นิทัศน์ เจริญธรรมรักษา พ่อค้าคนกลางผู้สำนึกในบุญคุณของเมล็ดข้าวและชาวนา

 

เรื่อง : ชลลดา เตียวสุวรรณ
ภาพ : ลลิตา รอดคะเชนทร์

 

    บทสัมภาษณ์ล้วงลึกถึงปมคาใจ นิทัศน์ เจริญธรรมรักษา ลูก ‘เจ๊กขายข้าว’ ที่เคยคิดว่าชีวิตนี้ ‘ไม่มีอะไรดีสักอย่าง’ ผ่านร้อนหนาว และความล้มเหลว จนตั้งหลักได้ด้วยการก้าวข้ามกำแพงในใจ สร้างธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์ข้าวปีละกว่า 30,000 ตัน และใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 กอบกู้กิจการที่เคยซวนเซเพราะ ‘โลภ’ จน ‘รอด’

 

แรกเห็น ‘นาเฮียใช้’ จากภาพถ่ายของนักท่องเที่ยว ก็เข้าใจว่าคงเป็นสถานที่ ‘เช็คอิน’ เก๋ๆเพื่อการถ่ายรูปแห่งใหม่ใน จังหวัดสุพรรณบุรี ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโลเกชั่นสวยๆให้นักท่องเที่ยวเดินเล่น ถ่ายรูป ช็อป แชะ ชิม…เท่านั้น

 

 

ต่อเมื่อได้มาเดินชมแต่ละมุมในนาเฮียใช้ที่ประกาศตัวว่าเป็น ‘ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญานชาวนาไทย’ อย่างละเอียด ได้อ่านป้ายนิทรรศการที่แสดงไว้ทั่วบริเวณ ที่สำคัญ…ได้ฟังแนวคิดและความในใจของ คุณ นิทัศน์ เจริญธรรมรักษา…ผู้ริเริ่มไอเดียในการก่อร่างสร้างศูนย์ฯแห่งนี้ขึ้นมาแล้ว ต้องยอมรับว่า ที่นี่เขา ‘เอาจริง’ แม้จะมีมุมขึ้นกล้องไว้รองรับนักท่องเที่ยวอยู่เต็มไปหมด จึงน่าเสียดาย…หากเราจะเพียงแต่แวะมานาเฮียใช้แบบเล่นๆ

“มันเกิดขึ้นมาจากความเก็บกดของผมเอง ผมเกิดและโตมาด้วยความไม่ภูมิใจในตัวเอง ดูถูกตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่มีอะไรดีสักอย่าง ผมเรียนไม่เก่ง เป็นลูกพ่อค้ารับซื้อข้าวเปลือกที่เรียกว่า ‘พ่อค้าคนกลาง’ เพื่อนเรียกผมว่า ไอ้เจ๊กหน้าเลือด” คุณนิทัศน์จั่วหัวแรงเมื่อถูกถามถึงที่มาที่ไปกว่าจะมาเป็น ‘นาเฮียใช้’ ซึ่งตั้งชื่อตามคุณพ่อของเขาคือคุณ พิชัย เจริญธรรมรักษา หรือ ที่เรียกขานกันว่า เฮียใช้

 

 

“แต่ผมรู้ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กว่า เตี่ยเราไม่ได้เป็นคนเอาเปรียบใคร เขาเป็นคนซื่อสัตย์และขยันมาก ผมเจ็บช้ำมากกับคำพูดที่คนอื่นกล่าวหาเตี่ย ผมจบ ม.6 ก็มาช่วยเตี่ยทำงานรับซื้อข้าวเปลือก ขณะที่พี่น้องคนอื่นจบแพทย์ จบปริญญาทุกคน แต่ผมขยัน ไม่ดื้อ เตี่ยใช้อะไรผมทำหมด และชอบจัดสวน ปลูกต้นไม้ เคยฝันว่าอยากเป็นนักจัดสวนมือหนึ่งของประเทศไทย” ประกายตาของคุณนิทัศน์ยืนยันความใฝ่ฝันนั้นได้ชัดเจนอย่างยิ่ง

“ตอนผมอายุ 22 เตี่ยล้มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบเพราะสูบบุหรี่เยอะ ร่างกายแถบซ้ายใช้งานไม่ได้ ผมต้องทำงานแทนเต็มตัว ทีนี้พอไม่มีบารมีพ่อคุ้มหัว คู่ค้าอื่นๆเห็นเราเป็นเด็ก จากที่เคยเรียก ไอ้หนูๆตอนเราอยู่กับพ่อ ก็ไม่เกรงใจแล้ว โดนกดราคาบ้างอะไรบ้าง ทั้งจากฝั่งชาวนาและฝั่งโรงสี ตอนนั้นผมกดดันมาก เตี่ยก็เครียดเพราะกลัวผมทำเจ๊ง คนก็คิดว่าบ้านเราคงล้มละลายแล้ว

“ผมจำได้…คืนนึงเรานอนห้องเดียวกัน เตี่ย แม่ ผม ผมนอนเอาผ้าห่มคลุมหัวแบบทุกข์ใจมาก เตี่ยเห็นแล้วก็บอกว่า ต่อไปจะไม่ว่าไม่ด่าผมอีกแล้ว แล้วก็เอามือข้างขวาที่ยังใช้การได้ทุบๆๆ หัวตัวเอง เหมือนลงโทษตัวเอง อึดอัดที่เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม ผมร้องไห้โฮเลย วิ่งออกมานั่งข้างโอ่งน้ำที่โกดังเก่า ชกๆๆหน้าตัวเองว่า ทำไมวะ ทำไมชีวิตเราเป็นแบบนี้..

“แต่แม่มาปลอบ แม่ผมนี่สุดยอด เป็นคนเดียวที่ไม่เคยตำหนิผมว่าไม่เก่ง แม่บอก… ‘เวลามีปัญหาอย่าไปท้อ อย่าหนี กลับมาคิดให้ดีๆแล้วกลับไปแก้มัน ถ้ายังแก้ไม่ได้ ก็กลับมาคิดใหม่ สุดท้ายแล้วมันก็ต้องได้ แม่มั่นใจในตัวทัศน์ ทัศน์ทำได้ คิดให้ดีแล้วทำไปเลย’

 

คุณนิทัศน์ได้รับกำลังใจสำคัญจากแม่ให้เริ่มคิดใหม่ทำใหม่ เขาเริ่มเรียนรู้วิธีพูดคุยติดต่อโรงสี กล้าเจรจากับชาวนา แสดงความจริงใจ รักษาสัญญา จนค่อยๆเห็นความสำเร็จชัดเจนขึ้น เมื่อธุรกิจรับซื้อข้าวเปลือกที่รับช่วงต่อมาเริ่มดำเนินไปได้ด้วยดี

“สองปีผ่านไป ผมทำได้มากกว่าที่เตี่ยผมทำมาอีก แล้วถ้าคนอย่างผมทำได้นะ ทุกคนในโลกนี้ทำได้หมดแหละ เพียงแต่เราต้องก้าวข้ามกำแพงในใจเราให้ได้ ข้างนอกมันไม่มีหรอกกำแพง มันอยู่ข้างในของแต่ละคนนี่ ผมคิดว่าผมเข้าใจเด็กที่ไม่มีความกล้าและคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ถ้าเจอ ผมจะให้กำลังใจตลอด

แม้ภารกิจพิสูจน์ตัวเองของเขาได้จบลงอย่างสวยงามแล้ว แต่กลับยังมีบางสิ่งค้างคาใจ

“คือ ผมยังหนีคำว่า ‘พ่อค้าคนกลาง’ ‘ไอ้เจ๊กซื้อข้าว’ ไม่พ้น ตอนเช้าผมปลูกต้นไม้ มีความสุขอยู่ดีๆ แต่พอรู้ว่าเย็นนี้ต้องไปทวงหนี้คน โอ้โห…ใจที่บานๆอยู่ มันเหี่ยวลงไปเลย มันเป็นอะไรที่…” คุณนิทัศน์จบประโยคด้วยสีหน้าเหยเกแทนคำพูด

“ผมอยากทำอาชีพที่ทำแล้วมีความสุข เมื่อก่อนยังไม่มีใครทำเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกขาย เพราะชาวนาจะเก็บข้าวสำหรับปลูกไว้เอง ผมไปได้ไอเดียจากพี่เขยซึ่งทำโรงสีเล็กๆ เขารับซื้อข้าวสวยๆมากองไว้ ชาวนาเขาก็มาขอซื้อโกยๆใส่กระสอบไป วันนึงพี่เขยคนนี้มากินข้าวกับเตี่ยที่บ้าน ผมนั่งอยู่ด้วย แกบอกว่ากู้เงินมาทำโรงสีนี่ดอกเบี้ยเยอะมาก ถ้าไม่ใช่เพราะขายเมล็ดข้าวสำหรับปลูกได้ก็แย่เลย แสดงว่า…ขายข้าวปลูกดีกว่าทำโรงสีน่ะสิ”

 

 

“ปี 2540 ผมจึงเริ่มทำข้าวปลูกอย่างจริงจัง ลงทุน 300,000 บาท ทำเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ ตอนนั้นไม่มีใครเห็นด้วยเลย เขาบอกใครจะมาซื้อข้าวปลูก ชาวนาเขาเก็บข้าวปลูกเองกันทั้งนั้น แต่ผมมั่นใจ ว่าถ้าผมคัดเมล็ดพันธุ์ดีๆ ขายไม่แพง เอาไปใช้สะดวก น่าจะขายได้ ผมก็ลงมือเองเลย บรรจุเมล็ดพันธุ์ใส่ถุงพลาสติก เอาเทียนลนปิดปากถุง ตัดสติ๊กเกอร์แปะรถ เขียนป้ายโฆษณาเล็กๆ ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวเฮียใช้ ผ่านเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์อย่างดี ไม่งอกยินดีคืนเงิน เบอร์โทร…..’ แล้วก็วิ่งกับลูกน้องเอาป้ายไปติด ไปขอสหกรณ์วางข้าว 3 ถุง อะไรแบบนี้

“ผ่านไป 4 เดือน เมล็ดพันธุ์ที่ซื้อผมไปหว่านเริ่มงอก ชาวนาเห็นแล้วว่ามันดี สวย ไม่มีพันธุ์อื่นปน ไม่มีหญ้า เขาก็บอกต่อๆกัน ทีนี้ละ ไม่รู้แห่มาจากไหน ภายใน 6 เดือน ชีวิตผมเปลี่ยนเลย ผมเริ่มขยายแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ หาเครือข่ายชาวนาปลูกให้เรา แล้วให้ราคาค่าปลูกสูงๆ ปีแรกผมขายเมล็ดพันธุ์ได้ 1,000 ตัน แล้วขึ้นมาเป็น 2,000-4,000 ตัน จนถึง 30,000 ตันต่อปี”

แต่แล้วกิจการที่ดูเหมือนเฟื่องฟูจนหยุดไม่อยู่ กลับปัดเป๋เซซวนด้วยอาการสะดุดขาตัวเองเสียอย่างนั้น…

“ตอนที่ขายเมล็ดพันธุ์ได้ 30,000 ตันต่อปีนี่แหละ เป็นช่วงที่มีปัญหาใหญ่และเกิดจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เพราะเราเห็นแก่ได้ โลภมาก คิดถึงแต่กำไร แล้วขยายมากเกินไป จนคุณภาพเมล็ดพันธุ์เราไม่เต็มร้อย คนซื้อไปปลูกแล้วได้ผลไม่ดีเหมือนเคย พอคุณภาพลดก็เริ่มขายไม่ได้ ผมจึงหันมาศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 พบว่าเรากำลังทำอะไรเกินตัว คำว่า ‘พอเหมาะพอดีแก่ตัวเอง’ นี่มันโดนใจมากเลยนะ เลยมานั่งคิดใหม่ ผมลดพื้นที่ปลูกลงเลยครึ่งหนึ่ง เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ ตากข้าวให้ได้ความชื้นระดับที่ดีที่สุด ปรับปรุงคุณภาพจนกระทั่งธุรกิจฟื้นคืนกลับมาดีเหมือนเดิมและอยู่ในระดับที่พอเหมาะพอดี”

ตอนนี้เองที่โครงการ ‘นาเฮียใช้’ ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง

“พ่อผมสอนเรื่องความกตัญญูมาตั้งแต่เด็กๆ ใครที่มีบุญคุณ ต้องตอบแทนเขาในชาตินี้ ซึ่งผมคิดเสมอว่า ชาวนานี่แหละที่เป็นผู้มีพระคุณของผม ทีนี้จะตอบแทนเขายังไง จากประสบการณ์สิบกว่าปีที่ทำเมล็ดพันธุ์ ผมเห็นปัญหาของชาวนาอย่างนึงว่าเขาขาดความรู้เรื่องพันธุ์ข้าว ไม่รู้จักเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ แต่มักจะเฮโลปลูกตามๆกัน อย่างพันธุ์ กข 29 หรือ ปทุมธานี 1 ปลูกตอนกันยา-ตุลา พอเจอหนาวนี่เจ๊งทุกปี หรือถ้าปลูกพันธุ์สุพรรณบุรี 1 หรือ กข 31 ตอนพฤษภา-มิถุนา พอ เจอฝน ก็ล้มแช่น้ำตลอด

 

 

“เปรียบชาวนาเป็นจอมยุทธ แต่ผมมีคัมภีร์ ผมเลยคิดสร้างแปลงนาสาธิตให้ชาวนามาศึกษาว่าข้าวแต่ละพันธุ์เป็นยังไง ผมจะสรุปความรู้เหล่านี้ไว้ให้สั้นๆง่ายๆ แสดงจุดเด่น-จุดด้อยของแต่ละพันธุ์ แค่เขารู้เกี่ยวกับ 12 พันธุ์ที่ใช้ทำนาปรังนะ โอ้โห…ผมเชื่อว่าจะทำให้เขาลดความเสี่ยงได้มากเลย เพียงแค่คุณเลือกใช้พันธุ์นี้ ไม่เลือกใช้พันธุ์นี้ อาจหมายถึงความสำเร็จหรือหายนะ อยู่ที่รู้หรือไม่รู้เท่านั้น โดยที่ไม่ต้องใช้เงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว ”

นาเฮียใช้…ไม่ได้มีแต่แปลงข้าว แต่เรือนไทยหลายหลังสวยงามใหญ่โต รวมถึงร้านโชว์ห่วยจำลองที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ย้อนยุคที่ชวนสะกิดความทรงจำไว้มากมาย จนเราเข้าใจว่าคุณนิทัศน์คงเป็นนักเก็บสะสมของเก่าตัวยง

“เดิมผมชอบดูเฉยๆ ไม่ได้เก็บสะสมอะไรไว้หรอก ไปบ้านชาวนาก็ชอบไปดูของใช้เก่าๆเขา ไม่ได้คิดครอบครองอะไร แต่วันนึงมีนักสะสมชวนผมไปดูของเก่าที่ร้าน ผมเหลือบไปเห็นกระดานชนวนแผ่นนึง จำได้ว่าเตี่ยเคยเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆเคยใช้ ผมก็เลยซื้อมา อยากเอามาอวดเตี่ย”

“พอเอามาให้เตี่ยดู คำถามแรกที่เตี่ยถามคือ ‘แล้วซื้อดินสอหินมาด้วยรึเปล่า?’ ผมไม่รู้ไงว่ามันต้องใช้ดินสอหินเขียน เตี่ยก็เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนตอนเรียนนะ ต้องเขียนให้เต็มทั้งสองด้าน พอจะลบเขียนใหม่ ก็ต้องจำไอ้ที่เขียนไปให้ได้ก่อน เด็กๆก็ป้ายน้ำลายนี่แหละเช็ดเลย โอ้โฮ..แววตาของเตี่ยตอนเล่า มันมีความสุขมาก ผมฟังแล้วผมก็มีความสุขด้วย

 

 

“ผมเลยตัดสินใจว่าต้องมีพิพิธภัณฑ์ของเก่าแสดงไว้ที่นาเฮียใช้ เพื่อว่าพ่อแม่จะได้เล่าความทรงจำเกี่ยวกับของที่เคยใช้ให้ลูกที่มาเที่ยวด้วยกันฟัง แล้วคิดว่าเขาคงมีความสุขแบบผมกับเตี่ย”

อีกสิ่งสำคัญที่มองเห็นได้จากทุกมุมของนาเฮียใช้ก็คือพระบรมฉายาลักษณ์ พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงเรือนไทยหลังงามที่ปักป้ายด้านหน้าว่าเป็น ‘เรือนศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ’

 

 

“ตอนอยู่ ม.3 ผมถามคุณครูวิชาสังคมที่โรงเรียนว่า ทำไมรัชกาลที่ 9 ถึงได้เป็น ‘มหาราช’ เพราะผมเห็นมหาราชองค์อื่นเก่งๆทั้งนั้นเลย ทั้งประดิษฐ์ตัวอักษร ตั้งราชธานี กู้เอกราช…แล้วในหลวงเราเก่งยังไง ครูก็อธิบาย แต่ด้วยความเป็นเด็กตอนนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งเราโตขึ้น เจอปัญหา เจออุปสรรคต่างๆนานาในหน้าที่การงาน รู้จักชีวิตเข้าใจโลกนี้มากขึ้นนั่นแหละ ผมถึงได้คิดว่าการงานแต่ละอย่างนี่มันไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆนะ ผมเองแค่ทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว ทำแค่ความมั่นคงของครอบครัว ยังจะเอาตัวไม่รอด แล้วพระองค์ท่านต้องแก้ไขความยากจนทั้งประเทศ ภาคเหนือก็รูปแบบนึง ภาคใต้ก็อีกรูปแบบนึง ดินเปรี้ยวก็แบบนึง พื้นที่น้ำท่วมก็อีกแบบ พื้นที่ภัยแล้งก็อีกแบบ การจะแก้ปัญหาทั้งประเทศมันต้องเหนื่อยหนักมากๆ

 

 

“ยิ่งมาได้ศึกษาเกษตรทฤษฎีใหม่ แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แล้วนำมาใช้จนเห็นผลกับตัวเองแล้วนี่ โอ้โห…ผมว่า พระองค์ท่านนี่แหละ เทวดาที่แท้จริง หลักการทรงงานอย่าง ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ นี่ตอนเด็กๆ ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านต้องเสด็จไปทั่วประเทศ แผนที่ของพระองค์ท่านเนี่ยกางออกมาแล้วเท่ากับห้องๆนึงเลย ใครก็พับกลับไม่ได้ ก็เพื่อเข้าถึงพื้นที่ เข้าถึงราษฎร เพราะถ้าเข้าไม่ถึง ก็ไม่เข้าใจ แล้วก็ต้องหาข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อจะเอาข้อมูลนั้นกลับมาพัฒนา

“นี่ขนาดผมเกิดในรัชกาลที่ 9 โตจน ม.3 แล้ว ผมยังไม่รู้เลย แสดงว่าเด็กสมัยนี้ก็ไม่รู้หรอก ผมจึงรวบรวมหนังสือ พระราชกรณียกิจ โครงการต่างๆแสดงไว้ให้เด็กๆได้มาเรียนรู้ อยากให้เขารู้ว่า ที่เราภูมิใจว่าเราเจริญกว่าเพื่อนบ้านรอบๆเนี่ย ไม่ใช่เพราะว่าเราเก่งกว่าเขา แต่เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่เก่งและทุ่มเทให้กับชาวไทย ถ้าเด็กๆ รู้ว่าในหลวงเราสุดยอดยังไง เขาก็จะเกิดศรัทธา แล้วก็จะหันมาศึกษาแนวทางของพระองค์ท่าน แล้วจะได้นำไปปฏิบัติ ทั้งชีวิตนี้ เอาแค่เศรษฐกิจพอเพียงเรื่องเดียวก็พอ

“ความพอเพียงนี่ก็ไม่ใช่ว่า แค่นี้พอแล้ว ไม่ทำอะไรอีกแล้ว…ไม่ใช่ แต่หมายถึงเพียงพอกับตัวเอง มีพอกิน พอใช้ พออยู่ แต่…หรูหราก็ได้ ใช้ของแพงได้ ถ้าทำแล้วตัวเองไม่เดือดร้อน ถ้าคุณมีเงินกองอยู่แล้ว ก็ใช้ไปอย่างมีความสุข แต่ต้องไม่ไปผ่อนหรือไปกู้เงินใคร แนวทางนี้ขอแค่ไม่โลภ ไม่เบียดเบียน ไม่เอาเปรียบผู้อื่น สังคมก็อยู่ได้โดยไม่ต้องคอยหวาดระแวงกัน”

ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้…คือเหตุผลและความตั้งใจที่ นิทัศน์ เจริญธรรมรักษา ใช้สร้าง ‘นาเฮียใช้’ จนสำเร็จ

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/142