ชรพรรณ ปัญญาสุทธากุล จากพยาบาล สู่วิถีเกษตรกรอินทรีย์ หลีกหนีโรคภัย มาอยู่ใกล้ธรรมชาติ

 

เรื่อง: นริสษา บุญเสริม
ภาพ: ปราณีสา ธนทัตตานนท์

 

    ผู้หญิงวัยปลายสี่สิบคนนี้เดินตามเส้นทางฝันของพ่อแม่ที่อยากเห็นลูกสาวเติบโตเป็นนางพยาบาลมาเนิ่นนานหลายทศวรรษ แต่จากการทำงานหนัก และได้อยู่ใกล้ชิดโรคภัยไข้เจ็บมาตลอด ทำให้เธอตั้งคำถามกับตัวเอง จนค้นพบความหมายใหม่ในชีวิต คือการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ความฝันที่จะได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติแล้ว ยังสามารถแบ่งปันสุขภาพดีๆให้ผู้อื่นได้อีกด้วย

 

 

บนพื้นที่ 3 ไร่ ในบ้านสวนย่านตำบลหนองงูเหลือม จังหวัดนครปฐมวันนี้ สดชื่น ร่มรื่นไปด้วยสีเขียวของพืชผักจำนวนมากที่ ผู้หญิงร่างแบบบาง วัย 51 ได้ร่วมแรงร่วมใจแปลงพื้นที่ดั้งเดิมของเพื่อนสนิท ณารินทร์ ทองยี่สุ่น ซึ่งเคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ มีพืชผักกินได้มากกว่า 20 ชนิด อาทิ ผักสลัดน้ำ หรือวอเตอร์เครส กระชาย มะเขือ บวบ ฟักทอง ฟักข้าว เสาวรส ฝรั่ง มะนาว มะม่วงหาวมะนาวโห่ ชมพู่ เกาลัด ฯลฯ รวมถึงการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่มากกว่า 300 ตัว อีกทั้งยังมีเรือนทำน้ำหมักชีวภาพ ทำอาหารไก่ด้วยหยวกกล้วย กล้วยหมัก เปลือกหอย ปลาป่น ไว้ใช้เอง ชีวิตในสวนจึงมีเรื่องให้ทำมากมายไม่เว้นแต่ละวัน

หลังจากลงแรงมานานกว่าสามปี เธอก็ได้พบความสุขในวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ได้กินอาหารปลอดสารเคมี 100 % และยังแบ่งขายได้อีกด้วย

นับเป็นวิถีพึ่งตนเองแบบยั่งยืนที่เพิ่งค้นพบในวัยปลายเลขสี่..

 

 

หากย้อนไปก่อนหน้านี้ เธอคืออดีตเด็กสาว ลูกเจ้าของโรงสีในจังหวัดชัยนาท ที่มีน้องสาวเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก พ่อแม่จึงคาดหวังอยากเห็นเธอเป็นหมอหรือนางพยาบาล หลังเรียนจบมัธยมปลาย เธอก็ตัดสินใจเลือกเรียนพยาบาล และยึดอาชีพนี้มานานเกือบ 30 ปี

จนกระทั่งได้พบจุดเปลี่ยนในชีวิต เมื่อได้รู้จักกับณารินทร์ ญาติคนไข้ที่กลายมาเป็นกัลยาณมิตร และมีส่วนช่วยสร้างฝันให้เป็นจริง
“ดิฉันมีเพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานในห้องผ่าตัดด้วยกัน ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมาสิบกว่าปี จนลุกลาม กระจายไปที่ตับอ่อน ทั้งที่ดูแลตัวเองมาตลอด ระหว่างที่เขาป่วยหนัก รินทร์-ณารินทร์ซึ่งเป็นญาติห่างๆมาดูแลอย่างดี ไม่เคยทอดทิ้ง ดิฉันเห็นก็ประทับใจว่าเขาเป็นคนจิตใจดี”

ชรพรรณย้อนจุดเริ่มต้นของมิตรภาพให้ฟัง พร้อมบอกว่าสนใจวิถีชีวิตที่เลือกปลูกผักกินเองของเพื่อนคนนี้ตั้งแต่แรก ซึ่งสอดคล้องกับความสนใจของเธอที่มองเห็นพิษภัยจากสารเคมีมาตลอด

 

 

“ดิฉันเป็นพยาบาลมานาน ก็รู้ว่าสารพิษต่างๆที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนใหญ่มาจากสารเคมี ซึ่งปัจจุบันคนปลูกผัก ผลิตอาหารใช้กันเยอะ พอร่างกายกำจัดไม่หมด ก็สะสมจนเป็นโรค ตอนนี้มะเร็งเป็นอันดับหนึ่ง คนเป็นและเสียชีวิตมากกว่าสมัยก่อนเยอะ

“ยิ่งช่วงหลัง พอมาเป็นฝ่ายการพยาบาลคลินิกพิเศษ ต้องดูแลคนไข้ไอซียู คนไข้ฉุกเฉิน คนไข้ในห้องผ่าตัด ล้วนแต่เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมสารพิษในร่างกายมานาน เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกคนอยากย้อนเวลากลับไปดูแลตัวเอง อยากกินอาหารดีๆ แต่ไม่ทันแล้ว เรื่องน่าเศร้าใจเหล่านี้เกิดขึ้นทุกวัน

“ดิฉันเลยคิดว่าต้องดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ร่างกายยังแข็งแรง เพราะเมื่อโรคร้ายมาเยือน ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ มีช่วงหนึ่งทำงานเยอะมาก ตีหนึ่งตีสอง โรงพยาบาลยังโทรตาม และปฏิเสธไม่ได้ เพราะห่วงชีวิตคนไข้ แต่ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า อายุขนาดนี้แล้ว ยังต้องทำงานเหมือนหนูถีบจักร เพื่ออะไร?

“พอคุยกับรินทร์ ก็ได้คำตอบว่า ชีวิตต่อจากนี้ไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ปลูกพืชผักกินเอง และทำประโยชน์ให้คนอื่นได้บ้างก็โอเค”

 

 

เมื่อความสนใจตรงกัน และเพื่อนมีที่ดินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เธอจึงตัดสินใจมาทำเกษตรอินทรีย์ร่วมกับเพื่อนแทนการทำงานประจำที่โรงพยาบาล

แม้จุดเริ่มต้นจะเหนื่อยมาก เพราะต้องลงแรงขุดดิน ปลูกต้นไม้ ลงเมล็ดพืชผัก เลี้ยงเป็ด ไก่ ฯลฯบนพื้นที่ 3 ไร่ ด้วยตนเอง แต่เธอกลับไม่รู้สึกเป็นปัญหาเท่าการขาดความรู้ โชคดีที่ในจังหวัดนครปฐมมีโครงการ ‘สามพรานโมเดล’ ที่ส่งเสริมให้ความรู้กับคนทำเกษตรอินทรีย์ เธอจึงมีโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเกษตรกรหัวใจเดียวกัน จนทำให้เข้าใจธรรมชาติ และได้ความรู้ใหม่ๆมากขึ้น

“แรกๆทำสวน ปลูกผัก ไม่ค่อยได้ผล แต่พอเข้าร่วมโครงการฯ ก็ได้เรียนรู้เรื่องดิน น้ำ อากาศ การทำปุ๋ยชีวภาพ กระทั่งได้เรียนรู้เรื่องแมลงซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ อย่างเมื่อก่อนเราเคยปลูกถั่ว เจอเพลี้ยมากัดกิน ก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า ต้องหันไปปลูกพืชอย่างอื่นที่เพลี้ยไม่ชอบทดแทนก่อน เช่น หันไปปลูกบวบ เป็นต้น การเข้าใจธรรมชาติเหล่านี้ ทำให้เราปลูกผักได้งามขึ้นมาก”

 

 

“หรือก่อนหน้านี้ เคยเพาะต้นอ่อนทานตะวัน และปลูกผักอายุสั้นส่งขาย อย่างคะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง ได้เงินเยอะมาก แต่ก็เหนื่อยมากเช่นกัน เพราะดิฉันยังทำงานโรงพยาบาลอาทิตย์ละสามวัน ระยะหลังเลยหันมาปลูกผักระยะยาวอย่าง กระชาย วอเตอร์เครส แทน”

แม้การก้าวสู่วิถีเกษตรอินทรีย์จะทำรายได้ให้ไม่มากเท่าที่เคยได้รับตอนทำงานประจำที่โรงพยาบาล อีกทั้งยังเหน็ดเหนื่อยกว่า แต่เธอบอกว่า เป็น ‘ความเหนื่อย’ ที่มี ‘ความสุข’ เพราะเวลาได้เห็นพืชพันธุ์ต้นไม้เติบโต ให้ดอกผล ได้เห็นไก่ออกไข่ให้กินคือความชื่นใจ ซึ่งผลิตผลที่ได้นอกจากกินเองแล้ว ยังสามารถส่งขายตามตลาดนัดสุขภาพในพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งยังมีเพื่อนหมอ พยาบาล และคนสนใจแวะเวียนมาซื้อถึงที่ด้วย”

ที่สำคัญคือ การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเลือกเอง แม้จะมีเรื่องให้ต้องแก้ไขมากมาย แต่เธอยอมรับได้ เพราะปัญหาเหล่านี้ทำให้ชีวิตเติบโต

 

 

การทำเกษตรแบบเป็นมิตรกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม สามารถหล่อเลี้ยงชีพได้ หากใช้ชีวิตเรียบง่าย และไม่มีหนี้สิน แต่ทุกวันนี้ เธอยังคงรับทำงานพิเศษในโรงพยาบาล เพราะมีความฝันอยากขยายพื้นที่ริมน้ำในสวนให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้สูงอายุ คนรักสุขภาพ และเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ขณะเดียวกันก็ยังอยากบอกต่อความรู้ และช่วยให้คนไข้ในโรงพยาบาลได้บริโภคพืชผักปลอดสารเคมี 100 % เพื่อแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่ต้องพบเจออยู่ทุกวัน

วิถีเกษตรอินทรีย์ จึงนับเป็นทางเลือกใหม่ในชีวิตที่ยังประโยชน์ให้แก่ตัวเธอ และผู้อื่นโดยแท้

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/445