ด้วยที่ประชุมใหญ่ พรรคชาติไทยพัฒนา ครั้งที่๑/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๑ ได้มีมติแก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

    ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๖๑

    ข้อ ๒ ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตั้งแต่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา

    ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

(๑) ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒
(๒) ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พ.ศ. ๒๕๕๓
(๓) ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔

    ข้อ ๔ ในข้อบังคับพรรคนี้

“พรรค” หมายความว่า พรรคชาติไทยพัฒนา
“คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคชาติไทยพัฒนา


หมวด ๑

บททั่วไป

    ข้อ ๕ พรรคการเมืองนี้ชื่อว่า  “ พรรคชาติไทยพัฒนา ” เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “ CHARTTHAIPATTANA  PARTY ” เรียกโดยย่อว่า  “ ชทพ. ” หรือ “ CT. ”

    ข้อ ๖ เครื่องหมายพรรคมีลักษณะเป็นแผนที่ประเทศไทย ภายในมีรูปวงกลม โดยครึ่งวงกลม ด้านบนเป็นแถบสีแดง ขาว น้ำเงิน ครึ่งวงกลมด้านล่างเป็นชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา บริเวณตรงกลาง มีตัวย่อว่า “ชทพ.” และมีคำขวัญว่า “พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย” ดังภาพ ดังต่อไปนี้

ความหมาย

    แผนที่ประเทศไทย หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย ซึ่งเป็นของทุกคนในชาติ
รูปวงกลม หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนา ยึดถือสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจะยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
คำขวัญของพรรค คือ “พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย” หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนาในฐานะที่เป็นสถาบันทางการเมือง มีพันธกิจหลักเพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดกับทุกคนในชาติ สร้างความมั่นคงและพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน

    ข้อ ๗ สำนักงานใหญ่ของพรรค ตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๑ ถนนพิชัย แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

    ข้อ ๘ สถานที่ตั้งสำนักงานสาขาพรรค และการเรียกชื่อสาขาพรรค ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๙ ในกรณีที่ข้อบังคับพรรคนี้มิได้กำหนดไว้เป็นประการอื่น การใดที่กำหนดให้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือหรือเอกสารให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ถ้าได้แจ้ง ยื่นหรือส่งหนังสือหรือเอกสารให้บุคคลนั้น ณ ภูมิลำเนาหรือที่อยู่ที่ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร  ให้ถือว่าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งโดยชอบแล้ว

    ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดให้ประกาศ หรือเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปให้ถือว่าการประกาศหรือเผยแพร่ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใดที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก เป็นการดำเนินการโดยชอบแล้ว


หมวด ๒

คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง

    ข้อ ๑๐ คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนา คือ

(๑) พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเชื่อมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สร้างการปรองดองของชาติในทุกภาคส่วน สนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ

(๒) พรรคชาติไทยพัฒนามีเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้มีคุณภาพ และมาตรฐาน โดยมุ่งเน้นการให้โอกาสแก่คนทุกเพศ ทุกวัย ตลอดจนผู้พิการอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม

(๓) พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนัก และให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการส่งเสริม สนับสนุน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคการเกษตรไปสู่การเกษตรที่ทันสมัยและปลอดภัยภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และจะคำนึงถึงการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค

(๔) พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งส่งเสริมและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ด้วยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละชุมชนเพื่อสร้างรายได้ พร้อมการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาเมือง สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมโดยคำนึงถึงความยั่งยืนที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมลภาวะ

(๕) พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นพัฒนาและปฏิรูปประเทศไทยให้ก้าวไกล ทันสมัย พร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้านเทคโนโลยี สื่อสาร สารสนเทศ พลังงาน อันส่งผลต่อการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรมและวิถีชีวิต เพื่อความผาสุกและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ โดยยังคงความเข้มแข็งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันเป็นแก่นแกนของความเป็นไทย

(๖) พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งส่งเสริมสนับสนุนคุณภาพชีวิต โดยมุ่งเสริมสร้างสุขภาพพลานามัยทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย โดยมุ่งเน้นการกีฬา สาธารณสุข และความปลอดภัยสาธารณะของระบบการคมนาคม

(๗) พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อมั่นในคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสริมสร้างความเท่าเทียมในสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมสนับสนุนการมีวินัยของคนในชาติ มุ่งสร้างคุณธรรม จริยธรรม ภายใต้จิตสำนึกสาธารณะ บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ สุจริต และยุติธรรม

 

หมวด ๓

นโยบายพรรคชาติไทยพัฒนา

    ข้อ ๑๑ นโยบายพรรคชาติไทยพัฒนา
    พรรคชาติไทยพัฒนายึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงในเอกราช และอธิปไตยของชาติ มุ่งสร้างความสามัคคีของคนในชาติ  พัฒนาให้เกิดความมั่นคงก้าวหน้าทางด้านการเมือง สังคม  เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ โดยมีแนวนโยบายด้านต่างๆ ดังนี้

 

๑. นโยบายด้านการเมืองการปกครอง

๑.๑ ธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะพิทักษ์รักษา และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๑.๒ ยึดถือรัฐธรรมนูญและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงมุ่งมั่นที่จะให้
มีการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด รวมทั้งปรับปรุงและพัฒนาบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างกลไกของกฎหมายให้มีความทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของทุกคนในสังคมได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และส่งเสริมการบริหารกระบวนการยุติธรรมให้มีความรวดเร็ว เสมอภาคและเท่าเทียมกันระหว่างรัฐและเอกชน ตลอดจนมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้คนในสังคมเคารพซึ่งสิทธิและหน้าที่ระหว่างกันและจะรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย

๑.๓ กระจายอำนาจรัฐสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง
     พรรคชาติไทยพัฒนาถือว่าการกระจายอำนาจการบริหาร การปกครอง และการคลังไปสู่ท้องถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศ จึงมุ่งมั่นที่จะกระจายอำนาจรัฐสู่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นเอง อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดจนสารสนเทศพื้นฐานในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ นอกจากนี้ จะให้การสนับสนุนจังหวัดที่มีความพร้อมไปสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยยึดหลักตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นเป็นหลัก

๑.๔ เสริมสร้างโอกาสประชาชนให้มีส่วนร่วมทางการเมือง
     พรรคชาติไทยพัฒนาเล็งเห็นว่าประชาธิปไตยอันแท้จริงย่อมต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างโอกาสของประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชุมชน หมู่บ้าน และท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยการปกครองรากฐานของประเทศ ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรม และกระบวนการทางการเมืองและการปกครองได้อย่างเป็นอิสระ ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดสำนึกประชาธิปไตยในระดับชุมชน และนำไปสู่การเกิดของประชาสังคมอย่างแท้จริง

๑.๕ ปฏิรูปและพัฒนาองค์กรทางการเมืองให้เข้มแข็ง
    พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองที่จะนำไปสู่การพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันสำคัญ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนสภาพัฒนาการเมืองให้มีความเข้มแข็ง เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน และจะส่งเสริมเสรีภาพของประชาชนในการรวมกันเป็นกลุ่ม หมู่คณะ หรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของกลุ่มโดยคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวม

๑.๖ บริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพอย่างมีธรรมาภิบาล
        พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะผลักดันการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยจะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ทั้งนี้จะรณรงค์การสร้างจิตสำนึกของข้าราชการให้มีสำนึกของการเป็นผู้ให้บริการและมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน รวมทั้งจะส่งเสริมศักดิ์ศรี สวัสดิการ และความมั่นคงในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ ส่งเสริมให้มีกระบวนการทำงานที่รวดเร็ว โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้โดยประชาชน ตลอดจนการจัดให้มีศูนย์บริหารราชการแบบครบวงจรในพื้นที่พิเศษเพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น และสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

 

๒. นโยบายด้านการศึกษา

๒.๑ ให้ความสำคัญกับผู้รับการศึกษา
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการของเด็กและเยาวชนเพื่อให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำรงชีวิต จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทางด้านสติปัญญา สุขภาพจิต และสุขภาพกาย โดยจะส่งเสริมการเรียนการสอนที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้ผู้เรียน จัดให้มีโภชนาการอย่างเหมาะสมโดยการจัดโครงการอาหารกลางวันเป็นสวัสดิการสำหรับเด็กนักเรียน ส่งเสริมให้ทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีการเรียนฟรีในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งการจัดหาทุนการศึกษาเพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาที่สูงขึ้น และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งจัดระบบการแนะแนวการศึกษา เพื่อให้ผู้รับการศึกษาสามารถกำหนดเป้าหมายทางการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิตที่ดีของตนได้อย่างเหมาะสม และสามารถตอบสนองต่อสังคมและประเทศได้อย่างสูงสุด

๒.๒ พัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
     พรรคชาติไทยพัฒนา มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึก คุณธรรม และความเอื้ออาทรต่อผู้รับการศึกษาแก่ครูผู้สอน รวมทั้งจัดสวัสดิภาพและสวัสดิการครู ส่งเสริมให้เกิดการฝึกอบรมวิทยาการและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจให้ครูกลับถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสังคมในท้องถิ่นต่างๆ และจะสนับสนุนให้ปราชญ์ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการให้การศึกษาให้มากยิ่งขึ้น

๒.๓ ส่งเสริมหลักสูตรบูรณาการ
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งส่งเสริมให้หลักสูตรการศึกษาประกอบไปด้วยการเรียนการสอน การปฏิบัติ ที่มีทั้งด้านวิชาการ และแนวทางการดำรงชีวิต ตลอดจนเป็นหลักสูตรที่สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการสืบสานขนบธรรมเนียม ประวัติศาสตร์แห่งท้องถิ่น และวัฒนธรรมของชาติ จะส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าคิดกล้าทำอย่างมีสติและมีเหตุผล มีความรักในถิ่นกำเนิด ทั้งนี้โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาและชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรการศึกษาและประเมินผลการจัดระบบการศึกษา นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนจัดให้มีตำราเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัยและเหมาะสมกับหลักสูตรการศึกษาของผู้เรียนในทุกมิติ รวมทั้งกลุ่มบุคคลพิเศษ เช่นผู้พิการและผู้มีปัญญาเลิศ ตลอดจนจะพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งข้อมูลทางการศึกษาที่ครบวงจร

๒.๔ เพิ่มศักยภาพการบริหารการศึกษา
     พรรคชาติไทยพัฒนาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษา โดยจะส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจ เพื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรทางศาสนาและภาคเอกชน เข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษาทุกระดับ และจะมุ่งส่งเสริมการจัดให้มีสถานศึกษาขึ้นในทั่วทุกภูมิภาคอย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารการศึกษา จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาของไทยกับนานาประเทศ เพื่อการแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษา วิทยากรทางการศึกษา ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ วิธีการบริหารจัดการ และเทคโนโลยีด้านการศึกษาระหว่างกัน รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรเพื่ออุดหนุนสถานศึกษาอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมกับสภาพของแต่ละสถานศึกษา

 

๓. นโยบายด้านการเกษตร

๓.๑  ส่งเสริมแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำสำหรับการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีแหล่งน้ำเพียงพอที่จะสามารถปลูกพืชในที่ดินที่มีอยู่ได้ตลอดปี และใช้แรงงานในครัวเรือน ปลูกพืชผสมผสาน ทำให้เกษตรกรมีผลผลิตและความพอเพียงที่จะเลี้ยงตัวเองได้อย่างพอมีพอกิน สามารถพึ่งตนเองได้  โดยการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่  ติดตามให้คำแนะนำแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและครบวงจร ตลอดจนจัดหาตลาด กำหนดชนิดสินค้าที่ตลาดต้องการ ทั้งตลาดชุมชน ตลาดระดับประเทศหรือต่างประเทศ

๓.๒ สนับสนุนองค์กรภาคการเกษตรและสหกรณ์
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักอยู่เสมอว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนส่งเสริมระบบสหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชนด้านการเกษตร และวางระบบการบริหารจัดการด้านการผลิต การเงิน และการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
พรรคชาติไทยพัฒนาจะมุ่งมั่นและสนับสนุนสภาเกษตรกรแห่งชาติให้เข้มแข็งเพื่อที่จะคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร รวมทั้งให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตรอย่างมีระบบ

๓.๓ ปรับโครงสร้างภาคการเกษตร
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะกำหนดพื้นที่คุ้มครองทางการเกษตร เพื่ออนุรักษ์ สงวน คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการเกษตรของประเทศให้คงอยู่ สนับสนุนให้มีการจัดการพัฒนาและฟื้นฟู ดินที่เสื่อมโทรม ที่ดินเพื่อการเกษตร ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ในการผลิต มีการกำหนดเขตพื้นที่เฉพาะ เพื่อให้มีการเพาะปลูกที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่การเกษตรและโอกาสทางการตลาดของพืชแต่ละชนิด ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร

๓.๔ ส่งเสริมเกษตรกรให้เข้มแข็ง
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะสนับสนุนให้มีการฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกร และส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนที่รัฐบาลจัดหาให้อย่างเสมอภาคและทั่วถึง เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของภาคเกษตรกร ส่วนการแก้ไขปัญหารายได้ภาคเกษตรที่ตกต่ำนั้น จะเน้นการเพิ่มผลผลิตภาคเกษตรด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร นอกจากนี้จะมีการสร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตรให้กับเกษตรกร ทั้งทางด้านการเปลี่ยนแปลงด้านราคาและความเสียหายจากภัยธรรมชาติ รวมทั้งสนับสนุนให้ปราชญ์ชาวบ้านเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อให้มีบุคลากรภาคเกษตรที่ยั่งยืน

๓.๕ เพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการภาคเกษตรแบบครบวงจร
     พรรคชาติไทยพัฒนา เชื่อมั่นว่า การพัฒนาทางการเกษตรของประเทศที่ยั่งยืนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันนั้น จะต้องส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และการสร้างนวัตกรรมทางการเกษตรอย่างครบวงจรเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร จะส่งเสริมการบริหารจัดการด้านทุน การตลาด ระบบโลจิสติกส์ และเครือข่ายเพื่อลดต้นทุนและปรับปรุงคุณภาพสินค้าเกษตร โดยการบูรณาการภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

๓.๖ ดำรงความเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มั่นคงและปลอดภัย
     พรรคชาติไทยพัฒนา มุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยจะมีการส่งเสริมระบบการผลิตให้ปลอดภัยมีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคของประชาชนภายในประเทศและการส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้หลักให้กับประเทศ
พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักถึงความสำคัญของข้าว ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศชาติในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหาร  จึงมุ่งมั่นที่จะลดความเสี่ยง  สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชาวนา  การเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าของข้าว  ขยายและพัฒนาด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ลดการเอารัดเอาเปรียบทางการค้า รวมทั้งลดห่วงโซ่อุปสงค์ อุปทานให้มีระยะสั้นลง

 

๔. นโยบายด้านเศรษฐกิจ

๔.๑ ยึดถือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการส่งเสริม และพัฒนาในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการต่อยอดให้การนำไปใช้โดยมีหลักการ และเครื่องมือที่มีความชัดเจน ประสานสร้างความเข้าใจในหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเข้าใจและแผนดำเนินการ สนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ เพื่อให้ธุรกิจนั้นมีเสถียรภาพ เป็นหลักประกันในเรื่องความมั่นคงของกิจการ

๔.๒ รักษาเสถียรภาพการเงิน
     พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อมั่นว่า ในการดูแลรักษาเสถียรภาพทางการเงินอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ ให้ความสำคัญต่อการใช้มาตรการทางการเงิน ทั้งในด้านเสถียรภาพของระดับราคาและเสถียรภาพของฐานะการเงินของประเทศควบคู่กับการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่เหมาะสมและในทิศทางที่สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจสังคมของแต่ละท้องถิ่น

๔.๓ รักษาวินัยการคลัง
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักว่าการรักษาเสถียรภาพทางการคลังและการพัฒนาเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น มีพันธกิจหลักเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ประชาชนโดยรวมของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน จึงมุ่งมั่นให้ความสำคัญต่อการรักษาวินัยทางการคลังเพื่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเพื่อมุ่งสร้างโอกาสและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในสังคม โดยจะเน้นดำเนินมาตรการการคลังเพื่อประชาชน เพื่อกระจายรายได้ กระจายโอกาส และกระจายอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรและการคลังไปสู่ท้องถิ่นและชุมชน อันจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชน

๔.๔ ส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศ เพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้และความเป็นอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยจะสนับสนุนให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ควบคู่ไปกับการรักษาแหล่งท่องเที่ยวเดิม โดยคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งนี้จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ และวัฒนธรรมของชุมชน และให้มีความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและหวงแหนในทรัพยากรทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ของชุมชน

     นอกจากนี้จะส่งเสริมให้มีการลงทุนด้านการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น พื้นที่จังหวัดกลุ่มอารยธรรมภาคเหนือ และพื้นที่จังหวัดเชื่อมโยงทางภาคใต้ตอนบน กลุ่มจังหวัดลุ่มแม่น้ำภาคกลาง และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก และภาคอีสานเป็นต้น ตลอดจนเร่งรัดให้มีการพัฒนามาตรฐานการบริการด้านการท่องเที่ยวของไทย และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยจะสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนร่วมมือกันในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะสนับสนุนและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในด้านกฎระเบียบเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่นักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของไทยเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจ การค้าเสรีในภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน

๔.๕ ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรม
     พรรคชาติไทยพัฒนาให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชน  ด้วยการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มและลดต้นทุนการผลิต อำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่และขยายตลาดในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ตรงต่อตลาดแรงงานอุตสาหกรรม แก้ไขกฎระเบียบและปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันของอุตสาหกรรมนั้น ๆ สร้างตราสัญลักษณ์ของไทย รวมทั้งปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้จูงใจทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ

     นอกจากนี้พรรคชาติไทยพัฒนาจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นและสร้างภาพลักษณ์ ด้วยการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้ทัดเทียมและล้ำหน้าในระดับสากล ด้วยการกระตุ้นให้เอกชนลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งมีการรับรองมาตรฐานที่สากลยอมรับ

๔.๖ สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นสร้างผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีความเป็นมืออาชีพ พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมทั้งปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสม
ปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนสร้างช่องทางการตลาดให้ผู้ซื้อ/คู่ค้าสามารถเข้าถึงสินค้าที่ผลิตจากผู้ผลิตผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมได้มากขึ้น ด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน

๔.๗ บริหารจัดการการส่งออกแบบครบวงจร
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ปรับปรุงระบบและลดขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งระบบ เพื่อให้การส่งออกเป็นไปด้วยความรวดเร็วตรงต่อเวลา มีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำ และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ส่งออก ด้วยการเชื่อมโยงระบบขนส่งให้มีความสอดคล้องกันทั้งระบบ ลดขั้นตอนทางเอกสารโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มากขึ้น เช่น ระบบการตรวจร่วมจุดเดียว ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประสานความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพื่อลดขั้นตอนทางเอกสารและการตรวจสอบสินค้า รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ส่งออกผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับกฎระเบียบ มาตรฐานของประเทศคู่ค้า ตลอดจนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความสะดวกต่อการขนส่ง ช่วยปกป้องสินค้าระหว่างการขนส่ง รวมทั้งช่วยรักษาให้สินค้ามีระยะเวลาคุณภาพดียาวนานขึ้น

 

๕. นโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

๕.๑ ส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักว่าวิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศและการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงมุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ โดยจะจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอในการวิจัย การค้นคว้า รวมทั้งจะมีการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ ในขณะเดียวกันจะส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

๕.๒ ส่งเสริมการพัฒนาด้านเทคโนโลยี
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการส่งเสริมการประดิษฐ์หรือการค้นคิดสิ่งใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับทรัพยากรและความต้องการของประเทศ อันมีเป้าหมายเพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จนสามารถพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีได้ในอนาคต

 

๖. นโยบายด้านสังคม

๖.๑ สร้างสถาบันครอบครัวให้มีความอบอุ่น  
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักถึงความสำคัญของสภาพครอบครัวที่อบอุ่นอันเป็นรากฐานของสังคม จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับสถาบันครอบครัวอย่างสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาสังคม ตลอดจนการให้การสนับสนุนขนบธรรมเนียมประเพณีและความเป็นอยู่ที่ดีงามตามแบบครอบครัวไทย

๖.๒ สร้างสวัสดิภาพเด็ก สตรี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการจัดให้มีเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคราชการและเอกชน ในการสนับสนุนการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กภายใต้การควบคุมมาตรฐานอย่างใกล้ชิด ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อน ป้องกันคุ้มครองสตรีจากการถูกล่อลวงหรือถูกล่วงละเมิด และถูกทารุณกรรม ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ จัดสวัสดิการที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุ ฟื้นฟู พัฒนาผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับการศึกษาและการพัฒนาตนให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิ รวมทั้งจะสนับสนุนให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงแหล่งงานและบริการสวัสดิการสาธารณะอย่างเป็นธรรม และการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นประโยชน์ให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยในการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก สตรี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส

๖.๓ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมบริการสาธารณะที่เอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และจะเคร่งครัดต่อการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติด ตลอดจนการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดและปัญหาการจราจรติดขัดในเขตเมือง รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย

๖.๔ พัฒนาฝีมือแรงงานและคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้ใช้แรงงาน
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความสอดคล้องกับความสนใจของแต่ละบุคคลบนพื้นฐานความต้องการของตลาดแรงงาน พัฒนาระบบการประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพและอำนวยประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงานให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง จะให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสวัสดิภาพของแรงงานเด็กและสตรี ส่งเสริมให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ และกระบวนการในการระงับข้อพิพาทแรงงานที่รวดเร็วและเป็นธรรม สร้างมาตรการจูงใจและเคร่งครัดต่อการจัดระบบความปลอดภัยในการทำงาน และให้สวัสดิการแก่ผู้ใช้แรงงาน สนับสนุนให้ผู้ใช้แรงงานมีเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

๖.๕ บริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะปรับปรุงบริการสาธารณสุข โดยการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และจัดให้มีเครื่องมือการแพทย์ให้ทันสมัย ยกระดับสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลตำบล และเพิ่มงบพัฒนาครุภัณฑ์แก่ระบบโรงพยาบาลให้เพียงพอ ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์แผนไทยโดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับประชาชน เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกินอยู่และสุขอนามัยที่ดีของประชาชน โดยผ่านกลไกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันการเกิดโรค

๖.๖ พัฒนายกระดับระบบความปลอดภัยสาธารณะ
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบความปลอดภัยสาธารณะ ทั้งการพัฒนาระบบ ทรัพยากร กลไกการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยและอุบัติภัย สนับสนุนการบริหารจัดการระบบความปลอดภัยทางถนนอย่างสอดประสานกัน ปรับปรุงระบบและรูปแบบการเตือนภัย การช่วยเหลือกู้ภัย ให้มีประสิทธิภาพ ดำเนินการจัดการเยียวยาผู้ประสบภัย การฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ประสบภัยที่ได้รับความเสียหาย  ด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึงและเป็นธรรม ให้ความรู้และเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านทางสถาบันสังคมเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติภัยและการดูแลตนเอง ครอบครัวและชุมชนที่อาศัยอยู่ในยามที่เกิดภัย

๖.๗ ส่งเสริมการกีฬา
     พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักถึงความสำคัญของการกีฬาต่อการพัฒนาสุขภาพและศักยภาพของคน จึงมุ่งมั่นที่จะใช้การกีฬาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประชากรทั้งในด้านสุขอนามัยและสภาพจิตใจ ทั้งนี้จะส่งเสริมการเล่นกีฬาในหมู่ประชาชนทุกกลุ่ม โดยจะใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการจัดสร้างสนามกีฬา ศูนย์ฝึกให้ทั่วถึง และสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาให้เพียงพอ ส่งเสริมการกีฬาของชาติให้พัฒนาไปสู่กีฬาแห่งความเป็นเลิศ และกีฬาอาชีพ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาให้มีประสิทธิภาพ

๖.๘ ทำนุบำรุงศาสนา อนุรักษ์พัฒนาศิลปะและวัฒนธรรม
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการเรียนรู้และการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ในการดำรงชีวิตอย่างสันติของทุกศาสนิกชน มุ่งมั่นอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยโดยการนำศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย ศึกษา ค้นคว้า วิจัย ฟื้นฟู พัฒนาและเผยแพร่ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมให้ประชาชนนำศิลปวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต อันจะนำไปสู่การเกิดศิลปวัฒนธรรมโดยธรรมชาติเพื่อพัฒนาเป็นวัฒนธรรมที่ดีของชาติต่อเนื่องสืบไป

 

๗. นโยบายด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน

๗.๑ พัฒนาบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เป็นธรรม
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำประปา เพื่อการอุปโภคและบริโภค ที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนในชนบทให้มีความเป็นธรรม เพื่อยกระดับประชาชนในสังคมชนบทให้เท่าเทียมกับประชาชนในสังคมเมือง

๗.๒ พัฒนาการคมนาคมขนส่ง
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และเพียงพอที่จะรองรับต่อความต้องการของประชาชนได้ในทุกภูมิภาค จัดทำถนนลาดยางไร้ฝุ่นให้ทั่วถึงทุกหมู่บ้าน และจัดการระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบล้อและระบบรางในเขตเมืองให้ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันด้านบริการขนส่ง ทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำและพาณิชยนาวี ทางอากาศ และการขนส่งทางระบบท่อ อีกทั้งพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆ ให้เป็นระบบโครงข่ายขนส่งนานาชาติที่สมบูรณ์

๗.๓ พัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมและระบบสารสนเทศ  
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีคุณภาพ มีความหลากหลายของบริการ และมีอัตราค่าบริการที่สมเหตุสมผล ตามมาตรฐานสากล มีนวัตกรรมและบริการที่หลากหลาย รวมทั้งสามารถรองรับต่อความต้องการของประชาชนในทุกภูมิภาคได้ และส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานในการดำรงชีวิต การติดต่อสื่อสาร การเข้าถึงข่าวสารข้อมูล และการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยจะส่งเสริมให้มีการแข่งขันในการให้บริการกิจการโทรคมนาคมอย่างเสรีและเป็นธรรม กำหนดมาตรฐานในการกำกับดูแลต่อการประกอบธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม รวมทั้งจะประกันโอกาสในการเข้าถึงการบริการสื่อสารโทรคมนาคมของประชาชนในชนบทที่ห่างไกล

 

๘. นโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน

๘.๑ คุ้มครอง อนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนา
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ อากาศ แร่ธาตุ ทะเลและชายฝั่ง บนพื้นฐานของความสมดุลของธรรมชาติ เพื่อเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาแบบยั่งยืน

๘.๒ บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะกำหนดแผนและเป้าหมายรวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการไปสู่ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น โดยส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

๘.๓ ควบคุมและแก้ปัญหามลพิษ
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะควบคุมมลพิษจากทุกแหล่งไม่ให้สร้างความเสียหายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม จัดการของเสียอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหามลพิษ ปรับปรุงกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการจัดการมลพิษให้เคร่งครัด ชัดเจนและทันสมัย

๘.๔ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อความยั่งยืน
     จัดทำระบบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติให้ครบถ้วนและมีมาตรฐาน ส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมศึกษาในทุกระดับ ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่สถาบันการศึกษา สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดล้อม

๘.๕ พัฒนาคุณภาพการผลิตพลังงานและแสวงหาพลังงานทดแทนจากทรัพยากรธรรมชาติ
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อการได้มาซึ่งแหล่งพลังงานทดแทน โดยเน้นการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่มีอยู่ในประเทศเป็นหลัก สนับสนุนส่งเสริมการใช้พลังงานจากธรรมชาติ เพื่อลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการผลิตให้มีปริมาณของกระแสไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ มุ่งมั่นที่จะรณรงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกของคนไทยให้ใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อถนอมรักษาแหล่งพลังงานไว้ใช้ได้นานที่สุด และลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ

๘.๖ ปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์  
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนโดยทั่วไป เสริมสร้างการรวมตัวกันของชุมชนและองค์กรเอกชนในการทำกิจกรรมและรณรงค์เพื่อการอนุรักษ์ ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติให้กว้างขวาง

 

๙. นโยบายด้านการต่างประเทศ

๙.๑ เสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาค
     พรรคชาติไทยพัฒนามีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน และประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งเพื่อการพัฒนา การแก้ไขปัญหา และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยสนับสนุนให้มีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน

๙.๒ ยกระดับความร่วมมือกับนานาประเทศ
     พรรคชาติไทยพัฒนามีเจตนารมณ์ที่จะดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระ เป็นมิตรกับทุกประเทศ โดยจะส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ ทั้งในทวิภาคีและพหุภาคี โดยถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงความร่วมมือด้านการศึกษา วิชาการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการรักษาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ

๙.๓ เพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
     พรรคชาติไทยพัฒนาจะส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับนานาประเทศด้วยการเสริมสร้างและเกื้อกูลให้ประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากการจัดระเบียบการค้าใหม่ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก โดยจะใช้นโยบายเชิงรุกในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น ในกรอบขององค์การการค้าโลก ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค เขตการค้าเสรีอาเซียน รวมทั้งความร่วมมือในกรอบของกลุ่มเศรษฐกิจเพื่อเชื่อมอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ตลอดจนต้องให้ความคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

๙.๔ เพิ่มบทบาทและสร้างความสำคัญในองค์กรระหว่างประเทศ
     พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นที่จะให้ประเทศไทยเข้าไปมีบทบาทสำคัญในเวทีองค์กรระหว่างประเทศ โดยจะเพิ่มพูนการมีส่วนร่วมในองค์การสหประชาชาติ องค์การการค้าโลก องค์กรเศรษฐกิจในภูมิภาค และองค์กรของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ อันจะนำไปสู่การเข้าไปเป็นส่วนสำคัญในการเจรจา และการมีส่วนร่วมอย่างมีนัย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมระหว่างประเทศ

 

หมวด ๔

โครงสร้างการบริหารพรรค และตำแหน่งต่างๆ ในพรรค


ส่วนที่ ๑
โครงสร้างการบริหารพรรค

    ข้อ ๑๒ โครงสร้างการบริหารพรรค ประกอบด้วย

(๑) คณะกรรมการบริหารพรรค
(๒) คณะกรรมการดำเนินงานของพรรค
(๓) สาขาพรรคและคณะกรรมการสาขาพรรค
(๔) ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
(๕) ศูนย์ประสานงาน หรือกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับอนุมัติจัดตั้งจากคณะกรรมการบริหารพรรค

 

ส่วนที่ ๒
คณะกรรมการบริหารพรรค

    ข้อ ๑๓ ให้มีคณะกรรมการบริหารพรรคซึ่งที่ประชุมใหญ่พรรคเลือกตั้งจากสมาชิกพรรค มีจำนวนไม่เกินยี่สิบเก้าคน ประกอบด้วย

(๑) หัวหน้าพรรค
(๒) รองหัวหน้าพรรคไม่เกินเจ็ดคน
(๓) เลขาธิการพรรค
(๔) รองเลขาธิการพรรคไม่เกินเจ็ดคน
(๕) เหรัญญิกพรรค
(๖) นายทะเบียนสมาชิกพรรค
(๗) กรรมการบริหารอื่นของพรรคอีกจำนวนไม่เกินสิบเอ็ดคน

    ข้อ ๑๔ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคให้ดำเนินการในที่ประชุมใหญ่ของพรรคโดยการลงคะแนนลับ ตามลำดับดังนี้

(๑) ให้ที่ประชุมใหญ่กำหนดจำนวนของคณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อ ๑๓
(๒) ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคจนครบจำนวนตามที่กำหนดใน (๑) ซึ่งในการเสนอชื่อผู้เข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรคแต่ละตำแหน่ง ต้องมีสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมรับรองไม่น้อยกว่าสิบคน และผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องอยู่ในที่ประชุม

    ข้อ ๑๕ กรรมการบริหารพรรค ต้องเป็นบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ในกรณีเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(๓) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๖๑
(๔) เป็นสมาชิกพรรค

    ข้อ ๑๖ คณะกรรมการบริหารพรรคมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับการเลือกตั้ง และอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งได้อีก
ประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นกรรมการบริหารพรรคมิได้

    ข้อ ๑๗ ความเป็นกรรมการบริหารพรรคสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ

(๑) ตาย
(๒) ลาออก โดยยื่นเป็นหนังสือต่อหัวหน้าพรรค
(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ
(๔) อื่นๆ ตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับพรรคกำหนด

    เมื่อตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคว่างลงตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเข้าทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว แล้วให้มีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างในการประชุมใหญ่ครั้งต่อไป
    กรรมการบริหารพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่าที่เหลืออยู่

    ข้อ ๑๘ กรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ครบวาระการดำรงตำแหน่ง
(๒) ความเป็นกรรมการบริหารพรรคของหัวหน้าพรรคสิ้นสุดลงตามข้อ ๑๗
(๓) กรรมการบริหารพรรคว่างลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด

    ข้อ ๑๙ ในกรณีกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามข้อ ๑๘ (๒) ให้รองหัวหน้าพรรคทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค ถ้าไม่มีรองหัวหน้าพรรคให้กรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยู่ประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่แทน และให้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
ในกรณีกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามข้อ ๑๘ (๑) หรือ (๓) ให้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
ในกรณีที่มีเหตุให้กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้กรรมการบริหารพรรคที่พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

    ข้อ ๒๐ หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ในกรณีที่สมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกพรรคทั้งหมดที่มีอยู่ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่ากันเข้าชื่อร้องขอให้มีการถอดถอน

    เมื่อคำร้องขอตามวรรคหนึ่งได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว ให้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำร้องขอดังกล่าวไปถึงพรรค

    มติให้ถอดถอนตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนผู้เข้าประชุมใหญ่วิสามัญ โดยให้ลงคะแนนลับ

    ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งผู้ใดถูกถอดถอน ให้ที่ประชุมใหญ่วิสามัญนั้นดำเนินการเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนั้นแทน และให้นำข้อ ๑๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    การดำเนินการตามข้อนี้ ให้กระทำได้เพียงครั้งเดียว ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ในกรณีที่หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การถอดถอนผู้นั้นตามข้อนี้จะกระทำมิได้

    ข้อ ๒๑ คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย อุดมการณ์พรรค นโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค และมติที่ประชุมใหญ่ของพรรค รวมทั้งระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๒) ควบคุมและกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกพรรคกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับพรรค รวมตลอดทั้งประกาศและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๓) ดำเนินการเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด
(๔) วางแผนงานการเลือกตั้ง และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา แล้วแต่กรณี ต้องควบคุมและกำกับดูแลมิให้สมาชิกพรรคหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคกระทำการในลักษณะที่อาจทำให้การเลือกตั้งหรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดซึ่งสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
(๕) ออกระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่าง ๆ ตามที่กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับพรรคกำหนด
(๖) ออกกฎระเบียบและจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ เพื่อปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายพรรค และข้อบังคับพรรค
(๗) แต่งตั้งคณะกรรมการด้านต่าง ๆ หรือบุคคลให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
(๘) บริหารองค์กรภายในของพรรค และพัฒนาพรรคให้ก้าวหน้าและมั่นคง เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน
(๙) สนับสนุนส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ให้ความเห็นชอบการจัดทำแผนและโครงการ การให้ความรู้แก่สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด
(๑๐) บริหารการเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรค และสาขาพรรค รวมทั้งการทำบัญชีตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด
(๑๑) กำหนดให้มีการประชุมใหญ่พรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และรายงานกิจการด้านต่างๆ ต่อที่ประชุมใหญ่พรรค
(๑๒) แต่งตั้งและถอดถอนผู้ปฏิบัติงานของพรรคในกิจการต่างๆ ของพรรคและคณะทำงานเฉพาะกิจทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
(๑๓) กระทำกิจการอื่นทั้งปวงของพรรคตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง และในข้อบังคับพรรค

    ข้อ ๒๒ หัวหน้าพรรคมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย อุดมการณ์พรรค นโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค และมติที่ประชุมใหญ่ของพรรค รวมทั้งระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๒) เป็นประธานของคณะกรรมการบริหารพรรคและเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ตลอดจนดำเนินการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค
(๓) เป็นผู้เรียกประชุมใหญ่ของพรรคตามความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นประธานของที่ประชุมใหญ่พรรคตลอดจนดำเนินการประชุมใหญ่พรรค
(๔) เป็นผู้เรียกประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค และเป็นประธานของที่ประชุมตลอดจนเป็นผู้ดำเนินการประชุมดังกล่าว
(๕) เป็นผู้ลงนามประกาศ กฎระเบียบ มติของพรรคและคำสั่งพรรค
(๖) ในกรณีที่มีความจำเป็นในการดำเนินการทางการเมืองให้มีอำนาจปฏิบัติการในนามของพรรคได้โดยความเห็นชอบของกรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นและให้ถือว่าการดำเนินการนั้นเป็นมติพรรค
(๗) เป็นผู้แทนของพรรคในการดำเนินกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
(๘) แต่งตั้งสมาชิกพรรคคนเดียวหรือหลายคนให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพรรค ที่ปรึกษาสาขาพรรค โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค
(๙) แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ในสาขาวิชาการต่าง ๆ คนเดียวหรือหลายคนให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค แล้วแจ้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคทราบ
ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคที่มิใช่สมาชิกพรรคจะกระทำการใดอันเป็นการควบคุมหรือชี้นำกิจกรรมของพรรค ในลักษณะที่ทำให้พรรคหรือสมาชิกพรรคขาดความเป็นอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม มิได้
(๑๐) พิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค รองผู้อำนวยการพรรค โฆษกพรรค รองโฆษกพรรค และตำแหน่งอื่น ๆ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค
(๑๑) แต่งตั้งคณะกรรมการด้านต่าง ๆ หรือบุคคลให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค
(๑๒) มอบอำนาจในการอนุมัติหรืออนุญาตให้กรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่งทำการแทนหัวหน้าพรรค
(๑๓) อำนาจอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับพรรค
ให้รองหัวหน้าพรรคมีอำนาจหน้าที่ตามที่หัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่แทนในกรณีที่หัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้

    ข้อ ๒๓ เลขาธิการพรรคมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้ตรวจสอบและกำกับดูแลกิจการทั้งปวงของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายและให้รับผิดชอบโดยตรงจากหัวหน้าพรรคหรือรองหัวหน้าพรรค ในกิจการที่หัวหน้าพรรคมอบหมายให้ปฏิบัติ
(๒) เป็นผู้เสนอรายงานต่อคณะกรรมการบริหารพรรคที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคและต่อที่ประชุมใหญ่พรรค
(๓) เป็นเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค และที่ประชุมใหญ่พรรค
(๔) กำกับดูแล และควบคุมการบริหารงานของสำนักงานใหญ่พรรค
ให้รองเลขาธิการพรรคมีอำนาจหน้าที่ตามที่เลขาธิการพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย

    ข้อ ๒๔ เหรัญญิกพรรคมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารการเงิน บัญชี ทรัพย์สิน หนี้สิน และงบการเงินของพรรค รวมทั้งรับผิดชอบในการจัดทำบัญชีของพรรคและสาขาพรรค
ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของพรรค อาจแต่งตั้งผู้ช่วยเหรัญญิกพรรคก็ได้ ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค

    ข้อ ๒๕ นายทะเบียนสมาชิกพรรคมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค และจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคให้ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งสมาชิกพรรคสามารถตรวจดูได้โดยสะดวก ณ สำนักงานใหญ่ของพรรค รวมทั้งประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปด้วย เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความถูกต้อง

    ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของพรรค อาจแต่งตั้งผู้ช่วยนายทะเบียนสมาชิกพรรคก็ได้ ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค

    ข้อ ๒๖ กรรมการบริหารอื่นของพรรคมีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย

 

ส่วนที่ ๓
คณะกรรมการดำเนินงานของพรรค

    ข้อ ๒๗ ให้มีคณะกรรมการดำเนินงานของพรรคดังต่อไปนี้

(๑) คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค
(๒) คณะกรรมการกฎหมายและการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร
(๓) คณะกรรมการดำเนินกิจกรรมของพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
(๔) คณะกรรมการประชาสัมพันธ์และเทคโนโลยีสารสนเทศของพรรค
(๕) คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด
หากมีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค

 

ส่วนที่ ๔
สาขาพรรค และคณะกรรมการสาขาพรรค

    ข้อ ๒๘ การจัดตั้งสาขาพรรค เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งสาขาพรรคแล้ว และในเขตเลือกตั้งหรือเขตจังหวัดที่คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบมีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งหรือเขตจังหวัดนั้นตั้งแต่ห้าร้อยคนขึ้นไป สมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนอาจจัดประชุมเพื่อดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค กำหนดสถานที่ตั้งสาขาพรรค และเมื่อหัวหน้าพรรคให้ความเห็นชอบให้จัดตั้งสาขาพรรค ให้หัวหน้าพรรคแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่หัวหน้าพรรคให้ความเห็นชอบให้จัดตั้งสาขาพรรค
    พรรคต้องดำเนินการให้มีสาขาพรรคในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด อย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    ข้อ ๒๙ ให้มีคณะกรรมการสาขาพรรค จำนวนไม่เกินสิบห้าคน ประกอบด้วย

(๑) หัวหน้าสาขาพรรค
(๒) รองหัวหน้าสาขาพรรคไม่เกินสามคน
(๓) เลขานุการสาขาพรรค
(๔) รองเลขานุการสาขาพรรคไม่เกินสามคน
(๕) เหรัญญิกสาขาพรรค
(๖) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค
(๗) กรรมการอื่นของสาขาพรรคอีกไม่เกินห้าคน

    ข้อ ๓๐ กรรมการสาขาพรรคต้องเป็นสมาชิกพรรค มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี   มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีนับแต่วันที่เลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค และอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกได้

    ข้อ ๓๑ การเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคให้ดำเนินการในที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรคหรือที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค แล้วแต่กรณี ดังนี้

(๑) ให้ที่ประชุมกำหนดจำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคตามข้อ ๒๙
(๒) เลือกหัวหน้าสาขาพรรคเป็นลำดับแรกแล้วเลือกตำแหน่งอื่นๆ จนครบตาม (๑)
(๓) การเสนอชื่อบุคคลที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการสาขาพรรคจะต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าห้าคน ผู้รับรองและผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องอยู่ในที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรคหรือที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค แล้วแต่กรณี

    ข้อ ๓๒ คณะกรรมการสาขาพรรคมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญ่พรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๒) ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย
(๓) ร่วมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างมีเหตุผลโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน
(๔) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการดำเนินงานขององค์กรอิสระอย่างมีเหตุผล
(๕) ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมือง โดยสุจริตที่แตกต่าง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน
(๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

    ข้อ ๓๓ กรรมการสาขาพรรคแต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) หัวหน้าสาขาพรรค

(๑.๑) จัดให้มีบัญชีรับและจ่ายเงินของสาขาพรรค
(๑.๒) จัดทำบัญชีรายชื่อพร้อมที่อยู่ของสมาชิกพรรคที่มีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาพรรค
(๑.๓) เป็นผู้แทนของสาขาพรรคและเป็นผู้รับผิดชอบในกิจกรรมทั้งปวงของสาขาพรรค
(๑.๔) เป็นประธานของคณะกรรมการสาขาพรรค เรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและเป็นประธานการประชุม
(๑.๕) เรียกประชุมใหญ่สาขาพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสาขาพรรค และเป็นประธานของที่ประชุม ตลอดจนดำเนินการประชุม
(๑.๖) มีสิทธิยับยั้งมติคณะกรรมการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการอื่นๆ ที่คณะกรรมการสาขาพรรคจัดตั้งขึ้นเพื่อขอให้มีการทบทวนมติในกรณีที่มีความจำเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามวัน ซึ่งหากพ้นกำหนด ดังกล่าวให้ถือว่ามติของที่ประชุมนั้นมีผลใช้บังคับ
(๑.๗) ในกรณีที่มีความจำเป็นในการดำเนินการทางการเมือง ให้มีอำนาจปฏิบัติการในนามของสาขาพรรคได้ โดยความเห็นชอบของกรรมการสาขาพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นและให้ถือว่าการดำเนินการนั้นเป็นมติของสาขาพรรค
(๑.๘) อำนาจอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด
รองหัวหน้าสาขาพรรคมีอำนาจหน้าที่ตามที่หัวหน้าสาขาพรรคมอบหมาย

(๒) เลขานุการสาขาพรรคมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๒.๑) ตรวจสอบและกำกับดูแลกิจการทั้งปวงของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรค มอบหมาย และให้รับผิดชอบโดยตรงจากหัวหน้าสาขาพรรคในกิจการที่หัวหน้าสาขาพรรคมอบหมายให้ปฏิบัติ
(๒.๒) เสนอรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค
(๒.๓) เป็นเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค
(๒.๔) กำกับดูแลการบริหารงานของสำนักงานสาขาพรรค
รองเลขานุการสาขาพรรคมีอำนาจหน้าที่ตามที่เลขานุการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย

(๓) เหรัญญิกสาขาพรรคมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุม รายรับ - รายจ่าย บัญชีทรัพย์สินหนี้สินและงบการเงินของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคกำหนด
(๔) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรคมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค
(๕) กรรมการอื่นของสาขาพรรคมีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย

    ข้อ ๓๔ กรณีคณะกรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่งตามวาระให้ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการสาขาพรรคชุดเดิมครบวาระ แต่ให้กรรมการสาขาพรรคชุดเดิมอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่

    นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว ให้นำข้อ ๑๗ ๑๘ และ ๑๙ มาบังคับโดยอนุโลมกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการสาขาพรรค
    หัวหน้าสาขาพรรคและกรรมการสาขาพรรคอาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ในกรณีที่สมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกพรรคทั้งหมดที่มีอยู่ในสาขานั้น เข้าชื่อร้องขอให้มีการถอดถอน สำหรับวิธีการและขั้นตอนในการถอดถอนให้ดำเนินการตามข้อ ๒๐ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วนที่ ๕
ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

    ข้อ ๓๕ เขตเลือกตั้งในจังหวัดใดที่มิได้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรคหรือสาขาพรรค ถ้ามีสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นเกินหนึ่งร้อยคน พรรคต้องแต่งตั้งสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นซึ่งมาจากการเลือกของสมาชิกพรรค เป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัดเพื่อดำเนินกิจกรรมของพรรคในเขตเลือกตั้งนั้น
    การแต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เมื่อเขตเลือกตั้งในเขตจังหวัดใดที่มีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งเกินหนึ่งร้อยคน ให้สมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าห้าสิบคน จัดประชุมเพื่อดำเนินการเลือกตัวแทนพรรคประจำจังหวัด โดยในการลงคะแนนให้สมาชิกพรรคมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน และเมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแล้วให้นับคะแนนและประกาศผลการนับคะแนน แล้วรายงานชื่อสมาชิกพรรคซึ่งได้รับคะแนนลำดับสูงสุดสามลำดับแรกให้หัวหน้าพรรคโดยเร็ว และให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งสมาชิกพรรคที่ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ในกรณีที่คะแนนเท่ากันให้เป็นอำนาจของหัวหน้าพรรคในการพิจารณาแต่งตั้ง และให้หัวหน้าพรรคแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่แต่งตั้งตัวแทนสาขาพรรคประจำจังหวัด
    ในกรณีที่ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดลำดับแรกไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดที่ได้รับเลือกในลำดับถัดไปเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

    ข้อ ๓๖ ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต้องเป็นสมาชิกพรรค มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกได้

    ข้อ ๓๗ ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญ่พรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๒) ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย
(๓) ร่วมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในสังคมอย่างมีเหตุผลโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน
(๔) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการดำเนินงานขององค์กรอิสระอย่างมีเหตุผล
(๕) ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่าง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน
(๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

    ข้อ ๓๘ ความเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัดสิ้นสุดลง เมื่อ

(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ
(๔) หัวหน้าพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคสั่งให้ออกจากการเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

 

ส่วนที่ ๖
ศูนย์ประสานงาน หรือกลุ่มอื่น ๆ

    ข้อ ๓๙ หากมีเหตุผลและความจำเป็น อาจมีการตั้งศูนย์ประสานงาน หรือตั้งกลุ่มอื่น ๆ ได้ ทั้งนี้ ให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจออกคำสั่งแต่งตั้ง โดยให้มีผลทันที และให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรคในการประชุมครั้งต่อไป หากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบไม่ให้มีผลกับการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานหรือกลุ่มอื่น ๆ ที่ได้มีไว้ก่อนแล้ว

 

หมวด ๕

การบริหารจัดการสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

    ข้อ ๔๐ การบริหารจัดการสาขาพรรค

(๑) ให้มีการรับสมัครสมาชิกพรรค
(๒) ให้มีการจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคในพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขาพรรค
(๓) ประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

    ข้อ ๔๑ การบริหารจัดการตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

(๑) ให้มีการรับสมัครสมาชิกพรรค
(๒) ให้มีการจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคในพื้นที่ที่รับผิดชอบของตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
(๓) ประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป


หมวด ๖

การประชุม


ส่วนที่ ๑
การประชุมใหญ่พรรค

    ข้อ ๔๒ ให้มีการประชุมใหญ่พรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

    ข้อ ๔๓ การดำเนินกิจการดังต่อไปนี้ ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรค

(๑) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคหรือนโยบายของพรรค
(๒) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค
(๓) การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค และกรรมการบริหารอื่นของพรรค
(๔) การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหา
(๕) ให้ความเห็นชอบรายงานการเงิน และการดำเนินกิจการของพรรค ที่ได้ดำเนินการไปในรอบปีที่ผ่านมา
(๖) กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารพรรคหรือหัวหน้าสาขาพรรค
(๗) กิจการอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง หรือข้อบังคับ

    ข้อ ๔๔ องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่พรรค ต้องประกอบด้วย

(๑) กรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด
(๒) ผู้แทนสาขาพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสาขาพรรค โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยผู้แทนของสาขาพรรคไม่น้อยกว่าสองสาขาซึ่งมาจากภาคต่างกันตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
(๓) ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของตัวแทนพรรคประจำจังหวัดทั้งหมด
(๔) สมาชิกพรรค

    ทั้งนี้ ต้องมีจำนวนรวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่าสองร้อยห้าสิบคน
    กรณีถ้าไม่ครบองค์ประชุม ให้ดำเนินการนัดประชุมใหญ่ครั้งใหม่ภายในหกสิบวัน

    ข้อ ๔๕ การลงมติในที่ประชุมใหญ่ให้กระทำโดยเปิดเผย เว้นแต่การลงมติเพื่อเลือกบุคคลตามข้อ ๔๓ (๓) และ (๔) ให้ลงคะแนนลับ หรือในกรณีที่คณะกรรมการบริหารพรรคหรือสมาชิกพรรคผู้ที่เข้าประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนร้องขอให้ลงคะแนนลับก็ให้ลงคะแนนลับ

    ข้อ ๔๖ ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานในที่ประชุม  เว้นแต่การประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะตามข้อ ๑๓ ให้เชิญสมาชิกพรรคผู้มีอายุสูงสุดที่เข้าประชุมคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุมเป็นการชั่วคราว และเป็นผู้เลือกสมาชิกพรรคซึ่งเข้าร่วมประชุมทำหน้าที่เลขานุการในที่ประชุมใหญ่ เฉพาะการประชุมนั้น
    ถ้าหัวหน้าพรรคไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประธานได้  ให้รองหัวหน้าพรรคคนหนึ่งคนใดเป็นประธาน ถ้าหัวหน้าพรรคและรองหัวหน้าพรรคไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้สมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคที่มาประชุมเลือกสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งแล้วแต่กรณี ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม
    ให้เลขาธิการพรรคเป็นเลขานุการในที่ประชุมใหญ่  และจัดเจ้าหน้าที่ดำเนินการประชุมให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้องตามระเบียบการประชุม
    ถ้าเลขาธิการพรรคไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองเลขาธิการพรรคคนหนึ่งคนใดเป็นเลขานุการที่ประชุมแทน

    ข้อ ๔๗ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนดระเบียบวาระการประชุมใหญ่ แต่ในระหว่างที่คณะกรรมการบริหารพรรคยังไม่ได้กำหนดระเบียบวาระไว้ ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลม

    ข้อ ๔๘ การประชุมใหญ่วิสามัญอาจมีได้ ในกรณีที่มีการเข้าชื่อกันตามข้อหนึ่งข้อใด ดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกพรรคซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกพรรคซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(๒) กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด  
(๓) สมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกพรรคทั้งหมดที่มีอยู่

    ในกรณีการประชุมใหญ่วิสามัญมีสมาชิกพรรคไม่ครบองค์ประชุม จะนัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญได้อีกครั้งหนึ่ง

 

ส่วนที่ ๒
การประชุมใหญ่สาขาพรรค

    ข้อ ๔๙ ให้มีการประชุมใหญ่สาขาพรรคปีละหนึ่งครั้ง
    องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคประกอบด้วย กรรมการสาขาพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งและสมาชิกสาขาพรรค ซึ่งมีจำนวนรวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน

    การลงมติในที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคให้ดำเนินการโดยเปิดเผย  เว้นแต่คณะกรรมการสาขาพรรคหรือสมาชิกสาขาพรรคไม่น้อยกว่าห้าสิบคนร้องขอให้ลงคะแนนลับก็ให้ลงคะแนนลับ

 

ส่วนที่ ๓
การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการสาขาพรรค

    ข้อ ๕๐ ให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคอย่างน้อยปีละสามครั้ง

    ข้อ ๕๑ การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ต้องมีกรรมการบริหารพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม และเมื่อพ้นเวลาสามสิบนาทีนับแต่เวลานัดประชุม ถ้ายังไม่ครบองค์ประชุมให้เลื่อนและนัดประชุมใหม่

    ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธาน  และเลขาธิการพรรคเป็นเลขานุการในที่ประชุม โดยให้นำข้อ ๔๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    หัวหน้าพรรค และ/หรือ รองหัวหน้าพรรคไม่มาประชุม หรือไม่อาจมาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  และหัวหน้าพรรคมิได้มอบหมายให้กรรมการบริหารพรรคคนใดทำหน้าที่แทน ให้เลือกกรรมการบริหารพรรคที่มาประชุมขึ้นทำหน้าที่ประธานเฉพาะสำหรับการประชุมครั้งนั้น

    มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคให้ถือเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้เข้าประชุม

    หากมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ให้คณะกรรมการมีอำนาจประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยกรรมการบริหารพรรคแต่ละคนอาจอยู่ ณ สถานที่แตกต่างกันได้ และให้เลขาธิการพรรคบันทึกเสียงและภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๕๒ ให้หัวหน้าสาขาพรรคเรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค เพื่อปรึกษากิจการของสาขาพรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และให้นำข้อ ๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วนที่ ๔
การประชุมคณะกรรมการดำเนินงานขอพรรค

    ข้อ ๕๓ การประชุมกรรมการดำเนินงานของพรรคแต่ละคณะ  ให้ดำเนินการตามความจำเป็นและเหมาะสม หรือตามที่ประธานคณะกรรมการคณะนั้น ๆ เห็นสมควร

    ข้อ ๕๔ การประชุมกรรมการดำเนินงานของพรรคแต่ละคณะ จะต้องมีกรรมการในคณะนั้น ๆ มาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการดำเนินงานทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

 

ส่วนที่ ๕
การประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค

    ข้อ ๕๕ การประชุมคณะกรรมการสรรหา ต้องมีกรรมการสรรหามาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

    ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาครั้งแรก ให้กรรมการที่เข้าร่วมประชุมทำการเลือกกรรมการหนึ่งคนเป็นประธาน และเลือกกรรมการอีกหนึ่งคนทำหน้าที่เลขานุการ

    กรณีที่ประธานคณะกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจเข้าร่วมประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เลือกกรรมการที่มาประชุมขึ้นทำหน้าที่ประธานเฉพาะสำหรับการประชุมครั้งนั้น

 

ส่วนที่ ๖
การประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค

    ข้อ ๕๖ ให้มีการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคตามความจำเป็นและความเหมาะสม

    การประชุมร่วมตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผู้มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมทั้งหมด

 

ส่วนที่ ๗
การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค

    ข้อ ๕๗ ให้มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรือตามมติของที่ประชุมเป็นคราว ๆ ไป และให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานที่ประชุม ถ้าหัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองหัวหน้าพรรคคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ถ้าหัวหน้าพรรคและรองหัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุม

    ให้เลขาธิการพรรคเป็นเลขานุการที่ประชุม ถ้าเลขาธิการพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองเลขาธิการทำหน้าที่เป็นเลขานุการที่ประชุม

    ข้อ ๕๘ การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่จึงจะเป็นองค์ประชุม

 

ส่วนที่ ๘
การลงมติในที่ประชุม

    ข้อ ๕๙ การลงมติในที่ประชุมในส่วนที่ ๑ ถึงส่วนที่ ๗ ผู้มีสิทธิเข้าประชุมคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน  และในการออกเสียงลงคะแนนให้ถือเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ที่เข้าประชุม จึงจะถือว่าเห็นชอบในเรื่องที่ลงคะแนนนั้น

    วิธีการลงคะแนนเปิดเผย ให้ใช้วิธียกมือขึ้นเหนือศีรษะ เว้นแต่ประธานจะเลือกวิธีการลงคะแนนเป็นอย่างอื่น  และที่ประชุมเห็นชอบด้วยโดยไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย

    สำหรับการลงคะแนนลับ ให้ใช้วิธีเขียนเครื่องหมายกากบาท หรือเครื่องหมายอื่นในช่องว่าง หรือช่องหมายเลข หรือช่องชื่อบุคคลที่ประสงค์จะเลือก ในกระดาษที่เจ้าหน้าที่พรรคจัดทำให้เท่านั้น

    ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

หมวด  ๗

สมาชิกพรรค

    ข้อ ๖๐ สมาชิกพรรคต้องเป็นบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ  ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด หรือเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ และได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๒) มีอายุไม่ต่ำว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ ในวันที่ยื่นสมัครเป็นสมาชิกพรรค

    ข้อ ๖๑ สมาชิกพรรคต้องเป็นบุคคลซึ่งไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) ติดยาเสพติดให้โทษ   
(๒) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(๔) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช เว้นแต่เป็นการบวชตามประเพณีนิยม แต่ในระหว่างมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจะใช้สิทธิในฐานะสมาชิกพรรคมิได้
(๕) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
(๖) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
(๗) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
(๘) อยู่ในระหว่างถูกสั่งห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง
(๙) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง  
(๑๐) ต้องคําพิพากษาให้จําคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
(๑๑) เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ  
(๑๒) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
(๑๓) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๑๔) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน   
(๑๕) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี   
(๑๖) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ  
(๑๗) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย  
(๑๘) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติหรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
(๑๙) ไม่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นหรือผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นหรือผู้แจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง  

    ข้อ ๖๒ การสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ให้ยื่นใบสมัครตามแบบพิมพ์ของพรรค พร้อมด้วยรูปถ่ายขนาดหนึ่งนิ้วซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกิน ๖ เดือน จำนวน ๑ รูป สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และคำรับรองว่าตนเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรค หรือหัวหน้าสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หรือสมาชิกพรรคที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย

    เมื่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ให้เสนอคณะกรรมการบริหารพรรค หรือหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารคนหนึ่งคนใดที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย พิจารณาเพื่ออนุมัติให้เป็นสมาชิกพรรคต่อไป

    การสมัครสมาชิกพรรคผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ให้สามารถทำได้ตามที่กำหนดในกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

    ข้อ ๖๓ สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคสิ้นสุดลง เมื่อ

(๑) ตาย
(๒) ลาออก โดยให้มีผลสมบูรณ์เมื่อได้ยื่นใบลาออก ต่อนายทะเบียนพรรคหรือนายทะเบียนพรรคการเมือง
(๓) ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๖๐ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๖๑ หรือขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด
(๔) ไม่ชำระค่าบำรุงพรรคเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน
(๕) คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติโดยการลงคะแนนลับให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่สำหรับสมาชิกพรรค
(๖) คณะกรรมการบริหารพรรคประชุมร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค มีมติโดยการลงคะแนนลับให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่สำหรับสมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    ข้อ ๖๔ สมาชิกพรรคมีสิทธิ ดังต่อไปนี้

(๑) เสนอข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมือง
(๒) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค
(๓) ได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงาน คณะทำงานหรือคณะกรรมการสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรืออนุกรรมการในคณะต่างๆ หรือกรรมการบริหารพรรค ตลอดจนที่ปรึกษาพรรคการเมือง
(๔) อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคจะพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป

    ข้อ ๖๕ สมาชิกพรรคมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อพรรค ดังต่อไปนี้

(๑) ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ  วินัย  นโยบาย  มติ คำสั่ง และข้อบังคับพรรค
(๒) รักษาชื่อเสียงของพรรค
(๓) รักษาความสามัคคีปรองดองของมวลสมาชิกพรรค
(๔) สนับสนุน ส่งเสริม และเผยแพร่อุดมการณ์และแนวนโยบายของพรรค ตลอดจนกิจกรรมของพรรค
(๕) สนับสนุนผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งของพรรค
(๖) ต้องช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในกิจกรรมของพรรค
(๗) แจ้งที่อยู่และสถานะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้พรรคทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

    ข้อ ๖๖ พรรคมีความรับผิดชอบต่อสมาชิกพรรค ดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินการทางการเมืองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้พรรคได้ก้าวไปสู่การมีบทบาททางการเมืองและเข้าสู่การบริหารประเทศตามนโยบายของพรรคเพื่อบรรลุเป้าหมายตามอุดมการณ์
(๒) ส่งเสริมสถานภาพของสมาชิก ให้มีสมรรถภาพต่อการดำรงชีวิตของตนเอง และครอบครัวและจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อสมานสามัคคีระหว่างมวลสมาชิกทั่วประเทศ
(๓) ให้สวัสดิการคุ้มครองจากอิทธิพล อำนาจมืด และส่งเสริมอาชีพให้กับมวลสมาชิก
(๔) ให้ความสำคัญแก่มวลสมาชิกพรรคทุกท่านอย่างเต็มรูปแบบ โดยให้ถือว่าสมาชิกพรรคเป็นบุคคลสำคัญและเป็นองค์กรหลักของพรรค


หมวด  ๘

มาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค

 

ส่วนที่ ๑
มาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกพรรค

    ข้อ ๖๗ ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    ข้อ ๖๘ ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

    ข้อ ๖๙ ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน

    ข้อ ๗๐ ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค แนวนโยบายของพรรคและต้องปฏิบัติตามข้อบังคับพรรค และรวมทั้งมติของคณะกรรมการบริหารพรรค

    ข้อ ๗๑ การกระทำใด ๆ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ประชาชน นโยบายและชื่อเสียงของพรรคเป็นสำคัญ

    ข้อ ๗๒ ต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดการแตกแยก หรือแตกความสามัคคีในพรรค

    ข้อ ๗๓ ต้องไม่กระทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น

    ข้อ ๗๔ ใช้ถ้อยคำสุภาพ ไม่ก้าวร้าว เสียดสี และใส่ร้ายป้ายสี หรือเอาเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาพูดในที่ประชุมโดยไม่จำเป็น

    ข้อ ๗๕ ประพฤติตัวและวางตนให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชน และต้องไม่ปฏิบัติตนให้เป็นที่เสียหายแก่พรรค

    ข้อ ๗๖ เป็นผู้ตรงต่อเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีการประชุม

    ข้อ ๗๗ แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย

    ข้อ ๗๘ เคารพและปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ชอบด้วยข้อบังคับพรรค   

    ข้อ ๗๙ ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคด้วยความอุตสาหะและขยันหมั่นเพียร

 

ส่วนที่ ๒
มาตรฐานทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรค
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรค

    ข้อ ๘๐ นอกเหนือไปจากการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับ ตามหมวด ๘ ส่วนที่ ๑ แล้ว ให้กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคต้องปฏิบัติตามข้อ ๘๑ ถึงข้อ ๘๖ ด้วย

    ข้อ ๘๑ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

    ข้อ ๘๒ ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

    ข้อ ๘๓ ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

    ข้อ ๘๔ ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

    ข้อ ๘๕ ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ

    ข้อ ๘๖ ในการดำเนินงานในรัฐสภา จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ มติ และระเบียบที่ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดไว้ และห้ามดำเนินการอื่นใดอันอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่พรรค

 

ส่วนที่ ๓
การประกาศเกียรติคุณ

    ข้อ ๘๗ การประกาศเกียรติคุณ ยกย่อง สรรเสริญ ให้รางวัล ให้ประกาศนียบัตร หรือมอบโล่เกียรติยศหรือกระทำการอื่น ๆ ให้แก่สมาชิกพรรคผู้ซึ่งกระทำความดี  ให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรคโดยความเห็นชอบของหัวหน้าพรรค

    ข้อ ๘๘ การประกาศเกียรติคุณ อาจกระทำได้ตามลำดับ ดังต่อไปนี้

(๑) ประกาศชมเชย ณ สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาพรรค
(๒) มอบประกาศเกียรติคุณ มอบโล่เกียรติยศ และจารึกชื่อไว้บนแผ่นป้าย ณ สำนักงานใหญ่
(๓) มอบประกาศเกียรติคุณหรือให้รางวัลในที่ประชุมใหญ่
(๔) มอบประกาศเกียรติคุณและโล่เกียรติยศในที่ประชุมใหญ่
(๕) กระทำการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด

 

ส่วนที่ ๔
การลงโทษ

    ข้อ ๘๙ การกล่าวหาสมาชิกพรรคคนใดคนหนึ่งว่าได้กระทำ หรือละเว้นการกระทำที่ผิดข้อบังคับพรรคหรือมติคณะกรรมการบริหารพรรค หรือกระทำการอันควรแก่การลงโทษ ให้สมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าสิบคนลงลายมือชื่อทำเป็นหนังสือถึงคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค

    ข้อ ๙๐ เมื่อได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาว่าสมาชิกพรรคกระทำผิดตามข้อ ๘๙ แล้ว ให้คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรคแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่าสามคนขึ้นดำเนินการสอบสวน โดยต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

    ข้อ ๙๑ คณะกรรมการสอบสวนต้องเสนอรายงานการสอบสวน  พร้อมแนบพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่สอบสวนเสร็จสิ้น เมื่อคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรคพิจารณาแล้ว ให้เสนอเรื่องดังกล่าวไปยังหัวหน้าพรรค และให้หัวหน้าพรรคมีคำสั่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับผลการสอบสวน ทั้งนี้คำสั่งของหัวหน้าพรรค ให้ถือเป็นที่สุด

    ข้อ ๙๒ เมื่อการพิจารณาสิ้นสุดลง หัวหน้าพรรคมีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑) มีคำสั่งตั้งกรรมการเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม
(๒) ยกข้อกล่าวหา
(๓) ตำหนิสมาชิกพรรคผู้ถูกกล่าวหา
(๔) ภาคทัณฑ์สมาชิกพรรคผู้ถูกกล่าวหา
(๕) กระทำการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๙๓ การลงโทษสมาชิกพรรคผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นจากสมาชิกภาพจะกระทำได้ต่อเมื่อปรากฏว่าสมาชิกพรรคผู้นั้นกระทำการให้พรรคเสียหายอย่างร้ายแรง ทำให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีภายในพรรค หรือผู้ถูกกล่าวหาได้ฝ่าฝืนข้อบังคับพรรค หรือมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค มติหรือคำสั่งของคณะกรรมการบริหารพรรคในสาระสำคัญ

    กรณีที่สมาชิกพรรคผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้ดำเนินการตามข้อบังคับพรรคข้อ ๙๐ แล้วเห็นว่ามีความผิดจริงสมควรลงโทษให้พ้นจากสมาชิกภาพ ก็ให้ดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองต่อไป


หมวด ๙

หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรคเพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้ง
เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ
และการคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคเห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี


ส่วนที่ ๑
คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค

    ข้อ ๙๔ ให้มีกรรมการคณะหนึ่งเป็นคณะกรรมการสรรหามีจำนวนสิบเอ็ดคน ประกอบด้วย

(๑) กรรมการบริหารพรรคจำนวนสี่คน
(๒) หัวหน้าสาขาพรรคซึ่งมาจากภาคละหนึ่งสาขา
(๓) ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดจำนวนสามคน

    ข้อ ๙๕ การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหา ให้สมาชิกพรรคเป็นผู้เสนอชื่อและมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน
    มติที่ประชุมให้ลงคะแนนลับ
    สมาชิกพรรคในที่ประชุมใหญ่ของพรรคคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงเท่ากันในการลงคะแนน ในกรณีที่มีผลรวมคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเพื่อชี้ขาด

    ข้อ ๙๖ คณะกรรมการสรรหามีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับการเลือกตั้ง และอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกได้
กรณีคณะกรรมการสรรหาพ้นจากตำแหน่งตามวาระให้ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ครบวาระ แต่ให้กรรมการชุดเดิมอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่
ความเป็นกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ให้นำความในข้อ ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วนที่ ๒
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรค
เพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

    ข้อ ๙๗ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการสรรหากำหนด ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    ข้อ ๙๘ ในการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการดังนี้

(๑) ให้คณะกรรมการสรรหากำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการรับสมัครเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและประกาศให้สมาชิกพรรคทราบเป็นการทั่วไป
(๒) เมื่อพ้นกำหนดเวลารับสมัครตาม (๑) ให้คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้ง แล้วส่งรายชื่อผู้สมัครให้สาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดที่มีพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้น
(๓) เมื่อสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดได้รับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว ให้หัวหน้าสาขาหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดจัดการประชุมสมาชิกพรรคเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาส่งมา
(๔) การประชุมสาขาพรรคต้องมีสมาชิกพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน หรือการประชุมตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต้องมีสมาชิกพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน โดยในการลงคะแนนให้สมาชิกพรรคมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน และเมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแล้ว ให้นับคะแนนและประกาศผลการนับคะแนนในเขตเลือกตั้งนั้น แล้วรายงานรายชื่อผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนลำดับสูงสุดสองลำดับแรกให้คณะกรรมการสรรหาโดยเร็ว ในกรณีที่มีผู้มีคะแนนเท่ากันมากกว่าจำนวนดังกล่าว ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการจัดเรียงลำดับ
(๕) ให้คณะกรรมการสรรหาส่งรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งซึ่งได้รับคะแนนของแต่ละเขตเลือกตั้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยพิจารณาจากผู้มีคะแนนสูงสุดของแต่ละเขตเลือกตั้ง หากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบ ให้แสดงเหตุผลและให้พิจารณาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งซึ่งได้คะแนนในลำดับถัดไปเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบกับรายชื่อที่สาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดส่งมาทั้งหมดให้คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการสรรหาประชุมร่วมกัน หากที่ประชุมร่วมกันมีมติเห็นชอบกับรายชื่อผู้สมัครผู้ใด ให้เสนอรายชื่อผู้นั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ถ้าที่ประชุมร่วมกันมีมติไม่เห็นชอบกับรายชื่อผู้สมัครที่สาขาพรรคเมืองหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดส่งมาทั้งหมด ให้คณะกรรมการสรรหาแจ้งเหตุผลให้หัวหน้าสาขาหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในเขตเลือกตั้งนั้นทราบ และให้ดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จนกว่าจะได้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น

    ข้อ ๙๙ การเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งแทนการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ หรือการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดได้รับเลือกตั้ง หรือกรณีผู้สมัครตายก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการบริหารพรรค

 

ส่วนที่ ๓ 
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรค
เพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

    ข้อ ๑๐๐ การเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการสรรหา กำหนดเป็นระเบียบของพรรคตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

    ข้อ ๑๐๑ ในการเลือกตั้งทั่วไป การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ดำเนินการตามวิธีการ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้คณะกรรมการสรรหากำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการเสนอรายชื่อบุคคลเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และมีหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขา ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และประกาศให้สมาชิกพรรคทราบเป็นการทั่วไป
(๒) เมื่อพ้นกำหนดเวลาเสนอรายชื่อจากกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขา และตัวแทนพรรคประจำจังหวัดตาม (๑) ให้คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติและจัดทำบัญชีรายชื่อไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบรายชื่อ โดยคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง แล้วส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวไปยังสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
(๓) ให้หัวหน้าสาขาหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด จัดการประชุมเพื่อให้สมาชิกพรรคลงคะแนนเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อตาม (๒) โดยให้สมาชิกพรรคลงคะแนนเลือกได้คนละไม่เกินสิบห้ารายชื่อ โดยการประชุมสาขาพรรคต้องมีสมาชิกพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน หรือการประชุมตัวแทนพรรคประจำจังหวัดต้องมีสมาชิกพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน เมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแล้ว ให้หัวหน้าสาขาหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดประกาศผลการนับคะแนน แล้วรายงานไปยังคณะกรรมการสรรหาโดยเร็ว
(๔) ให้คณะกรรมการสรรหาจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเรียงลำดับตามผลรวมของคะแนนที่ได้รับจากสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดตาม (๓) ในกรณีที่หัวหน้าพรรคประสงค์จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้หัวหน้าพรรคอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งลำดับที่หนึ่ง และให้เรียงลำดับรายชื่อตามผลคะแนนดังกล่าวในลำดับถัดไปจนครบจำนวน ในกรณีที่คะแนนของบุคคลตามบัญชีรายชื่อเท่ากันให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการจัดเรียงลำดับ
(๕) ให้คณะกรรมการสรรหาส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตาม (๔) ให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบ หากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบให้ดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จนกว่าจะได้บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง

    เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค ในกรณีที่สมาชิกพรรคผู้ใดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ยังมิได้มีการจัดตั้งสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ให้ถือว่าสมาชิกพรรคผู้นั้นเป็นสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งของสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้งใกล้เคียง

    ข้อ ๑๐๒ เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคว่างลง นอกจากคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้พรรคเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อประกาศให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

ส่วนที่ ๔
การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบอื่น ๆ

    ข้อ ๑๐๓ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ และแบบอื่น ๆ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค

 

ส่วนที่ ๕
การคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคเห็นสมควรจะเสนอ
ให้ได้รับพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

    ข้อ ๑๐๔ กรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคประกาศให้สมาชิกทราบเป็นการทั่วไปเพื่อเชิญชวนให้กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสมาชิกพรรค เสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการบริหารพรรคภายในระยะเวลาที่กำหนด และให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรม จากรายชื่อบุคคลที่กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หรือสมาชิกพรรค เสนอมา

    เพื่อเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อ และแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พรรคจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคเห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

    ข้อ ๑๐๕ การเสนอชื่อบุคคลตามข้อ ๑๐๔ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
(๒) ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และไม่เคยทำหนังสือยินยอมตาม (๑) ให้พรรคอื่นในการเลือกตั้งคราวนั้น
การเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น


หมวด ๑๐

หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง


    ข้อ ๑๐๖ กรณีที่จะมีการแต่งตั้งบุคคลเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้พรรคประกาศให้สมาชิกทราบเป็นการทั่วไป เพื่อเชิญชวนให้กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสมาชิกพรรค เสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อคณะกรรมการบริหารพรรคภายในระยะเวลาที่กำหนด และให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรม จากรายชื่อบุคคลที่กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หรือสมาชิกพรรค เสนอมา เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

หมวด ๑๑

การบริหารการเงินและทรัพย์สิน และการจัดทำบัญชีของพรรค
สาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด


    ข้อ ๑๐๗ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีหน้าที่บริหารการเงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดของพรรคและสาขาพรรค ตลอดจนจัดให้มีการทำบัญชีให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

    ให้หัวหน้าสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัด จัดให้มีบัญชีรับและจ่ายเงินของสาขาพรรคหรือที่ตัวแทนพรรคประจำจังหวัดได้รับหรือจ่าย โดยบันทึกบัญชีให้แล้วเสร็จ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รายการนั้นเกิดขึ้น และสรุปรายงานให้พรรคทราบเป็นประจำทุกสิ้นเดือน และปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานสาขาพรรคหรือที่ทำการตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

    ให้หัวหน้าสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัด จัดให้มีการทำบัญชีรายชื่อ พร้อมที่อยู่ของสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัด ซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาพรรคหรือในเขตจังหวัดที่ตนเป็นตัวแทน และปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานสาขาพรรคหรือที่ทำการตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

    ข้อ ๑๐๘ การลงรายการบัญชีของพรรคต้องมีเอกสารประกอบการลงบัญชีที่ถูกต้องครบถ้วน โดยต้องจัดทำภายในระยะเวลา ดังนี้

(๑) การลงบัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับและแสดงค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย และบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค ต้องลงรายการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่รายการนั้นเกิดขึ้น
(๒) บัญชีแยกประเภทและบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต้องลงรายการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่รายการนั้นเกิดขึ้น

 

หมวด ๑๒

รายได้ของพรรค และอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรค

    ข้อ ๑๐๙ พรรคอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้

(๑) เงินทุนประเดิมของพรรค
(๒) เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรค
(๓) เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรค
(๔) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค
(๕) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค
(๖) เงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
(๗) ดอกผลของเงินและรายได้จากทรัพย์สินของพรรค

 

ส่วนที่ ๑
การหารายได้จากการจำหน่ายสินค้า

    ข้อ ๑๑๐ การจำหน่ายสินค้าหรือบริการต้องไม่มุ่งแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกันในทางธุรกิจโดยราคาหรือค่าตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการจะต้องคำนึงถึงราคาตามปกติในท้องที่นั้น

    ข้อ ๑๑๑ สถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ ได้แก่ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรค ที่ตั้งสำนักงานสาขาพรรค บริเวณสถานที่จัดกิจกรรมระดมทุน บริเวณสถานที่จัดประชุมใหญ่ประจำปีของพรรค สาขาพรรค หรือสถานที่ทำการตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

    ข้อ ๑๑๒ เมื่อพรรคดำเนินการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ให้หัวหน้าพรรคจัดทำทะเบียนสินค้าหรือบริการ ซึ่งประกอบด้วย รายการ จำนวนเงิน หรือมูลค่าของสินค้าหรืออัตราค่าบริการแต่ละประเภทให้ครบถ้วนและถูกต้อง

    ข้อ ๑๑๓ การจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ให้บันทึกบัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับ และให้แสดงในงบการเงินประจำปีของพรรคให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

    ข้อ ๑๑๔ การจำหน่ายสินค้าหรือบริการต้องไม่กระทำในช่วงเก้าสิบวันก่อนวันครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร และต้องไม่กระทำในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเหตุอื่น นอกจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

 

ส่วนที่ ๒
การจัดกิจกรรมระดมทุน

    ข้อ ๑๑๕ การจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคต้องกระทำโดยเปิดเผยและแสดงวัตถุประสงค์ว่าเป็นการระดมทุนของพรรคอย่างชัดเจน

    ข้อ ๑๑๖ สถานที่จัดกิจกรรมระดมทุน ได้แก่ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรค ที่ตั้งสำนักงานสาขาพรรค บริเวณสถานที่จัดประชุมใหญ่ประจำปีของพรรค สาขาพรรค สถานที่ทำการ ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หรือสถานที่ที่พรรคเห็นสมควร

    ข้อ ๑๑๗ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่จัดกิจกรรมระดมทุนสิ้นสุดลง ให้หัวหน้าพรรคจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมระดมทุน และจำนวนเงินที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมระดมทุนและให้หัวหน้าพรรคประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป พร้อมทั้งแจ้งให้นายทะเบียนทราบด้วย

    ข้อ ๑๑๘ การจัดกิจกรรมระดมทุนให้บันทึกบัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับและนำไปแสดง ในงบการเงินประจำปีของพรรคให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

    ข้อ ๑๑๙ การจัดกิจกรรมระดมทุนต้องไม่กระทำในช่วงเก้าสิบวันก่อนวันครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรและต้องไม่กระทำในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเหตุอื่นนอกจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

 

ส่วนที่ ๓
การรับบริจาคของพรรค

    ข้อ ๑๒๐ ให้หัวหน้าพรรคและเหรัญญิกพรรคเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์โดยระบุชื่อเจ้าของบัญชีในนามของพรรค และให้หัวหน้าพรรคแจ้งหมายเลขบัญชีของบัญชีเงินฝากและจำนวนเงินที่เปิดบัญชีของทุกบัญชีให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่เปิดบัญชีดังกล่าว

    ข้อ ๑๒๑ กรณีรับบริจาคเป็นเงินสดให้หัวหน้าพรรคและเหรัญญิกพรรคนำเงินฝากไว้ในบัญชีธนาคารพาณิชย์ตามข้อ ๑๒๐ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับบริจาค หากการรับบริจาคเป็นตั๋วแลกเงิน หรือเช็คจะต้องไม่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงถือได้ว่าเป็นการบริจาคแก่พรรค

    ข้อ ๑๒๒ เมื่อมีการบริจาคให้ผู้รับบริจาคจัดทำบันทึกการรับบริจาคให้แล้วเสร็จภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับบริจาคและให้จัดส่งบันทึกการรับบริจาคพร้อมเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรค ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับบริจาค
ถ้าหากทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดมิอาจนำส่งแก่พรรคได้ ให้ผู้รับบริจาคแจ้งรายละเอียด เกี่ยวกับการรับบริจาคนั้นให้พรรคทราบ

    ข้อ ๑๒๓ เมื่อพรรคได้รับหลักฐานตามข้อ ๑๒๒ ให้ออกใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการรับบริจาคทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดภายในวันที่ที่ได้รับบริจาคแล้วจัดส่งใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับบริจาคให้แก่ผู้บริจาคภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ออกหลักฐานนั้น

    ข้อ ๑๒๔ ให้พรรคบันทึกการรับบริจาคไว้ในบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคของพรรคให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เกิดรายการ โดยอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังนี้

(๑) ชื่อ ที่อยู่ของพรรค
(๒) ชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้บริจาค
(๓) ชื่อตัว ชื่อสกุล และตำแหน่งผู้รับบริจาค
(๔) วัน เดือน ปีที่รับบริจาค
(๕) รายละเอียดการรับบริจาค
(๖) จำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
(๗) เอกสารอ้างอิง
(๘) ลายมือชื่อหัวหน้าพรรคและเหรัญญิกพรรค

    ข้อ ๑๒๕ ให้หัวหน้าพรรคประกาศบัญชีรายชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน รายการทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับบริจาคที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่าห้าพันบาท พร้อมทั้งวัตถุประสงค์ของการบริจาคเพื่อให้ประชาชนทราบเป็นประจำทุกสิ้นเดือนแล้วแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประกาศ

    การตีราคาทรัพย์สิน หรือการประเมินมูลค่าประโยชน์อื่นใดที่ได้รับบริจาคให้คำนวณราคาทรัพย์สิน อัตราค่าเช่า ค่าตอบแทนหรือค่าของสิทธิที่รับตามปกติทางการค้าในท้องที่นั้น

    ข้อ ๑๒๖ บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคมีมูลค่าเกินสิบล้านบาทต่อต่อปีมิได้ และในกรณีที่บุคคลนั้นเป็นนิติบุคคล การบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคเกินปีละห้าล้านบาทต้องแจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นทราบ ในการประชุมใหญ่คราวต่อไปหลังจากบริจาคแล้ว

    พรรคจะรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกินวรรคหนึ่งมิได้

 

ส่วนที่ ๔
อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรค

    ข้อ ๑๒๗ สมาชิกพรรคต้องชำระค่าบำรุงพรรค ในอัตราหนึ่งร้อยบาทต่อปี หรืออาจชำระค่าบำรุงพรรคในอัตราสองพันบาทแบบตลอดชีพก็ได้ หรือตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

    วิธีการชำระค่าบำรุงพรรค การออกใบเสร็จรับเงิน และการออกบัตรสมาชิกพรรค ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    เพื่อประโยชน์ในการนับรอบระยะเวลาการชำระค่าบำรุงพรรคประจำปีของสมาชิกพรรค ให้ถือว่ารอบระยะเวลาการชำระค่าบำรุงพรรคประจำปีของปีที่สมาชิกได้ชำระค่าบำรุงพรรคเป็นครั้งแรกสิ้นสุดลงในวันสิ้นปีปฏิทินของปีเดียวกันนั้น และให้เริ่มต้นนับรอบระยะเวลาการชำระค่าบำรุงพรรคประจำปีของปีถัดไปใหม่ โดยให้เริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมและสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปีเดียวกัน ทั้งนี้ สมาชิกอาจชำระค่าบำรุงพรรคประจำปีของปีถัดไปในกรอบระยะเวลาดังกล่าวเมื่อใดก็ได้

 

หมวด ๑๓
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคหรือนโยบายของพรรค


    ข้อ ๑๒๘ ให้คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคอาจเสนอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคหรือนโยบายของพรรคต่อหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคได้

    ข้อ ๑๒๙ กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง  อาจเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคหรือนโยบายของพรรคได้โดยทำเป็นหนังสือพร้อมกับคำชี้แจงข้อดีข้อเสียในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นยื่นต่อหัวหน้าพรรค

    เมื่อหัวหน้าพรรคได้รับคำร้องขอตามวรรคหนึ่ง  ให้นำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการบริหารพรรคแล้วเสนอที่ประชุมใหญ่

    ข้อ ๑๓๐ การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคหรือนโยบายของพรรค  ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกพรรคเข้าประชุม

 

หมวด ๑๕
เบ็ดเตล็ด และอื่น ๆ


    ข้อ ๑๓๔ หากมีปัญหาเกี่ยวกับการตีความ หรืองดเว้นการใช้ข้อบังคับพรรคข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคลงมติโดยคะแนนเสียงสามในสี่ของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด

    ให้ที่ประชุมใหญ่สามารถงดเว้นการใช้ข้อบังคับพรรคในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุมใหญ่ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกพรรคที่เข้าประชุม

 

บทเฉพาะกาล

    ข้อ ๑๓๕ บรรดา ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือกิจการใด ๆ ที่ได้กระทำไปแล้วก่อนข้อบังคับพรรคนี้ประกาศใช้ ให้ใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับพรรคนี้

    ข้อ ๑๓๖ การเก็บค่าบำรุงพรรคภายในสามปีนับแต่วันที่กฎหมายพรรคการเมืองใช้บังคับ ให้สามารถเก็บได้ในอัตราห้าสิบบาท

    ข้อ ๑๓๗ ในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกที่มีขึ้นภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการสรรหาตามข้อ ๙๔ ประกอบด้วย กรรมการบริหารพรรคจำนวนสี่คน และตัวแทนสมาชิกที่พรรคเลือกจำนวนเจ็ดคน

    ข้อ ๑๓๘ ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกที่มีขึ้นภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ใช้บังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกสมาชิกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด