สุรศักดิ์ ป้องศร ผู้กำกับหนุ่มภูธร กับความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุด

 

เรื่อง: พยัคฆ์สีชมพู
ภาพ: สุรศักดิ์ ป้องศร

 

ทำความรู้จักตัวตนของผู้กำกับหนุ่มจากศรีสะเกษวัย 26 ปี เจ้าของผลงาน ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ ภาพยนตร์อีสานนอกกระแสที่ม่วนคักจนคนไทยทุกภาคตกหลุมรัก แถมด้วยรายได้จำนวน 20 ล้านบาทบวกกับคำวิจารณ์เชิงบวกหนาหู …จากเด็กหนุ่มไฟแรงที่สั่งสมประสบการณ์การทำหนังสั้น…กวาดรางวัลมากมายทั้งในและต่างประเทศตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยม แต่ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน มาสร้างภาพยนตร์ของตัวเองทั้งๆที่ไม่มีเงินทุน อาศัยเพียงความเชื่อและความสามารถ แต่กลับประสบความสำเร็จในระดับประเทศ…เขาคนนี้ทำได้อย่างไรกัน?

 

“ผมจะไม่ทำหนังตลอดชีวิตหรอก หลังสามสิบ ผมตั้งใจจะเที่ยวรอบโลก เพื่อหาเรื่องที่มันท้าทายขึ้นไปเรื่อยๆ …โลกนี้มีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ”

คำพูดปิดท้ายจากบทสนทนากับศักดิ์ หรือ สุรศักดิ์ ป้องศร ผู้กำกับภาพยนตร์วัย 26 ปี ที่แบ่งคิวแน่นเอี้ยดในช่วงถ่ายทำภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์ ภาค 2 มานั่งพูดคุยบอกเล่าความเป็นมาและตัวตนของความเป็น ‘สุรศักดิ์’ ให้เราฟัง

 

สุรศักดิ์ ป้องศร ผู้กำกับภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์

 

ศักดิ์พาตัวเองเข้าสู่โลกภาพยนตร์ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.2 เริ่มจากการลองผิดลองถูกแบบงูๆปลาๆ ในฐานะสมาชิกชมรมศูนย์ข่าวเยาวชนไทยประจำโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 จังหวัดศรีสะเกษที่ทำให้เด็กมัธยมในถิ่นกันดารอย่างเขามีโอกาสใช้อุปกรณ์ราคาแพงสร้างผลงาน

“ที่ชมรมเขามีอุปกรณ์กล้องต่างๆ ให้ใช้ ผมเลยได้โอกาสลองเอามาถ่ายดู กดผิดกดถูกบ้าง แต่ก็มีอาจารย์คมกริช ยอดแก้ว เป็นที่ปรึกษา คอยบอกหลักเบื้องต้นต่างๆ ให้ ผมก็เลยเริ่มชอบทำสื่อตั้งแต่ตอนนั้น”

ขณะที่อยู่ในชมรมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ศักดิ์พัฒนาฝีมือและความรู้ด้านการทำหนัง ไปพร้อมกับการเข้าร่วมกลุ่มเยาวชนเก้าลำดวน จังหวัดศรีษะเกษ ทำกิจกรรมค่ายอาสามากมายทั่วพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหนทางในการขัดเกลาฝีมือและสร้างเครือข่ายเมล็ดพันธุ์แห่งความฝันในการทำหนัง จนกลายเป็นผู้กำกับที่ทำหนังสั้นเข้าประกวดได้รางวัลมากมาย ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติตั้งแต่ก่อนจบมัธยมปลาย

 

ระหว่างการกำกับภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์

 

“ผมเดินสายประกวดมาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดสูงสุดตอนอยู่ ม. 6 ผมผ่านการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดหนังสั้นระดับเอเชียที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นหนังสั้นความยาว 3 นาที ซึ่งหนังของผมได้ที่หนึ่งจากผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 600 เรื่อง …ผมว่าเป็นจุดสูงสุดของผมแล้ว”

ด้วยผลงานโดดเด่นในช่วงมัธยม ทำให้หลังเรียนจบ ศักดิ์ได้รับทุน BU CREATIVE ที่มีขึ้นสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถโดดเด่นด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ให้เข้าเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งความกระหายในการเรียนรู้โลกกว้าง ทำให้ศักดิ์เลือกที่จะเริ่มชีวิตการทำงานในสายการผลิตภาพยนตร์ไปพร้อมๆ กัน

“ผมเริ่มทำงานประจำที่บริษัทโปรดักชั่นเฮาส์ ตั้งแต่อยู่ปี 1 หน้าที่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนตัดต่อ คนเขียนบท บางทีก็ได้ถ่ายบ้าง ทำอยู่ประมาณหนึ่งปี ก็รู้สึกไม่ไหวเพราะตอนกลางวันเรียน กลางคืนทำงาน มันไม่ได้พัก ผมเลยออกมาเป็นฟรีแลนซ์แทน ทำให้ผมจัดการเวลาเอง ได้ทำงานหลากหลายมากขึ้น ทั้งทำมิวสิกวิดีโอ ออกแบบด้านกราฟฟิกมีเดีย ”

แต่…ทั้งๆ ที่เหลือเพียงแค่ 4 วิชาเท่านั้นก็จะเรียนจบ ศักดิ์ก็ตัดสินใจออกจากโลกทฤษฎีมาเรียนรู้โลกจริงด้วยตัวเอง ผ่านการพัฒนาโปรเจคไทบ้านเดอะซีรีส์กับเพื่อนๆ

“ช่วงแรกที่เริ่มเขียนบทมันสะเปะสะปะมาก เพราะเป็นการเขียนบทใหญ่ครั้งแรก ผมเอาทฤษฎีที่เรียนมารวมเข้ากับที่ศึกษาด้วยตัวเอง ใช้เวลากับตรงนี้ 1 ปี แต่พอเขียนบทเสร็จ ปรากฏว่าได้ทำแค่ทีเซอร์ (ตัวอย่างภาพยนตร์) เพราะหาสปอนเซอร์ไม่ได้”

…ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ อายุน้อย และไม่มีชื่อเสียงอย่างศักดิ์ ที่จะไม่มีนักลงทุนคนไหนกล้าให้เงินหลักล้านมาสร้างฝัน แต่ถึงอย่างนั้น ความตั้งใจและความมุ่งมั่น หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘ลูกบ้า’ ของเขา ก็สามารถพิสูจน์ให้ ‘เฮียโต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’ นายกสมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ เชื่อในตัวเขาและให้เงินมาสร้างภาพยนตร์เลือดอีสานอย่างที่ต้องการในที่สุด

“เฮียโต้งแกให้เงินมาสองล้าน ถามว่าทำได้ไหม ผมบอกทำได้ ผมพยายามลดต้นทุนทุกอย่าง อุปกรณ์ผมก็ซื้อรุ่น ต่ำสุด ผมเชื่อว่าถ้าเนื้อหามันดี อุปกรณ์มันเป็นแค่องค์ประกอบ และแม้แต่ค่าตัวนักแสดงก็ไม่มี

 

สุรศักดิ์ และ เฮียโต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

 

“ผมไม่ได้เอาคนมืออาชีพมาทำงาน ทีมงานในภาคหนึ่งก็คือน้องๆ ปีหนึ่งจากม.สารคามที่เพิ่งทำงานแบบนี้ครั้งแรก ผมไปถามน้องๆ ว่ามีใครสนใจหาประสบการณ์ไหม คนไหนสนก็มาทำเลย ผมมีทีมงานที่เคยผ่านงานมาก่อนคอยสอนให้ ฝึกวันนี้ ออกกองพรุ่งนี้เลย นักแสดงบางคนลาออกจากงานหรือจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาทำหนังเรื่องนี้ก็มี”

“ผมขายความฝันให้เขา โดยไม่มีอะไรให้เขาเลย ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเชื่อผมเพราะอะไร แต่ผมมีทางเลือกให้ เสมอ ไม่บังคับ แค่บอกให้เขาตัดสินใจเอง ผมบอกเลยว่าผมไม่มีเงินนะ ยังอยากทำอยู่หรือเปล่า”

 

สุรศักดิ์ กับทีมงานและนักแสดงจากไทบ้านเดอะซีรีส์

 

ไทบ้าน เดอะซีรีส์ จึงเป็นภาพยนตร์ที่ผลิตขึ้นในรูปแบบที่เรียกว่า ‘หนังนอกระบบ’ ซึ่งหมายถึง การสร้างภาพยนตร์โดยไม่มีบริษัทผู้สร้างหรือสตูดิโอลงทุนให้การสนับสนุน แต่อีกหนึ่งอาวุธลับสำคัญที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเทียบเท่ากับหนังในระบบเรื่องอื่นๆ นั่นก็เพราะความรู้ด้านการตลาดและบริหารธุรกิจที่ผู้กำกับบ้านๆ คนนี้อาศัยการศึกษาด้วยตัวเองและครูพักลักจำจากรุ่นพี่นักธุรกิจรอบๆ ตัว โดยนำมันมาประยุกต์ใช้กับการสร้าง ‘แบรนด์’ ให้ไทบ้านเดอะซีรีส์ ไม่ได้เป็นแค่ภาพยนตร์ แต่เป็นกระแสหรือเทรนด์ให้คนต้องดู

“เนื่องจากนักแสดงผมไม่มีชื่อเสียง ผมเลยจะทำให้เขาดังก่อนที่จะถ่ายทำ ด้วยวิธีคือโปรโมตคอนเทนท์ในเพจ facebook.com/ThiBaanTheSeries ผมเอาตัวละครแต่ละตัวไปใส่สเตตัส (Status) เช่น คำพูดซื่อๆ คนอกหัก ก็จะเป็นประโยคของตัวละครจาลอด คำหื่นๆ หน่อยก็จะเป็นตัวละครเซียง พอทำแบบนี้ คนดูจะซึมซับ รู้สึกผูกพันกับตัวละครและเอาไปแชร์ต่อ ผมดูแลเพจนี้เองตั้งแต่มีคนไลค์หลักพันจนถึงหลักล้าน ผมทำการตลาดมาเป็นปี หนังถึงค่อยเข้าโรง นั่นคือการสร้างแบรนด์ให้คนรู้จักก่อนจะมาเป็นหนัง ซึ่งถือว่าประหยัดต้นทุนที่สุด”

 

ตัวอย่างการสร้างคอนเทนท์ในเฟสบุค

 

จากเงินทุนเพียงสองล้าน ภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์สามารถสร้างรายได้ทั่วประเทศมากกว่า 20 ล้านบาท มีกระแสตอบรับจากแฟนคลับมากมาย จนมีผู้ติดตามในเฟสบุคแฟนเพจกว่า 1.7 ล้านคน ทำให้ศักดิ์เป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความฝันของผู้ชายที่ชื่อ ‘สุรศักดิ์ ป้องศร’ เพราะเขายังคงกระหายที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเองต่อไป และอยากผลักดันกรอบแห่งความฝันให้ขยายออกไปเรื่อยๆ

“ผมว่าความฝันมันไม่มีสูงสุด เพราะตอนที่ผมทำหนังสำเร็จแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าแล้วยังไงต่อละ ตอนนี้ผมเลยหาความฝันใหม่…เกิดมาทั้งชีวิต ทำแค่ความฝันเดียวใช้เวลาไป 60 ปี มันเสียเวลา ต่างกับคนที่ 60 ปี ทำไป 5 ความฝัน ถือว่าใช้ชีวิตคุ้มกว่ามาก”

 

 

เส้นทางผู้กำกับของสุรศักดิ์ ป้องศร ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่ทั้งหมดเกิดจากการ ‘กระหาย’ ที่จะเรียนรู้ ทั้งด้วยตัวเองและเรียนรู้จากคนอื่น ซึ่งความกระหายใคร่รู้นี้เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ผลักดันให้เขาสร้างความฝันใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ขยายให้ใหญ่และยาวไกลออกไปไม่มีสิ้นสุด

“ทุกอย่างมันไปได้ ถ้าเรามีข้อมูลที่แน่นพอ ไม่ใช่แค่เรื่องทำหนัง หมายถึงการใช้ชีวิตด้วย ผมว่ามันเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องเรียนรู้เพื่อซึมซับให้มากที่สุด ถ้าเราไม่ผ่านเรื่องพวกนี้มา เราก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปเล่า มันจะเป็นแค่จินตนาการ”

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/435