ผักปลอดสารฯ โรงพยาบาลปลูกเอง เมื่อหมอและพยาบาลรามาฯ วางเข็มฉีดยา แล้วลุกขึ้นมา ทำแปลงผักผลไม้อินทรีย์เป็นแหล่งอาหารดีๆให้กับคนไข้

 

เรื่อง: อณู
ภาพ : อรรถสิทธิ์ จันทรเวชชสมาน

 

เนื้อที่กว่า 30 ไร่แถบรังสิตคลอง 13 กลายเป็นแปลงปลูกผักผลไม้ปลอดสารพิษ ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ต้องการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไข้ตั้งแต่ต้นทาง เพราะถ้าไม่ป่วย ก็จะได้ไม่ต้องเสียค่ารักษาแพงๆ แถมยังส่งต่อคุณภาพชีวิตดีๆ ให้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเกษตรกรในละแวกใกล้เคียง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ไปด้วย

 

 

เมื่อ 4 ปีก่อน โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ริเริ่มโครงการ ‘ฟาร์มสร้างสุข’ ปลูกผักผลไม้ปลอดสารพิษให้ผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้รับประทาน ซึ่งทุกกระบวนการ ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงเก็บเกี่ยวนั้นปลอดสารเคมีและยาฆ่าแมลง

เป็นหมอ เป็นพยาบาล จับเข็มฉีดยารักษาคนไข้อยู่ดีๆ ทำไมถึงต้องมาขุดดิน ทำสวน ปลูกผักกันเอง ?

อาจารย์แพทย์หญิงรัศมี ตันศิริสิทธิกุล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสร้างเสริมสุขภาพ ผู้จัดการโครงการฟาร์มสร้างสุข คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าถึงที่มาของโครงการให้ฟัง

“เมื่อปี พ.ศ.2548 โรงพยาบาลได้รับบริจาคที่ดิน 30 ไร่บริเวณรังสิตคลอง 13 จากคุณสุมณี ราญรอนอริราช ซึ่งผู้บริหารในเวลานั้นมีแนวคิดว่าอาหารที่ปลอดภัยเป็นต้นทางของสุขภาพที่ดี ถ้าเรากินอาหารที่ปลอดยาฆ่าแมลงได้ ประชาชนก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ ”

ในบทบาทของการเป็นหมอเวชศาสตร์ชุมชน ทำให้คุณหมอมองเห็นต้นตอปัญหาสุขภาพของชาวบ้านมาโดยตลอด

“หลายปีมานี้ โรคที่เกิดจากการกินอาหารปนเปื้อนสารพิษมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เราพบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง และโรคผิดปกติทางต่อมไร้ท่อหรือฮอร์โมนมาก โดยเฉพาะเกษตรกรที่เพาะปลูกเองก็น่าเป็นห่วงเรื่องคุณภาพชีวิต”

แต่การไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงเลย ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เพราะนั่นทำให้ฟาร์มสร้างสุขกลายเป็นแดนสวรรค์ของแมลง หนู และเชื้อรานานาชนิดด้วยเหมือนกัน

 

 

…แล้วที่ฟาร์มใช้กลยุทธ์อะไรในการรับมือศัตรูพืชเหล่านี้ ?

“เราใช้ปูนขาว ขี้เถ้า ปุ๋ยหมักกับน้ำหมักสมุนไพรแทนการใช้สารเร่ง ศัตรูพืชมีหลายตัวก็ต้องใช้น้ำหมักจากผักผลไม้และสมุนไพรหลายชนิดฉีดพ่นสับเปลี่ยนกันไป ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ก็เป็นของฟรีที่ได้จากใบไม้ใบหญ้าในฟาร์ม กับเศษผักผลไม้จากครัวของโรงพยาบาล ซึ่งช่วยให้ลดขยะลงไปได้มาก

“เราเริ่มตั้งแต่การเลือกพันธุ์ เพาะปลูกแบบผสมผสาน ไม่ปลูกซ้ำ เพื่อลดปัญหาศัตรูพืช มีการเพาะต้นอ่อนบนแพลอยน้ำป้องกันหนู ใช้วิธีการปลูกสลับแปลงเพื่อแมลงจะได้ไม่กินหมด และยังปลูกพืชเป็นแนวกันลมป้องกันลมพัดยาฆ่าแมลงจากแปลงข้างเคียงเข้ามาด้วย”

แต่ถึงแม้จะใช้สารพัดวิธีตามที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ก็อาจจะปราบได้ไม่ราบคาบเหมือนใช้สารเคมี แต่ที่รับประกันคือ ผักผลไม้คุณภาพดี มีความปลอดภัยเต็มร้อย แถมหลายเสียงยืนยันถึงความอร่อย

“ฟาร์มเราเน้นปลูกผักผลไม้ประเภทที่มียาฆ่าแมลงตกค้างมาก เช่น คะน้า พริกแดง ถั่วผักยาว กะเพรา มะเขือเปราะ มะเขือเทศ มะละกอ ฯลฯ แต่ที่ฝ่ายโภชนาการต้องการมากที่สุดคือ กล้วย ข้าวโพด มะละกอ และมะเขือเทศ สำหรับทำอาหารปั่นให้ผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยางเป็นหลัก แล้วเรายังมีนาข้าวที่ปลูกหมุนเวียนกันไปตามฤดูกาลด้วย”

 

 

เมื่อถามถึงทีมทำงานว่ามีใคร ทำหน้าที่อะไรกันบ้าง? เพราะนึกภาพหมอกับพยาบาลวางเข็มฉีดยามาจับจอบเสียมไม่ออก

“เรามีเกษตรกรอาชีพ 4 คนทำหน้าที่เพาะปลูก เตรียมปุ๋ยอินทรีย์ ทำน้ำหมัก กำจัดศัตรูพืช ไปจนถึงเก็บเกี่ยว ส่วนหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคอยดูแลจัดการทุกด้านให้งานเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ตั้งแต่เดินเรื่องรังวัดที่ดิน ขอน้ำ ไฟ ติดต่อหาคนปรับที่ดิน คนสร้างอาคาร ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมในโรงพยาบาลและที่ฟาร์ม เช่น แนะนำวิธีปลูกผักปลอดสาร ทำปุ๋ยหมัก ทำสบู่จากผักผลไม้ในฟาร์ม แล้วยังมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้คนในชุมชนด้วย”

ซึ่งทั้งหมดนี้ ฟาร์มสร้างสุขก็ไม่ได้ดำเนินการด้วยตัวเองตามลำพัง หากมีเครือข่ายที่คอยให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็น สสส. เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ มีหัวเรี่ยวหัวแรงอย่างคุณหมอ อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร จากโรงพยาบาลอุบลรัตน์ พ่อคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้านบุรีรัมย์ถ่ายทอดความรู้และส่งทีมงานเกษตรกรมาช่วย สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ โรงพยาบาลกระสัง มูลนิธิลูกพระดาบสที่ให้เครื่องสีข้าว มีการเชิญประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ มาช่วยแบ่งปันและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เป็นระยะ

คุณหมอบอกถึงความฝันของทีมงานว่าอยากให้ฟาร์มสร้างสุขกลายเป็นฟาร์มต้นแบบ ที่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ไปสู่ ประชาชน เกษตรกร และองค์กรอื่นๆ ที่สนใจ

 

 

“เราไม่ได้ตั้งใจไว้แค่จะปลูกผักกินไปเงียบ ๆ ดังนั้น ถ้าใครอยากมาศึกษาดูงาน เราก็ยินดี เพราะถ้าเราทำสำเร็จ ก็อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นลุกขึ้นมาทำบ้าง ซึ่งทุกวันนี้ครอบครัวเกษตรกรในบริเวณใกล้เคียงก็เริ่มมีการแบ่งพื้นที่บางส่วนมาทำเกษตรอินทรีย์ ทาง อบต.หนองสามวัง ก็มีโครงการทำนาข้าวและผักปลอดสารพิษมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน”

ประมาณต้นปีหน้า ที่อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็เตรียมขยับขยายโครงการต่อไป กับสวนดาดฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งมีเนื้อที่ราว 1 ไร่กว่า สำหรับปลูกสมุนไพรและผักปลอดสารเป็นมุมพักผ่อนสำหรับผู้ป่วยด้วย

พอริเริ่มโครงการดี ๆ ซักหนึ่งก็แตกหน่อต่อยอดไปได้ไม่หยุดเสียแล้ว

 

สุขที่ได้จาก ‘ฟาร์มสร้างสุข’

อุษา ดิษราธร – เกษตรกรฟาร์มสร้างสุข

“ที่นี่เคยเป็นที่นาร้าง ดินแข็งแตกระแหง ฟันจอบลงไปจอบกระเด็น เราต้องสู้กับน้ำแล้งน้ำท่วม และศัตรูพืช แต่พอ 4 ปีผ่านไป จากดินที่ทั้งเค็มทั้งเปรี้ยวกลายมาเป็นดินอุดมสมบูรณ์ พืชผักหลายชนิดงอกงามเขียวขจี แล้วเรายังนำความรู้ที่ได้ เอาไปแนะนำคนอื่นต่อได้ด้วย”

พจนีย์ ฉิมยาม : เกษตรกรฟาร์มสร้างสุข “เราเคยรับจ้างทำสวนทั่วไป ทุกสวนฉีดยาหมด เขาฉีดนำหน้า เราเดินเก็บตาม ก็รับยาเต็ม ๆ เวลาสูดดมเข้าไปก็เวียนหัว ปวดหัวบ่อย พอเข้ามาทำตรงนี้ สุขภาพดีขึ้น แทบไม่ป่วยเลย แล้วยังมีความภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ทำสิ่งดี ๆ ให้ผู้ป่วยได้กินอาหารปลอดสารพิษ เหมือนกับเราได้ทำบุญทางอ้อม”

ธีราภรณ์ จิตวิริยธรรม : ฝ่ายวางแผนและดูแลผลผลิต “งานในหน้าที่ของเราส่วนหนึ่งคือการลงชุมชน เยี่ยมบ้านผู้ป่วย สำรวจผู้ป่วยโรคทางพฤติกรรมกับทางเวชศาสตร์ชุมชน เคยเจอผู้ป่วยนอนติดเตียงทำอะไรไม่ได้ ท้อแท้ เล่าเรื่องราวในฟาร์มให้ฟังแล้วชวนปลูกผักเพื่อผ่อนคลายจิตใจ ผู้ป่วยก็หยิบจับคล่องขึ้น มีแรงบันดาลใจในการเดินได้อีกครั้ง บางคนเพาะต้นกล้าบนเตียงให้ญาตินำไปปลูกและฝากเพื่อนบ้านด้วย คนทำงานก็ได้ความสุขทางใจ”

รัศมี แก้ววังอ้อ : นักวิชาการคอมพิวเตอร์ งานนโยบายและแผน “ตอนนี้กลุ่มไลน์ปลูกผักสร้างสุขมีสมาชิกประมาณ 150 คน มีอะไรก็แลกเปลี่ยนช่วยเหลือกัน อย่างเราชอบปลูกผักเองที่บ้าน ก็จะชักชวนแนะนำวิธีปลูกผักให้พนักงานในโรงพยาบาล หรืออย่างจะทำโรงเรือนก็ขอให้ทางฟาร์มสร้างสุขส่งไม้ไผ่มาให้เรา”

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/43