการสาขาพรรค หัวหน้าสาขาพรรค และกรรมการสาขาพรรคอาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้
    ในกรณีที่สมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกพรรคทั้งหมดที่มีอยู่ในสาขานั้น เข้าชื่อร้องขอให้มีการถอดถอน สำหรับวิธีการ และขั้นตอนในการถอดถอนให้ดำเนินการตามข้อ ๒๐ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วนที่ ๕
ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

 
    ข้อ ๓๕ เขตเลือกตั้งในจังหวัดใดที่มิได้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรค หรือสาขาพรรค ถ้ามีสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นเกินหนึ่งร้อยคน พรรคต้องแต่งตั้งสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นซึ่งมาจากการเลือกของสมาชิกพรรค เป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เพื่อดำเนินกิจกรรมของพรรคในเขตเลือกตั้งนั้น
    การแต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เมื่อเขตเลือกตั้งในเขตจังหวัดใดที่มีสมาชิกพรรค ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งเกินหนึ่งร้อยคน ให้สมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าห้าสิบคนจัดประชุม เพื่อดำเนินการเลือกตัวแทนพรรคประจำจังหวัด โดยในการลงคะแนนให้สมาชิกพรรคมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน และเมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแล้ว ให้นับคะแนนและประกาศผลการนับคะแนน แล้วรายงานชื่อสมาชิกพรรคซึ่งได้รับคะแนนลำดับสูงสุดสามลำดับแรกให้หัวหน้าพรรคโดยเร็ว และให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งสมาชิกพรรค ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ในกรณีที่คะแนนเท่ากันให้เป็นอำนาจของหัวหน้าพรรคในการพิจารณาแต่งตั้ง และให้หัวหน้าพรรคแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่แต่งตั้งตัวแทนสาขาพรรคประจำจังหวัด ในกรณีที่ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดลำดับแรกไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดที่ได้รับเลือกในลำดับถัดไปเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

    ข้อ ๓๖ ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต้องเป็นสมาชิกพรรค มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี มีวาระ
การดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกได้

    ข้อ ๓๗    ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้


(๑) ดำเนินกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรค ข้อบังคับพรรคและมติของที่ประชุมใหญ่พรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๒) ส่งเสริมให้สมาชิก และประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างมีเหตุผล
และมีความรับผิดชอบต่อสังคม และความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย
(๓) ร่วมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างมีเหตุผล โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน
(๔) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการดำเนินงานขององค์กรอิสระอย่างมีเหตุผล
(๕) ส่งเสริมให้สมาชิก และประชาชนมีความสามัคคีปรองดองรู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่าง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ และประชาชน
(๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง
 

    ข้อ ๓๘ ความเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัดสิ้นสุดลง เมื่อ

(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ
(๔) หัวหน้าพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค สั่งให้ออกจากการเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

 
ส่วนที่ ๖
ศูนย์ประสานงาน หรือกลุ่มอื่น ๆ

 

    ข้อ ๓๙ หากมีเหตุผล และความจำเป็น อาจมีการตั้งศูนย์ประสานงาน หรือตั้งกลุ่มอื่น ๆ ได้ ทั้งนี้ ให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจออกคำสั่งแต่งตั้ง โดยให้มีผลทันที และให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรคในการประชุมครั้งต่อไป หากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบไม่ให้มีผลกับการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานหรือกลุ่มอื่น ๆ ที่ได้มีไว้ก่อนแล้ว
 
หมวด๕
การบริหารจัดการสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

 
    ข้อ ๔๐ การบริหารจัดการสาขาพรรค

(๑) ให้มีการรับสมัครสมาชิกพรรค
(๒) ให้มีการจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคในพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขาพรรค
(๓) ประกาศชื่อ และนามสกุลของสมาชิกพรรคให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป


    ข้อ ๔๑ การบริหารจัดการตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

(๑) ให้มีการรับสมัครสมาชิกพรรค
(๒) ให้มีการจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคในพื้นที่ที่รับผิดชอบของตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
(๓) ประกาศชื่อ และนามสกุลของสมาชิกพรรคให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

 
หมวด ๖
การประชุม

 
ส่วนที่ ๑
การประชุมใหญ่พรรค

 

 
    ข้อ ๔๒ คณะกรรมการบริหารพรรคต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญของพรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
    ข้อ ๔๓ การดำเนินกิจการดังต่อไปนี้ ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรค

(๑) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรค หรือนโยบาย
ของพรรค
(๒) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค
(๓) การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค และกรรมการบริหารอื่นของพรรค
(๔) การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหา
(๕) ให้ความเห็นชอบรายงานการเงิน และการดำเนินกิจการของพรรคที่ได้ดำเนินการ
ไปในรอบปีที่ผ่านมา
(๖) กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารพรรค หรือหัวหน้าสาขาพรรค
(๗) กิจการอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง หรือข้อบังคับพรรค
ข้อ ๔๔ องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่พรรค ต้องประกอบด้วย
(๑) กรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด
(๒) ผู้แทนสาขาพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสาขาพรรค โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยผู้แทนของสาขาพรรคไม่น้อยกว่าสองสาขา ซึ่งมาจากภาคต่างกันตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
(๓) ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของตัวแทนพรรคประจำจังหวัดทั้งหมด
(๔) สมาชิกพรรค
ทั้งนี้ ต้องมีจำนวนรวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่าสองร้อยห้าสิบคน
กรณีถ้าไม่ครบองค์ประชุม ให้ดำเนินการนัดประชุมใหญ่ครั้งใหม่ภายในหกสิบวัน
ข้อ ๔๕ การลงมติในที่ประชุมใหญ่ให้กระทำโดยเปิดเผย เว้นแต่การลงมติเพื่อเลือกบุคคล
ตามข้อ ๔๓ (๓) และ (๔) ให้ลงคะแนนลับ

    ข้อ ๔๖ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานในที่ประชุม เว้นแต่การประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะตามข้อ ๑๓ ให้เชิญสมาชิกพรรคผู้มีอาวุโสสูงสุดที่เข้าประชุมคนหนึ่ง
เป็นประธานที่ประชุมเป็นการชั่วคราว และเป็นผู้เลือกสมาชิกพรรคซึ่งเข้าร่วมประชุมทำหน้าที่เลขานุการในที่ประชุมใหญ่เฉพาะการประชุมนั้น ถ้าหัวหน้าพรรคไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประธานได้ ให้รองหัวหน้าพรรคคนหนึ่งคนใดเป็นประธาน ถ้าหัวหน้าพรรค และรองหัวหน้าพรรคไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้สมาชิกพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคที่มาประชุมเลือกสมาชิกพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งแล้วแต่กรณี ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ให้เลขาธิการพรรคเป็นเลขานุการในที่ประชุมใหญ่ และจัดเจ้าหน้าที่ดำเนินการประชุม
ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และถูกต้องตามระเบียบการประชุม ถ้าเลขาธิการพรรคไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองเลขาธิการพรรคคนหนึ่งคนใดเป็นเลขานุการที่ประชุมแทน

    ข้อ ๔๗ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนดระเบียบวาระการประชุมใหญ่ แต่ในระหว่าง
ที่คณะกรรมการบริหารพรรคยังไม่ได้กำหนดระเบียบวาระไว้ ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลม

    ข้อ ๔๘ การประชุมใหญ่วิสามัญอาจมีได้ในกรณีที่มีการเข้าชื่อกันตามข้อหนึ่งข้อใด ดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกพรรคซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(๒) กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด
(๓) สมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกพรรคทั้งหมดที่มีอยู่

 
ในกรณีการประชุมใหญ่วิสามัญมีสมาชิกพรรคไม่ครบองค์ประชุม จะนัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญได้อีกครั้งหนึ่ง

 

ส่วนที่ ๒
การประชุมใหญ่สาขาพรรค

 
    ข้อ ๔๙ ให้มีการประชุมใหญ่สาขาพรรคปีละหนึ่งครั้ง

องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคประกอบด้วย กรรมการสาขาพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และสมาชิกสาขาพรรค ซึ่งมีจำนวนรวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน การลงมติในที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคให้ดำเนินการโดยเปิดเผย เว้นแต่คณะกรรมการสาขาพรรค หรือสมาชิกสาขาพรรคไม่น้อยกว่าห้าสิบคนร้องขอให้ลงคะแนนลับก็ให้ลงคะแนนลับ ส่วนที่ ๓ การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการสาขาพรรค


    ข้อ ๕๐ ให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคอย่างน้อยปีละสามครั้ง

 
    ข้อ ๕๑ การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ต้องมีกรรมการบริหารพรรคมาประชุม

ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม และเมื่อพ้นเวลาสามสิบนาทีนับแต่เวลานัดประชุม ถ้ายังไม่ครบองค์ประชุมให้เลื่อน และนัดประชุมใหม่
ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธาน และเลขาธิการพรรคเป็นเลขานุการในที่ประชุม โดยให้นำข้อ ๔๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม หัวหน้าพรรคและหรือรองหัวหน้าพรรคไม่มาประชุม หรือไม่อาจมาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ และหัวหน้าพรรคมิได้มอบหมายให้กรรมการบริหารพรรคคนใดทำหน้าที่แทน ให้เลือกกรรมการบริหารพรรคที่มาประชุมขึ้นทำหน้าที่ประธานเฉพาะสำหรับการประชุมครั้งนั้น มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคให้ถือเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้เข้าประชุม หากมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ให้คณะกรรมการ มีอำนาจประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยกรรมการบริหารพรรคแต่ละคนอาจอยู่ ณ สถานที่แตกต่างกันได้ และให้เลขาธิการพรรคบันทึกเสียง และภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการ บริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๕๒ ให้หัวหน้าสาขาพรรคเรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค เพื่อปรึกษากิจการของสาขาพรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และให้นำข้อ ๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม


ส่วนที่ ๔
การประชุมคณะกรรมการดำเนินงานของพรรค

 
    ข้อ ๕๓ การประชุมกรรมการดำเนินงานของพรรคแต่ละคณะ ให้ดำเนินการตามความจำเป็นและเหมาะสม หรือตามที่ประธานคณะกรรมการคณะนั้น ๆ เห็นสมควร

    ข้อ ๕๔ การประชุมกรรมการดำเนินงานของพรรคแต่ละคณะ จะต้องมีกรรมการในคณะนั้น ๆ มาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการดำเนินงานทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

 

ส่วนที่ ๕
การประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค

 
    ข้อ ๕๕ การประชุมคณะกรรมการสรรหา ต้องมีกรรมการสรรหามาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาครั้งแรก ให้กรรมการที่เข้าร่วมประชุมทำการเลือกกรรมการหนึ่งคนเป็นประธาน และเลือกกรรมการอีกหนึ่งคนทำหน้าที่เลขานุการ
กรณีที่ประธานคณะกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจเข้าร่วมประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เลือกกรรมการที่มาประชุมขึ้นทำหน้าที่ประธานเฉพาะสำหรับการประชุมครั้งนั้น

 

ส่วนที่ ๖
การประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค

 
    ข้อ ๕๖ ให้มีการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคตามความจำเป็น และความเหมาะสม
การประชุมร่วมตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผู้มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมทั้งหมด

 
ส่วนที่ ๗
การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค

 
    ข้อ ๕๗ ให้มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง หรือตามมติของที่ประชุมเป็นคราว ๆ ไป และให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานที่ประชุม ถ้าหัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองหัวหน้าพรรคคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ถ้าหัวหน้าพรรค และรองหัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุม ให้เลขาธิการพรรคเป็นเลขานุการที่ประชุม ถ้าเลขาธิการพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองเลขาธิการทำหน้าที่เป็นเลขานุการที่ประชุม

    ข้อ ๕๘ การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่จึงจะเป็นองค์ประชุม

 
ส่วนที่ ๘
การลงมติในที่ประชุม

 
    ข้อ ๕๙ การลงมติในที่ประชุมในส่วนที่ ๑ ถึงส่วนที่ ๗ ผู้มีสิทธิเข้าประชุมคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน และในการออกเสียงลงคะแนนให้ถือเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ที่เข้าประชุม จึงจะถือว่าเห็นชอบในเรื่องที่ลงคะแนนนั้น

    วิธีการลงคะแนนเปิดเผย ให้ใช้วิธียกมือขึ้นเหนือศีรษะ เว้นแต่ประธานจะเลือกวิธีการลงคะแนนเป็นอย่างอื่น และที่ประชุมเห็นชอบด้วยโดยไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย

    สำหรับการลงคะแนนลับ ให้ใช้วิธีเขียนเครื่องหมายกากบาท หรือเครื่องหมายอื่นในช่องว่าง หรือช่องหมายเลข หรือช่องชื่อบุคคลที่ประสงค์จะเลือก ในกระดาษที่เจ้าหน้าที่พรรคจัดทำให้เท่านั้น

    ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่ง
เป็นเสียงชี้ขาด

 
หมวด ๗
สมาชิกพรรค

 
    ข้อ ๖๐ สมาชิกพรรคต้องเป็นบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ และได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๒) มีอายุไม่ต่ำว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ ในวันที่ยื่นสมัครเป็นสมาชิกพรรค
ข้อ ๖๑ สมาชิกพรรคต้องเป็นบุคคลซึ่งไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) ติดยาเสพติดให้โทษ
(๒) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๓) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(๔) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช เว้นแต่เป็นการบวชตามประเพณีนิยม แต่ในระหว่างมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจะใช้สิทธิในฐานะสมาชิกพรรคมิได้
(๕) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
(๖) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
(๗) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
(๘) อยู่ในระหว่างถูกสั่งห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง
(๙) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
(๑๐) ต้องคําพิพากษาให้จําคุก และถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
(๑๑) เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
(๑๒) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
(๑๓) เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๑๔) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ
หรือต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงาน
ในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน
(๑๕) เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี
(๑๖) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ
(๑๗) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอ การแปรญัตติ
หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ
มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย
(๑๘) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกา หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
(๑๙) ไม่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่น หรือผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นหรือผู้แจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง

    ข้อ ๖๒ การสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ให้ยื่นใบสมัครตามแบบพิมพ์ของพรรค พร้อมด้วยรูปถ่ายขนาดหนึ่งนิ้วซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกิน ๖ เดือน จำนวน ๑ รูป สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และคำรับรองว่าตนเป็นผู้มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง ต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรค หรือหัวหน้าสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หรือสมาชิกพรรคที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย
    เมื่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ให้เสนอคณะกรรมการบริหารพรรค หรือหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารคนหนึ่งคนใดที่หัวหน้าพรรคมอบหมายพิจารณา
เพื่ออนุมัติให้เป็นสมาชิกพรรคต่อไป

การสมัครสมาชิกพรรคผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด ให้สามารถทำได้ตามที่กำหนดในกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

    ข้อ ๖๓ สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคสิ้นสุดลง เมื่อ

(๑) ตาย
(๒) ลาออก โดยให้มีผลสมบูรณ์เมื่อได้ยื่นใบลาออกต่อนายทะเบียนพรรค หรือนายทะเบียนพรรคการเมือง
(๓) ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๖๐ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๖๑ หรือขาดคุณสมบัติ
ตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด
(๔) ไม่ชำระค่าบำรุงพรรคเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน
(๕) คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติโดยการลงคะแนนลับให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่สำหรับสมาชิกพรรค
(๖) คณะกรรมการบริหารพรรคประชุมร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค
มีมติ โดยการลงคะแนนลับให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่สำหรับสมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร


    ข้อ ๖๔ สมาชิกพรรคมีสิทธิ ดังต่อไปนี้

(๑) เสนอข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมือง
(๒) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค
(๓) ได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงาน คณะทำงาน หรือคณะกรรมการสาขาพรรคการเมืองตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรืออนุกรรมการในคณะต่าง ๆ หรือกรรมการบริหารพรรค ตลอดจนที่ปรึกษาพรรคการเมือง
(๔) อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคจะพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป


    ข้อ ๖๕ สมาชิกพรรคมีหน้าที่ และความรับผิดชอบต่อพรรค ดังต่อไปนี้

(๑) ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบวินัยนโยบายมติ คำสั่ง และข้อบังคับพรรค
(๒) รักษาชื่อเสียงของพรรค
(๓) รักษาความสามัคคีปรองดองของมวลสมาชิกพรรค
(๔) สนับสนุน ส่งเสริม และเผยแพร่อุดมการณ์ และแนวนโยบายของพรรค ตลอดจนกิจกรรมของพรรค
(๕) สนับสนุนผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งของพรรค
(๖) ต้องช่วยเหลือ และให้ความร่วมมือในกิจกรรมของพรรค
(๗) แจ้งที่อยู่และสถานะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้พรรคทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

    ข้อ ๖๖ พรรคมีความรับผิดชอบต่อสมาชิกพรรคดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินการทางการเมืองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้พรรคได้ก้าวไปสู่การมีบทบาททางการเมือง และเข้าสู่การบริหารประเทศตามนโยบายของพรรค เพื่อบรรลุเป้าหมายตามอุดมการณ์
(๒) ส่งเสริมสถานภาพของสมาชิก ให้มีสมรรถภาพต่อการดำรงชีวิตของตนเอง และครอบครัวและจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสมานสามัคคีระหว่างมวลสมาชิกทั่วประเทศ

(๓) ให้สวัสดิการคุ้มครองจากอิทธิพลอำนาจมืด และส่งเสริมอาชีพให้กับมวลสมาชิก
(๔) ให้ความสำคัญแก่มวลสมาชิกพรรคทุกท่านอย่างเต็มรูปแบบ โดยให้ถือว่าสมาชิกพรรค
เป็นบุคคลสำคัญ และเป็นองค์กรหลักของพรรค

 
หมวด ๘
มาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค

 
ส่วนที่ ๑
มาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกพรรค

 
    ข้อ ๖๗ ต้องยึดมั่น และธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
    ข้อ ๖๘ ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เอกราชอธิปไตยบูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยเกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน
    ข้อ ๖๙ ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน
    ข้อ ๗๐ ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค แนวนโยบายของพรรค และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับพรรค และรวมทั้งมติของคณะกรรมการบริหารพรรค
    ข้อ ๗๑ การกระทำใด ๆ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ประชาชน นโยบายและชื่อเสียงของพรรคเป็นสำคัญ
    ข้อ ๗๒ ต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดการแตกแยก หรือแตกความสามัคคีในพรรค
    ข้อ ๗๓ ต้องไม่กระทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น
    ข้อ ๗๔ ใช้ถ้อยคำสุภาพ ไม่ก้าวร้าว เสียดสี และใส่ร้ายป้ายสี หรือเอาเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาพูดในที่ประชุมโดยไม่จำเป็น
    ข้อ ๗๕ ประพฤติตัว และวางตนให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชน และต้องไม่ปฏิบัติตนให้เป็นที่เสียหายแก่พรรค
    ข้อ ๗๖ เป็นผู้ตรงต่อเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีการประชุม
    ข้อ ๗๗ แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย
    ข้อ ๗๘ เคารพ และปฏิบัติตามคำสั่ง หรือคำแนะนำของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ชอบด้วยข้อบังคับพรรค    
    ข้อ ๗๙ ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรคด้วยความอุตสาหะ และขยันหมั่นเพียร

 
ส่วนที่ ๒
มาตรฐานทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรค
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรค

 
    ข้อ ๘๐ นอกเหนือไปจากการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับ ตามหมวด ๘ ส่วนที่ ๑ แล้ว ให้กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคต้องปฏิบัติตามข้อ ๘๑ ถึงข้อ ๘๖ ด้วย
    ข้อ ๘๑ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด
    ข้อ ๘๒ ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
    ข้อ ๘๓ ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
    ข้อ ๘๔ ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง
    ข้อ ๘๕ ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ
    ข้อ ๘๖ ในการดำเนินงานในรัฐสภาจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ มติ และระเบียบที่ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดไว้ และห้ามดำเนินการอื่นใดอันอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่พรรค

 
ส่วนที่ ๓
การประกาศเกียรติคุณ

 
    ข้อ ๘๗ การประกาศเกียรติคุณ ยกย่อง สรรเสริญ ให้รางวัล ให้ประกาศนียบัตร หรือมอบโล่เกียรติยศ หรือกระทำการอื่น ๆ ให้แก่สมาชิกพรรคผู้ซึ่งกระทำความดี ให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค โดยความเห็นชอบของหัวหน้าพรรค

    ข้อ ๘๘ การประกาศเกียรติคุณ อาจกระทำได้ตามลำดับ ดังต่อไปนี้

(๑) ประกาศชมเชย ณ สำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขาพรรค
(๒) มอบประกาศเกียรติคุณ มอบโล่เกียรติยศ และจารึกชื่อไว้บนแผ่นป้าย ณ สำนักงานใหญ่
(๓) มอบประกาศเกียรติคุณ หรือให้รางวัลในที่ประชุมใหญ่
(๔) มอบประกาศเกียรติคุณ และโล่เกียรติยศในที่ประชุมใหญ่
(๕) กระทำการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด
 

ส่วนที่ ๔
การลงโทษ

 
    ข้อ ๘๙ การกล่าวหาสมาชิกพรรคคนใดคนหนึ่งว่าได้กระทำ หรือละเว้นการกระทำที่ผิดข้อบังคับพรรค หรือมติคณะกรรมการบริหารพรรค หรือกระทำการอันควรแก่การลงโทษให้สมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าสิบคนลงลายมือชื่อทำเป็นหนังสือถึงคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค

    ข้อ ๙๐ เมื่อได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาว่าสมาชิกพรรคกระทำผิดตามข้อ ๘๙ แล้ว
ให้คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่าสามคนขึ้นไปดำเนินการสอบสวน โดยต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

    ข้อ ๙๑ คณะกรรมการสอบสวนต้องเสนอรายงานการสอบสวน พร้อมแนบพยานหลักฐาน ต่อคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรคภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่สอบสวนเสร็จสิ้น เมื่อคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรคพิจารณาแล้ว ให้เสนอเรื่องดังกล่าวไปยังหัวหน้าพรรค และให้หัวหน้าพรรคมีคำสั่งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับผลการสอบสวนทั้งนี้คำสั่งของหัวหน้าพรรคให้ถือเป็นที่สุด
    ข้อ ๙๒ เมื่อการพิจารณาสิ้นสุดลง หัวหน้าพรรคมีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) มีคำสั่งตั้งกรรมการเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม
(๒) ยกข้อกล่าวหา
(๓) ตำหนิสมาชิกพรรคผู้ถูกกล่าวหา
(๔) ภาคทัณฑ์สมาชิกพรรคผู้ถูกกล่าวหา
(๕) กระทำการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๙๓ การลงโทษสมาชิกพรรคผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นจากสมาชิกภาพจะกระทำได้ต่อเมื่อปรากฏว่าสมาชิกพรรคผู้นั้นกระทำการให้พรรคเสียหายอย่างร้ายแรงทำให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีภายในพรรค หรือผู้ถูกกล่าวหาได้ฝ่าฝืนข้อบังคับพรรค หรือมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค มติ หรือคำสั่ง
ของคณะกรรมการบริหารพรรคในสาระสำคัญ

    กรณีที่สมาชิกพรรคผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้ดำเนินการตามข้อบังคับพรรคข้อ ๙๐ แล้ว เห็นว่ามีความผิดจริงสมควรลงโทษ
ให้พ้นจากสมาชิกภาพก็ให้ดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองต่อไป
  

หมวด ๙
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรค เพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ
และการคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคเห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

 
ส่วนที่ ๑
คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค

 
    ข้อ ๙๔ ให้มีกรรมการคณะหนึ่งเป็นคณะกรรมการสรรหามีจำนวนสิบเอ็ดคน ประกอบด้วย

(๑) กรรมการบริหารพรรคจำนวนสี่คน
(๒) หัวหน้าสาขาพรรคซึ่งมาจากภาคละหนึ่งสาขา
(๓) ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดจำนวนสามคน

    ข้อ ๙๕ การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาให้สมาชิกพรรคเป็นผู้เสนอชื่อ และมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน

    มติที่ประชุมให้ลงคะแนนลับ

      สมาชิกพรรคในที่ประชุมใหญ่ของพรรคคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงเท่ากันในการลงคะแนน ในกรณีที่มีผลรวมคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเพื่อชี้ขาด
    ข้อ ๙๖ คณะกรรมการสรรหามีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี นับแต่วันที่ได้รับการเลือกตั้ง และอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกได้
    กรณีคณะกรรมการสรรหาพ้นจากตำแหน่งตามวาระให้ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการ ชุดใหม่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ครบวาระ แต่ให้กรรมการชุดเดิมอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ความเป็นกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ให้นำความในข้อ ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วนที่ ๒
หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรค
เพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

 
    ข้อ ๙๗ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ บริหารพรรค และคณะกรรมการสรรหากำหนด ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
    ข้อ ๙๘ ในการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการดังนี้

(๑) ให้คณะกรรมการสรรหากำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการรับสมัครเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง
เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และประกาศให้สมาชิกพรรคทราบเป็นการทั่วไป
(๒) เมื่อพ้นกำหนดเวลารับสมัครตาม (๑) ให้คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติ
ของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้ง แล้วส่งรายชื่อผู้สมัครให้สาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดที่มีพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้น
(๓) เมื่อสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดได้รับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง
เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว ให้หัวหน้าสาขา หรือตัวแทนพรรค
ประจำจังหวัดจัดการประชุมสมาชิกพรรค เพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาส่งมา
(๔) การประชุมสาขาพรรคต้องมีสมาชิกพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน หรือการประชุมตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต้องมีสมาชิกพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน โดยในการลงคะแนนให้สมาชิกพรรคมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน และเมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแล้วให้นับคะแนนและประกาศผลการนับคะแนนในเขตเลือกตั้งนั้น แล้วรายงานรายชื่อผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนลำดับสูงสุด สองลำดับแรกให้คณะกรรมการสรรหาโดยเร็ว ในกรณีที่มีผู้มีคะแนนเท่ากันมากกว่าจำนวนดังกล่าว ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการจัดเรียงลำดับ
(๕) ให้คณะกรรมการสรรหาส่งรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งได้รับคะแนนของแต่ละเขตเลือกตั้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา
ให้ความเห็นชอบโดยพิจารณาจากผู้มีคะแนนสูงสุดของแต่ละเขตเลือกตั้ง หากคณะกรรมการบริหารพรรค
ไม่เห็นชอบ ให้แสดงเหตุผลและให้พิจารณาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งซึ่งได้คะแนนในลำดับถัดไปเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบ
กับรายชื่อที่สาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดส่งมาทั้งหมดให้คณะกรรมการบริหารพรรค
และคณะกรรมการสรรหาประชุมร่วมกัน หากที่ประชุมร่วมกันมีมติเห็นชอบกับรายชื่อผู้สมัครผู้ใดให้เสนอรายชื่อผู้นั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ถ้าที่ประชุมร่วมกันมีมติไม่เห็นชอบกับรายชื่อผู้สมัครที่สาขาพรรคเมืองหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดส่งมาทั้งหมดให้คณะกรรมการสรรหาแจ้งเหตุผลให้หัวหน้าสาขา หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในเขตเลือกตั้งนั้นทราบ และให้ดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จนกว่าจะได้ผู้สมัคร
รับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น

    ข้อ ๙๙ ในการเลือกตั้งทั่วไป การส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง สำหรับการเลือกตั้งแทนการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ หรือการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดได้รับเลือกตั้ง หรือกรณีผู้สมัครตายก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการบริหารพรรค

 
ส่วนที่ ๓
หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรค
เพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

 
    ข้อ ๑๐๐ การเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
ให้คณะกรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการสรรหา กำหนดเป็นระเบียบของพรรคตามบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
    ข้อ ๑๐๑ ในการเลือกตั้งทั่วไป การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แบบบัญชีรายชื่อ ให้ดำเนินการตามวิธีการดังต่อไปนี้

(๑) ให้คณะกรรมการสรรหากำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการเสนอรายชื่อบุคคล
เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และมีหนังสือแจ้ง
ไปยังคณะกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขา ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และประกาศให้สมาชิกพรรค
ทราบเป็นการทั่วไป
(๒) เมื่อพ้นกำหนดเวลาเสนอรายชื่อจากกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขาพรรค
และตัวแทนพรรคประจำจังหวัดตาม (๑) ให้คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติ และจัดทำบัญชีรายชื่อ
ไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบรายชื่อ โดยคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง แล้วส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวไปยังสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

(๓) ให้หัวหน้าสาขา หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดจัดการประชุม เพื่อให้สมาชิกพรรคลงคะแนนเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อตาม (๒) โดยให้สมาชิกพรรคลงคะแนนเลือกได้คนละไม่เกินสิบห้ารายชื่อ
โดยการประชุมสาขาพรรคต้องมีสมาชิกพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน หรือการประชุมตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต้องมีสมาชิกพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน เมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้น แล้วให้หัวหน้าสาขา
หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดประกาศผลการนับคะแนน แล้วรายงานไปยังคณะกรรมการสรรหาโดยเร็ว
(๔) ให้คณะกรรมการสรรหาจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเรียงลำดับตามผลรวมของคะแนนที่ได้รับจากสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดตาม (๓) ในกรณีที่หัวหน้าพรรคประสงค์
จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้หัวหน้าพรรคอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งลำดับที่หนึ่ง และให้เรียงลำดับรายชื่อตามผลคะแนนดังกล่าวในลำดับถัดไปจนครบจำนวน ในกรณี
ที่คะแนนของบุคคลตามบัญชีรายชื่อเท่ากัน ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการจัดเรียงลำดับ
(๕) ให้คณะกรรมการสรรหาส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตาม (๔) ให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบหากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบให้ดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จนกว่าจะได้บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง
    เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค ในกรณีที่สมาชิกพรรคผู้ใด
มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ยังมิได้มีการจัดตั้งสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ให้ถือว่าสมาชิกพรรค
ผู้นั้นเป็นสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งของสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
ที่มีเขตเลือกตั้งใกล้เคียงตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๑๐๒ เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคว่างลง เพราะเหตุอื่นใด นอกจากคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรค เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

ส่วนที่ ๔
การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบอื่น ๆ

 
    ข้อ ๑๐๓ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ และแบบอื่น ๆ
ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค

 
ส่วนที่ ๕
การคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคเห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

 
    ข้อ ๑๐๔ กรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคประกาศให้สมาชิกทราบเป็นการทั่วไป เพื่อเชิญชวนให้กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสมาชิกพรรค เสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการบริหารพรรคภายในระยะเวลาที่กำหนด และให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรม จากรายชื่อบุคคลที่กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หรือสมาชิกพรรคเสนอมา เพื่อเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกินสามรายชื่อ และแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคเห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

    ข้อ ๑๐๕ การเสนอชื่อบุคคลตามข้อ ๑๐๔ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
(๒) ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และไม่เคยทำหนังสือยินยอมตาม (๑) ให้พรรคอื่นในการเลือกตั้งคราวนั้น การเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น

 
หมวด ๑๐
หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง

    ข้อ ๑๐๖ กรณีที่จะมีการแต่งตั้งบุคคลเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้พรรคประกาศ ให้สมาชิกทราบเป็นการทั่วไป เพื่อเชิญชวนให้กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสมาชิกพรรค เสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อคณะกรรมการบริหารพรรคภายในระยะเวลาที่กำหนด และให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรมจากรายชื่อบุคคลที่กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หรือสมาชิกพรรคเสนอมา เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

หมวด ๑๑
การบริหารการเงินและทรัพย์สิน และการจัดทำบัญชีของพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

 

    ข้อ ๑๐๗ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีหน้าที่บริหารการเงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดของพรรค และสาขาพรรคตลอดจนจัดให้มีการทำบัญชีให้ถูกต้องตามความเป็นจริงให้หัวหน้าสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัดจัดให้มีบัญชีรับ และจ่ายเงินของสาขาพรรค หรือที่ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดได้รับ หรือจ่ายโดยบันทึกบัญชีให้แล้วเสร็จ ภายในสิบห้าวัน
นับแต่วันที่รายการนั้นเกิดขึ้น และสรุปรายงานให้พรรคทราบเป็นประจำทุกสิ้นเดือน และปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานสาขาพรรค หรือที่ทำการตัวแทนพรรคประจำจังหวัดให้หัวหน้าสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัดจัดให้มีการทำบัญชีรายชื่อ พร้อมที่อยู่ ของสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัด ซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาพรรค หรือในเขตจังหวัดที่ตนเป็นตัวแทน และปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานสาขาพรรค หรือที่ทำการตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

    ข้อ ๑๐๘ การลงรายการบัญชีของพรรคต้องมีเอกสารประกอบการลงบัญชีที่ถูกต้องครบถ้วนโดยต้องจัดทำภายในระยะเวลา ดังนี้

(๑) การลงบัญชีรายวันแสดงรายได้ หรือรายรับ และแสดงค่าใช้จ่าย หรือรายจ่าย และบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค ต้องลงรายการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่รายการนั้นเกิดขึ้น
(๒) บัญชีแยกประเภท และบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน ต้องลงรายการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่รายการนั้นเกิดขึ้น

 

หมวด ๑๒
รายได้ของพรรค และอัตราค่าธรรมเนียม และค่าบำรุงพรรค

 

    ข้อ ๑๐๙ พรรคอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้

(๑) เงินทุนประเดิมของพรรค
(๒) เงินค่าธรรมเนียม และค่าบำรุงพรรค
(๓) เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้า หรือบริการของพรรค
(๔) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค
(๕) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค
(๖) เงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
(๗) ดอกผลของเงิน และรายได้จากทรัพย์สินของพรรค

 
ส่วนที่ ๑
การหารายได้จากการจำหน่ายสินค้า

 
    ข้อ ๑๑๐ การจำหน่ายสินค้า หรือบริการต้องไม่มุ่งแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกันในทางธุรกิจโดยราคา หรือค่าตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้า หรือการให้บริการจะต้องคำนึงถึงราคาตามปกติในท้องที่นั้น
    ข้อ ๑๑๑ สถานที่จำหน่ายสินค้า หรือบริการ ได้แก่ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรค ที่ตั้งสำนักงาน
สาขาพรรคบริเวณสถานที่จัดกิจกรรมระดมทุนบริเวณสถานที่จัดประชุมใหญ่ประจำปีของพรรค สาขาพรรค
หรือสถานที่ทำการตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
    ข้อ ๑๑๒ เมื่อพรรคดำเนินการจำหน่ายสินค้า หรือบริการให้หัวหน้าพรรคจัดทำทะเบียนสินค้าหรือบริการ ซึ่งประกอบด้วยรายการ จำนวนเงิน หรือมูลค่าของสินค้า หรืออัตราค่าบริการแต่ละประเภทให้ครบถ้วนและถูกต้อง
    ข้อ ๑๑๓ การจำหน่ายสินค้า หรือบริการให้บันทึกบัญชีรายวันแสดงรายได้ หรือรายรับ
และให้แสดงในงบการเงินประจำปีของพรรคให้ครบถ้วน และถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
    ข้อ ๑๑๔ การจำหน่ายสินค้า หรือบริการต้องไม่กระทำในช่วงเก้าสิบวันก่อนวันครบอายุ ของสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจาก ครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร และต้องไม่กระทำในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเหตุอื่น นอกจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

 

ส่วนที่ ๒
การจัดกิจกรรมระดมทุน

 
    ข้อ ๑๑๕ การจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคต้องกระทำโดยเปิดเผย และแสดงวัตถุประสงค์ว่าเป็นการระดมทุนของพรรคอย่างชัดเจน
    ข้อ ๑๑๖ สถานที่จัดกิจกรรมระดมทุน ได้แก่ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรค ที่ตั้งสำนักงานสาขาพรรค บริเวณสถานที่จัดประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคสาขาพรรค สถานที่ทำการ ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หรือสถานที่ที่พรรคเห็นสมควร
    ข้อ ๑๑๗ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่จัดกิจกรรมระดมทุนสิ้นสุดลง ให้หัวหน้าพรรคจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมระดมทุน และจำนวนเงินที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมระดมทุน
และให้หัวหน้าพรรคประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป พร้อมทั้งแจ้งให้นายทะเบียนทราบด้วย
    ข้อ ๑๑๘ การจัดกิจกรรมระดมทุนให้บันทึกบัญชีรายวันแสดงรายได้ หรือรายรับ และนำไปแสดงในงบการเงินประจำปีของพรรคให้ครบถ้วน และถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
    ข้อ ๑๑๙ การจัดกิจกรรมระดมทุนต้องไม่กระทำในช่วงเก้าสิบวันก่อนวันครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจาก
ครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร และต้องไม่กระทำในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเหตุอื่น นอกจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

 

ส่วนที่ ๓
การรับบริจาคของพรรค

 
    ข้อ ๑๒๐ ให้หัวหน้าพรรค และเหรัญญิกพรรคเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์โดยระบุชื่อเจ้าของบัญชีในนามของพรรค และให้หัวหน้าพรรคแจ้งหมายเลขบัญชีของบัญชีเงินฝาก และจำนวนเงิน
ที่เปิดบัญชีของทุกบัญชีให้นายทะเบียนพรรคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่เปิดบัญชีดังกล่าว
    ข้อ ๑๒๑ กรณีรับบริจาคเป็นเงินสดให้หัวหน้าพรรค และเหรัญญิกพรรคนำเงินฝากไว้ในบัญชีธนาคารพาณิชย์ตามข้อ ๑๒๐ ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับบริจาคหากการรับบริจาคเป็นตั๋วแลกเงิน หรือเช็คจะต้องไม่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินจึงถือได้ว่าเป็นการบริจาคแก่พรรค
    ข้อ ๑๒๒ เมื่อมีการบริจาคให้ผู้รับบริจาคจัดทำบันทึกการรับบริจาคให้แล้วเสร็จภายในสามวัน นับแต่วันที่ได้รับบริจาค และให้จัดส่งบันทึกการรับบริจาคพร้อมเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับบริจาค ถ้าหากทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดมิอาจนำส่งแก่พรรคได้ให้ผู้รับบริจาคแจ้งรายละเอียด เกี่ยวกับการรับบริจาคนั้นให้พรรคทราบ
    ข้อ ๑๒๓ เมื่อพรรคได้รับหลักฐานตามข้อ ๑๒๒ ให้ออกใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐาน การรับบริจาคทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดภายในวันที่ที่ได้รับบริจาค แล้วจัดส่งใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการรับบริจาคให้แก่ผู้บริจาคภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ออกหลักฐานนั้น
    ข้อ ๑๒๔ ให้พรรคบันทึกการรับบริจาคไว้ในบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคของพรรคให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่เกิดรายการโดยอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังนี้

(๑) ชื่อ ที่อยู่ของพรรค
(๒) ชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้บริจาค
(๓) ชื่อตัว ชื่อสกุล และตำแหน่งผู้รับบริจาค
(๔) วัน เดือน ปี ที่รับบริจาค
(๕) รายละเอียดการรับบริจาค
(๖) จำนวนเงิน หรือมูลค่าทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด
(๗) เอกสารอ้างอิง
(๘) ลายมือชื่อหัวหน้าพรรค และเหรัญญิกพรรค

    ข้อ ๑๒๕ ให้หัวหน้าพรรคประกาศบัญชีรายชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน รายการทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับบริจาคที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่าห้าพันบาท พร้อมทั้งวัตถุประสงค์ของการบริจาค
เพื่อให้ประชาชนทราบเป็นประจำทุกสิ้นเดือน แล้วแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ประกาศ
    การตีราคาทรัพย์สิน หรือการประเมินมูลค่าประโยชน์อื่นใดที่ได้รับบริจาค ให้คำนวณราคาทรัพย์สิน อัตราค่าเช่า ค่าตอบแทน หรือค่าของสิทธิที่รับตามปกติทางการค้าในท้องที่นั้น

    ข้อ ๑๒๖ บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคมีมูลค่าเกินสิบล้านบาทต่อปีมิได้ และในกรณีที่บุคคลนั้นเป็นนิติบุคคลการบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรค
ไม่ว่าพรรคเดียว หรือหลายพรรคเกินปีละห้าล้านบาทต้องแจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นทราบ ในการประชุมใหญ่คราวต่อไปหลังจากบริจาคแล้ว พรรคจะรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกินวรรคหนึ่งมิได้

 

ส่วนที่ ๔
อัตราค่าธรรมเนียม และค่าบำรุงพรรค


    ข้อ ๑๒๗ สมาชิกพรรคต้องชำระค่าบำรุงพรรค ในอัตราหนึ่งร้อยบาทต่อปี หรืออาจชำระ ค่าบำรุงพรรคในอัตราสองพันบาทแบบตลอดชีพก็ได้ หรือตามอัตราที่กฎหมายกำหนด วิธีการชำระค่าบำรุงพรรค การออกใบเสร็จรับเงิน และการออกบัตรสมาชิกพรรค ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด เพื่อประโยชน์ในการนับรอบระยะเวลาการชำระค่าบำรุงพรรคประจำปีของสมาชิกพรรค ให้ถือว่ารอบระยะเวลาการชำระค่าบำรุงพรรคประจำปีของปีที่สมาชิกได้ชำระค่าบำรุงพรรคเป็นครั้งแรก สิ้นสุดลงในวันสิ้นปีปฏิทินของปีเดียวกันนั้น และให้เริ่มต้นนับรอบระยะเวลาการชำระค่าบำรุงพรรคประจำปี ของปีถัดไปใหม่ โดยให้เริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม และสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปีเดียวกัน ทั้งนี้ สมาชิกอาจชำระค่าบำรุงพรรคประจำปีของปีถัดไปในกรอบระยะเวลาดังกล่าวเมื่อใดก็ได้

 

หมวด ๑๓
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรค หรือนโยบายของพรรค

 
    ข้อ ๑๒๘ ให้คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคอาจเสนอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรค หรือนโยบายของพรรคต่อหัวหน้าพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรคได้

    ข้อ ๑๒๙ กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง อาจเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม ข้อบังคับพรรค หรือนโยบายของพรรคได้โดยทำเป็นหนังสือพร้อมกับคำชี้แจงข้อดีข้อเสียในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นยื่นต่อหัวหน้าพรรค เมื่อหัวหน้าพรรคได้รับคำร้องขอตามวรรคหนึ่ง ให้นำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการบริหารพรรค แล้วเสนอที่ประชุมใหญ่
    ข้อ ๑๓๐ การแก้ไข เพิ่มเติมข้อบังคับพรรค หรือนโยบายของพรรคต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกพรรคเข้าประชุม

 
หมวด ๑๔
การเลิกพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

 
 
    ข้อ ๑๓๑ กรณีมีเหตุให้พรรคต้องสิ้นสภาพความเป็นพรรค หรือยุบพรรค หากมีเงินสดหรือทรัพย์สินใด ๆ เหลืออยู่ ให้เงินสด หรือทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ “มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย”

    ข้อ ๑๓๒ การเลิกสาขาพรรค และการเลิกตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรค

    ข้อ ๑๓๓ ให้หัวหน้าพรรครักษาการตามข้อบังคับนี้ และมีอำนาจออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งเพื่อปฏิบัติการตามข้อบังคับพรรคนี้
    ในกรณีที่ข้อบังคับพรรคนี้มิได้กำหนดไว้เป็นประการอื่น ให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจ ออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง เพื่อให้พรรคดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

 

หมวด ๑๕
เบ็ดเตล็ด และอื่น ๆ

 
    ข้อ ๑๓๔ หากมีปัญหาเกี่ยวกับการตีความ หรืองดเว้นการใช้ข้อบังคับพรรคข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคลงมติโดยคะแนนเสียงสามในสี่ของจำนวน คณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ให้ที่ประชุมใหญ่สามารถงดเว้นการใช้ข้อบังคับพรรคในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุมใหญ่ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกพรรคที่เข้าประชุม

 

บทเฉพาะกาล

 
    ข้อ ๑๓๕ การเก็บค่าบำรุงพรรคภายในสามปีนับแต่วันที่กฎหมายพรรคการเมืองใช้บังคับ
ให้สามารถเก็บได้ในอัตราห้าสิบบาท
    ข้อ ๑๓๖ ในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกที่มีขึ้นภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการสรรหาตามข้อ ๙๔ ประกอบด้วย กรรมการบริหารพรรคจำนวนสี่คน และตัวแทนสมาชิกที่พรรคเลือกจำนวนเจ็ดคน
    ข้อ ๑๓๗ ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกที่มีขึ้นภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ใช้บังคับ หลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกสมาชิก เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด