แลดูผู้ดูแล (Healing the Healers) เยียวยาจิตใจให้ผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง

 

เรื่อง: ชลลดา เตียวสุวรรณ

 

    เมื่อความเจ็บป่วยมักมาพร้อมๆกับความแก่ชรา จึงต้องมี ‘ผู้ดูแลหรือผู้เยียวยา’ เข้ามาช่วยเหลือ หลายประเทศในตะวันตกที่เป็นรัฐสวัสดิการ คนแก่หรือผู้ป่วยติดเตียงมักถูกส่งไปยังศูนย์เฉพาะทางให้การดูแล แต่ในสังคมไทย ผู้ดูแลหลักก็คือคนในครอบครัว ลูก หลาน ญาติพี่น้อง ซึ่งเป็นภาวะที่สร้างความเครียด เหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เป็นอย่างมาก

    …หลายครั้งที่เราทุ่มเทความสนใจ การดูแลเอาใจใส่ไปที่ผู้ป่วย แต่หลงลืมไปว่า ‘ผู้เยียวยา’ เอง ก็ต้องการความรัก การดูแล และกำลังใจอย่างยิ่ง

    หลักคิดเหล่านี้น่าจะช่วยเปลี่ยนมุมมอง ความคิด และวิธีการดูแลให้แก่ผู้เยียวยาได้

 

ขณะที่สังคมผู้สูงอายุกำลังแผ่ขยายพื้นที่กว้างขวางขึ้นทุกปีๆในสังคมไทย หากมองให้ละเอียดลึกลงไป ก็คงสังเกตเห็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดูคล้ายเป็น ‘เงา’ ติดตามมาด้วย ซึ่ง ‘เงา’ ที่ว่านี้ในสังคมของเรา มีสีเข้มกว่าในสังคมตะวันตกมาก นั่นก็คือ…ผู้ดูแลหรือผู้เยียวยา

เมื่อมีคนในครอบครัวล้มป่วยด้วยโรคที่ต้องเยียวยากันแบบยืดเยื้อยาวนานหรือต้องนอนติดเตียง มีลูกหลานจำนวนไม่น้อยที่ถึงกับต้องลาออกจากงานอาชีพเพื่อมาดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วยโดยเฉพาะ หลายคนต้องรับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง พิการ หรือโรคที่ต้องดูแลใกล้ชิด เช่น อัลไซเมอร์ ซึ่งใช้เวลาต่อเนื่องยาวนาน หลายเดือน หลายปี… หลายคนถึงกับล้มป่วย บางคนเสียชีวิตไปก่อนผู้ป่วยที่ตนเองทำหน้าที่ดูแลเสียอีก

 

 

ถ้าอย่างนั้น ในบทบาทของผู้ดูแล จะมีวิธีเยียวยาหัวใจและร่างกายของตัวเองได้อย่างไรบ้าง?

 

1. ใช้เวลาปรับตัว-ปรับใจ-ปรับวิถีชีวิต

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ย่อมต้องมีช่วงเวลาของการปรับตัว หลายๆครอบครัวต้องปรับตัวครั้งใหญ่ บ้างต้องย้ายที่อยู่อาศัย บ้างต้องเปลี่ยนงานใหม่หรือลาออกจากงาน บ้างต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่คุ้นเคยสะดวกสบาย

ทราย เจริญปุระ นักแสดงสาวที่เคยผ่านจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน เมื่อคุณพ่อ รุจน์ รณภพ ล้มป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน ยิ่งเมื่ออาการของโรครุนแรงขึ้น เธอยิ่งต้องดูแลอย่างใกล้ชิดชนิดที่แทบคลาดสายตาไม่ได้ น้องชายของเธอต้องลาออกจากงานเพื่อมารับหน้าที่เป็นหลัก โดยมีทราย คุณแม่ น้องสาวช่วยสลับเวรกันนอนเฝ้า

“เรารู้สึกแย่มากที่น้องต้องออกจากงานที่เขารัก แต่มันจำเป็น ตัวเราเองก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพราะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของครอบครัว”

 

2. ยอมรับความจริงของผู้ป่วย

ทั้งในแง่ของอาการที่เกิดขึ้นและการดำเนินไปของอาการที่อาจทรุดลงไปเรื่อยๆ และในแง่ของพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป หลีกเลี่ยงการตัดสินผู้ป่วยว่า ขี้เกียจ อ่อนแอ ไม่รักตัวเอง เช่น เขายังอยากกินอาหารที่ชอบแต่แสลงโรค , ยังไม่เลิกสูบบุหรี่ทั้งๆที่ป่วย , หรือไม่ทำกายภาพบำบัดตามที่หมอสั่ง ฯลฯ

พยายามเข้าใจผู้ป่วย อาจด้วยการไต่ถามความรู้สึก ยอมรับ รักเขา อย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เขาเป็น

การยอมรับ…เป็นท่าไม้ตาย ที่สามารถปลดเปลื้องความทุกข์หนักอึ้งบนบ่าของผู้ดูแล ลงไปวางไว้ที่พื้นแทน

 

3. เอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

โดยไม่เอาเจตนาดีของตัวเองเป็นที่ตั้ง ผู้ดูแลส่วนมากเครียดและโกรธเพราะความหวังดี และคาดหวังว่าผู้ป่วยจะต้องทำตามคำแนะนำอย่าง

เคร่งครัด เมื่อไม่ได้ดั่งใจจึงหงุดหงิด โกรธ บางกรณีถึงกับทำสิ่งที่ตรงข้ามกับการดูแลเยียวยาไปเลย เช่น ลงไม้ลงมือกับผู้ป่วย

 

 

4. อยู่กับปัจจุบันให้ได้

ผู้เยียวยาต้องฝึกหัดตัดความวิตกกังวลล่วงหน้า ซึ่งมักมากับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย ‘ถ้า’ เช่น ‘ถ้าอาการแย่ลงไปกว่านี้จะทำยังไง?’ หรือกังวลกับสิ่งต่างๆที่ตัวเองกำลังทำให้กับผู้ป่วยอยู่ว่าดีพอหรือยัง? ครบถ้วนหรือเปล่า? ต้องทำอะไรมากกว่านี้อีกบ้าง? หรือคอยแต่จะคิดถึงเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น

พึงตระหนักว่า ถ้าใจของผู้เยียวยาเป็นปกติ-สงบ-สุข ผู้ป่วยก็จะสงบด้วยกระแสความสงบสุขที่แผ่ถึงกัน

 

5. การพักของผู้ดูแล เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาผู้ป่วย

การพักผ่อนด้วยการปลีกตัว ปลีกเวลา ไปออกกำลังกาย นอนหลับให้เต็มที่ หรือท่องเที่ยว เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก
หากผู้ดูแลไม่รู้จักพัก นอกจากส่งผลเสียต่อตัวเองแล้ว ยังส่งผลเสียต่อผู้ป่วยด้วย เพราะความเครียด ความเหนื่อยล้าที่สะสมมา อาจก่อให้เกิดความคิดที่ไม่ดี เช่น นึกต่อว่าผู้ป่วย โมโหที่ผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้นอย่างที่ตัวเองคาดหวัง ตัดพ้อโชคชะตา หรือแอบคิดว่า เมื่อไหร่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตไปเสียที ซึ่งเมื่อเกิดความคิดไม่ดีขึ้นมา ก็นำมาซึ่งความรู้สึกผิดที่คิดไม่ดีนั้น เป็นความทุกข์ที่ซ้ำซ้อนเข้าไปอีก

ถึงกระนั้นเวลาพักกาย ใจก็ต้องวางด้วย เวลาที่ต้องดูแลก็ทำเต็มที่ เวลาพักก็ต้องพักให้เต็มที่เช่นกัน

 

6. ระวัง! ความคิดที่ผิด

ได้แก่ ความคิดที่ว่า การที่ต้องมาดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วยนั้น คือการชดใช้กรรม แท้จริงแล้ว…เป็นการก่อกรรมดีต่างหาก ควรคิดว่าพ่อแม่ที่กำลังเจ็บป่วยนั้น เป็นเสมือนบ่อบุญของลูกๆ ที่กำลังเปิดโอกาสให้ลูกมาตักเอาบุญจากบ่อนี้ไปได้ด้วยการปรนนิบัติดูแล

ความคิดที่ผิดอีกอย่างที่พบมากจากผู้เยียวยา คือ คิดว่าการลืมหรือวางผู้ป่วยไปจากใจเสียบ้างระหว่างที่ตนเองกำลังพัก เป็นการไม่รัก ไม่รับผิดชอบ แท้จริงแล้ว…เราควรวางผู้ป่วยไปจากใจ ในเวลาที่ควรวางต่างหาก

 

7. เก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆน้อยๆที่อยู่รอบตัว ณ ปัจจุบัน

ตราบเท่าที่ผู้ป่วยยังใช้ชีวิตอยู่กับเราได้ ก็ควรใช้โอกาสเท่าที่อำนวย เก็บเกี่ยวความสุขร่วมกันแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น ทำบุญสร้างกุศลด้วยกัน พูดคุยเรื่องหนัง-ละครที่ดูด้วยกัน

ลูกสาววัยทำงานคนหนึ่งซึ่งต้องดูแลแม่ที่ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ไปด้วย เล่าผ่านเฟซบุคว่า ช่วงเวลาที่เธอสามารถเก็บเกี่ยวความสุขประสาแม่-ลูกได้คือตอนที่อาบน้ำให้แม่ เพราะได้พูดคุยกันและสังเกตว่าแม่จะดูอารมณ์ดีและมีความสุข ดังนั้นเธอจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้ผู้ช่วยที่ว่าจ้างมาเป็นครั้งคราวแย่งทำหน้าที่นี้แทนโดยไม่จำเป็น

 

 

8. ไม่เอาอดีตมาบั่นทอนใจ

หลายๆกรณี ลูกที่ต้องมารับภาระดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วยไม่ใช่ลูกคนโปรด หรือเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่ค่อยสนใจนัก เมื่อต้องเป็นคนมาดูแล จึงคอยหวนคิดถึงความหลังด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ นึกตัดพ้อต่อว่าผู้ป่วยอยู่ตลอด บรรยากาศในการดูแลเยียวยากันจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด เจ็บปวดทุกข์ทรมานใจ

หากมีสติรู้สึกตัว เมื่อใจหวนคว้าอดีตมาบั่นทอนปัจจุบัน ก็ให้ฝึกหัดตัดความคิดนั้นทิ้งไปเสียบ้าง เพราะในการดูแลผู้ป่วยนั้น ผู้ดูแลต้องมีใจเต็มร้อย ใส่ใจกับปัจจุบัน ผู้ป่วยก็จะรับรู้ได้ และทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

 

9. ให้อภัย

การให้อภัยสามารถปลดเปลื้องความหนักอึ้งในใจของผู้ดูแลได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การให้อภัยตัวเอง…หากเกิดความบกพร่อง พลั้งเผลอประการใดในการดูแลผู้ป่วย

สิ่งที่ ทราย เจริญปุระ ซึ่งกลายเป็นผู้รับตำแหน่ง ‘หัวหน้าครอบครัว’ ตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ เมื่อคุณพ่อล้มป่วยนาน 7 ปี และหลังจากนั้นไม่กี่ปี คุณแม่ซึ่งมีอาการโรคซึมเศร้าอยู่แล้วก็เริ่มป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมมาจนถึงตอนนี้ อยากฝากถึงผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังทั้งหลายก็คือ

“อย่าโทษตัวเอง ว่าเป็นความผิดเราที่เขาเป็นแบบนี้ อย่าคิดว่าเราดูแลเขาไม่ดี เพราะบางครั้งมันก็เกินกำลังของเราจริงๆ อย่าคิดว่าเราไม่กตัญญูหากจะต้องพักบ้างเพราะโลกยังมีสิ่งอื่นๆอีก ต้องรักตัวเองด้วย อย่างทุกวันนี้…กับการดูแลแม่ ทรายก็คิดว่าเต็มที่แล้ว ทรายทำทุกอย่างแล้ว ไม่เหลืออะไรที่ยังไม่ได้ทำน่ะ”

 

 

ให้อภัยผู้ป่วย…โรคภัยบางโรค อาจทำให้คนที่เรารู้จักมาทั้งชีวิตสูญเสียความเป็นตัวเองจนลูกๆทำใจยอมรับได้ยากยิ่ง ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างมาก ต้องใช้ความพยายามรับมืออย่างเต็มที่ บางทีก่อนที่เราจะสามารถให้อภัยได้นั้น ขั้นแรก…ต้องยอมรับความโกรธ ความโมโหของเราให้ได้เสียก่อนโดยไม่ปฏิเสธ ผลักไส หรือรู้สึกแย่ เพราะอารมณ์เหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้

ให้อภัยคนอื่น เช่น พี่-น้องคนอื่นๆที่ไม่มาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ การดูแลผู้ป่วยนั้นเป็นงานที่ต้องให้ใจอย่างมาก คนที่ไม่มีใจให้นั้น ย่อมมีเหตุผลที่เขาจะยกมาใช้อ้างเพื่อความสบายใจของตนเองอยู่แล้ว อย่าไปเสียเวลาเรียกร้องหรือหาเหตุผลจากเขาเลย แต่ควรสงสารเขามากกว่า ที่เขาไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ ซึ่งแม้เขาจะสุขสบายไร้ภาระในวันนี้ แต่ในภายภาคหน้านั้น คงต้องรับผลแห่งการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

การรับภาระดูแลผู้ป่วยแบบยืดเยื้อเรื้อรัง เป็นงานหนักและน่าชื่นชม

การเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่พูดกันหนาหูอยู่ในตอนนี้ จึงควรให้ครอบคลุมถึง ‘ผู้ดูแล’ ที่น่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นตามอัตราการเติบโตของสังคมผู้สูงอายุ อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องดูแลผู้ป่วยโดยลำพัง แล้วยังต้องคอยดูแลตัวเองให้อยู่ได้ไปพร้อมๆกันอีกด้วย

อ้างอิง : ธรรมบรรยาย เรื่อง การเยียวยาผู้เยียวยา โดย พระไพศาล วิสาโล

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/460