กรรมของ ‘กรรมการ’ ตัดสินถูก-เสมอตัว ตัดสินผิด-ตายทั้งเป็น

 

เรื่อง/ภาพ : I ตัวใหญ่

 

    การเป็นตุลาการในสนาม ณ ปัจจุบัน แทบไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด เมื่อคนดูต่างคาดหวังถึงความแม่นยำ 100% กรรมการจึงกลายเป็นอาชีพอันตรายที่เสี่ยงต่อการถูกด่า ถูกทำร้าย ไปจนถึงขั้นเอาชีวิต หากผลการตัดสินนั้นออกมาไม่เป็นธรรมในสายตาผู้ชม ในเมื่อความเป็นจริง โลกใบนี้ล้วนไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ 100% แล้วทำอย่างไรถึงจะป้องกันความผิดพลาดคลาดเคลื่อนที่เกิดจากมนุษย์ผู้รับหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด? ไปฟังกรรมการเปิดใจถึงอาชีพที่เต็มไปด้วยความกดดัน และแนวทางป้องกันความผิดพลาดที่อาจหมายถึงจุดสิ้นสุดของอาชีพ …และชีวิต

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในการแข่งขันกีฬาทุกชนิด นอกจากผลการแข่งขันของทั้งสองทีมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกจับจ้องตลอดเกมการแข่งขัน ก็คือการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา อาจจะส่งผลต่อชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ได้ในทันที โดยเฉพาะในกีฬาฟุตบอล มีผู้ตัดสินหลายรายที่ถูกตราหน้า ถูกด่า ถูกทำร้าย ไปจนถึงถูกจ้างวานฆ่า!

ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน รายงานข่าวระบุว่า นาย สรพงษ์ ไกรเนตร ผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 1 ที่อ่างทอง เอฟซี บุกไปเยือน ขอนแก่น ยูไนเต็ด ในเกมดังกล่าว นาย สรพงษ์ ได้เป่าลูกจุดโทษซึ่งกลายเป็นประตูชัยให้กับอ่างทอง เอฟซี จึงถูกผู้บริหารของสโมสร ขอนแก่น ยูไนเต็ด จ้างวานทำร้ายร่างกายจนทำให้ ขอนแก่น ยูไนเต็ด โดนสั่งเพิกถอนการเข้าร่วมการแข่งขัน หรือล่าสุด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ที่นาย ฑิธีชัย นวลจันทร์ ผู้ตัดสินของสมาคม ถูกแฟนบอลของ บีอีซี เทโรศาสน เข้ามาทำร้ายร่างกายหลังจบเกมการแข่งขัน เมื่อ บีอีซี เทโรศาสน พ่ายต่อ บางกอกกลาส เอฟซี 1-2

 

ศิวกร ภูอุดม ผู้ตัดสินชาวไทยคนเดียวที่อยู่ในตำแหน่งฟีฟ่า อีลิต

 

    ผู้ตัดสินก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยผิดพลาด ยิ่งการตัดสินอะไรบางอย่าง มันมีสองมุมมอง บางเหตุการณ์ กติกาไม่ได้ระบุชัดเจน สิ่งที่เราทำได้ มีเพียงแค่ทำให้มันผิดพลาดน้อยที่สุด หรือผิดพลาดโดยสุจริต

 

ศิวกร ภูอุดม ผู้ตัดสินดีกรีฟีฟ่า อิลิต (ผู้ตัดสินระดับสูงที่สามารถทำหน้าที่ในการแข่งขันระดับนานาชาติ( เล่าถึงอาชีพนี้ว่า การเป็นผู้ตัดสินมันไม่ได้ง่ายเลยครับ จุดเริ่มต้นเรารับเงินแค่ “1,200 บาทต่อนัดเท่านั้น และหากเราทำได้ดี ย้ำว่าต้องทำได้ดีนะครับ ถึงจะได้สิทธิสอบเลื่อนขั้นขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งก็จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อนัด และหากเราก้าวไปถึงลีกสูงสุด ก็จะมีรายได้ประมาณ 3,000 -10,000 บาท ขึ้นอยู่กับการเดินทาง ซึ่งกว่าจะก้าวมาถึงตรงนี้ก็ต้องใช้เวลาประมาณ 6 ปี เป็นอย่างน้อย”

“ถ้าหากจะก้าวไปทำหน้าที่ในระดับนานาชาติให้ได้ เราก็ต้องไปแข่งขันกับชาติอื่นอีก ซึ่ง 1 ปี เขาจะคัดแค่ 5 คน จากประมาณ 70 คนทั่วเอเชีย ซึ่งหากสอบผ่าน รายได้ถึงจะก้าวไปถึงระดับ 30,000 บาทต่อทัวร์นาเมนต์”

“ถามว่าอาชีพผู้ตัดสินมันคุ้มไหม ตอบได้เลยว่าไม่คุ้ม ส่วนใหญ่ที่เลือกทำอาชีพนี้ก็เพราะใจรัก อย่างตัวผมเองที่ชอบความท้าทาย แต่มันก็เสี่ยงต่อการเสื่อมเสียชื่อเสียง แล้วยังต้องรับมือกับความกดดันจากทั้งตัวเอง แฟนบอล หรือผู้บริหารสโมสร อย่างในคอมเมนท์หลังเกม บางครั้ง เราโดนด่าถึงพ่อถึงแม่ หรือหลายคนอาจจะเคยเห็นข่าวว่ามีสโมสรจ้างวานผู้ตัดสิน แต่หากผู้ตัดสินมีจรรยาบรรณ ไม่รับเงิน การทุจริตมันก็ไม่เกิดขึ้น มันเหมือนกับการตบมือข้างเดียว ตบยังไงก็ไม่ดัง”

“การต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างภายใต้ความกดดัน บางครั้งมันก็มีความผิดพลาด ซึ่งความผิดพลาดเรารู้ตั้งแต่หลังจบเกมแล้ว แต่เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้ สิ่งสำคัญคือ เราต้องไม่เอาคำพูดแย่ๆ มาทำให้เสียความมั่นใจ แล้วตัวผมมีแรงบันดาลใจ ว่าสักวันหนึ่งผมจะได้ทำหน้าที่ในฟุตบอลโลก หรือ คู่ชิงชนะเลิศของเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก”

 

ศิวกร ภูอุดม ผู้ตัดสินชาวไทยคนเดียวที่อยู่ในตำแหน่งฟีฟ่า อีลิต

 

    ความผิดพลาดของผู้ตัดสินก็ไม่ต่างอะไรกับความผิดพลาดของนักกีฬา สิ่งสำคัญคือเมื่อผิดพลาดแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปย้ำว่าคุณผิดพลาด แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้มันผิดพลาดอีก

 

ฟาฮัด อับดุลลาเยฟ ที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสินของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ และ สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ที่เข้ามาช่วยเหลือและเป็นวิทยากรอบรมผู้ตัดสินไทยในปีที่ผ่านมา พูดถึงแนวทางการพัฒนาอาชีพผู้ตัดสินในประเทศไทยว่า

“ตอนนี้มันเหมือนจุดเริ่มต้น เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยมีโครงสร้างพัฒนาผู้ตัดสิน ซึ่งการพัฒนาผู้ตัดสิน เราต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ การตัดสินแบบไหนถูกหรือผิด ความผิดพลาดของผู้ตัดสินก็ไม่ต่างอะไรกับความผิดพลาดของนักกีฬา สิ่งสำคัญคือเมื่อผิดพลาดแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปย้ำว่าคุณผิดพลาด แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้มันผิดพลาดอีก

“ทางเราเองก็พยายามช่วยกันเพื่อทำให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นน้อยที่สุด อย่างเช่น การจัดการอบรม การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย หรือการดูวีดีโอย้อนหลังว่าจังหวะนี้ถูกหรือผิด หรือควรไปวิ่งไปตำแหน่งไหนเพื่อให้มองเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน

“แน่นอนว่าแฟนบอลส่วนใหญ่ต้องการให้ผลการตัดสินออกมาถูกต้อง 100% ซึ่งมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ผมเข้าใจว่าผู้ตัดสินทุกคนต่างพยายามทำงานของตัวเองออกมาให้ดีที่สุด แต่ โอเค บางคนอาจจะผิดพลาด ซึ่งเราก็ต้องให้เกียรติและเคารพผู้ตัดสิน ดังนั้น สิ่งสำคัญในการวิจารณ์ผู้ตัดสิน คือคุณต้องเข้าใจกฏ กติกาที่ถูกต้องก่อน”

ปัจจุบัน ในการตัดสินแมตซ์ฟุตบอลทั่วโลก หลายฝ่ายต่างก็พยายามหาทางช่วยเหลือผู้ตัดสิน ด้วยการนำเทคโนโลยี โกลไลน์ (เทคโนโลยีที่คอยส่งสัญญาณให้ผู้ตัดสินเมื่อบอลข้ามเส้นประตูไปแล้ว หรือ เทคโนโลยีล่าสุดอย่าง VAR ( Video Assistant Referee) คือ การดูเหตุการณ์ย้อนหลังของผู้เล่น ในเวลาที่การตัดสินไม่ชัดเจน

แต่การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็มีค่าใช้จ่ายที่แสนแพง ต่อ 1 เกมการแข่งขัน ต้องใช้งบประมาณถึง 1,500,000 บาท! ใน 1 สัปดาห์ ถ้ามีการแข่งขัน 9 คู่ ก็จะเท่ากับ 13.5 ล้านบาท นั่นแปลว่าใน 1 ปี จะต้องใช้งบประมาณถึง 450 ล้านบาทเลยทีเดียว เพราะนอกจากค่าเครื่องมืออุปกรณ์แล้ว ยังต้องมีเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญการอีกหลายคนซึ่งมีค่าแรงสูงมาก

 

พัณณิภา คำนึง ตอบคำถาม 
หลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสิน
ของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ

 

    เป็นผู้ตัดสิน มันไม่ใช่อาชีพที่มีสูตรสำเร็จในการทำงาน สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ และ บทเรียนที่เขาจะได้รับจากการทำหน้าที่ในแต่ละครั้ง

 

พัณณิภา คำนึง หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสิน สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่เคยคว้ารางวัลผู้ตัดสินหญิงยอดเยี่ยมของอาเซียน และเคยทำหน้าที่ในฟุตบอลโลกหญิง ให้ความเห็นถึงแนวทางการใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาว่า

“นอกจากงบประมาณที่สูงแล้ว สิ่งที่จะหายไปก็คือเสน่ห์ของการแข่งขัน เพราะการใช้ VAR จะทำให้การแข่งขันเกิดความไม่ต่อเนื่อง เหมือนเราดูภาพยนตร์ แล้วต้องมีพักโฆษณา ซึ่งคงจะไม่มีใครชอบ เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ของมนุษย์ น่าจะเป็นการตอบโจทย์ที่ดีที่สุด”

ไม่มีใครมนุษย์คนไหนที่ไม่เคยผิดพลาด กระทั่งการแข่งขันฟุตบอลโลก ก็เคยมีเหตุการณ์การแจกสามใบเหลืองหรือตัดสินผิดพลาด หรืออย่างกีฬาดังๆในต่างประเทศก็ยังมีเรื่องการตัดสินที่ไม่ถูกต้องและไม่ถูกใจ เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

“สิ่งที่เราทำได้คือต้องนำเอาเรื่องเหล่านี้มาพัฒนา ทางฝ่ายผู้ตัดสินของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯเอง เราก็ไม่ได้หยุดนิ่ง พยายามหาทางป้องกัน อย่างเช่น ปีหน้า เราอาจจะเพิ่มผู้ตัดสิน จาก 4 คนต่อหนึ่งเกมการแข่งขันเป็น 6 คนเพื่อให้ช่วยเหลือกัน แต่ ณ วันนี้ด้วยปริมาณ และ คุณภาพของผู้ตัดสิน มันไม่เพียงพอที่จะทำแบบนั้น

“สำหรับประเทศไทย วงการผู้ตัดสินเหมือนกำลังอยู่ในช่วงนับหนึ่ง ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนการสร้าง ทั้งการจัดการอบรมอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มจำนวนผู้ตัดสิน การอัพเดตกติกาที่ถูกต้อง ซึ่งเราก็อยากจะทำให้ทุกอย่างมันออกมาดีที่สุด แต่การเป็นผู้ตัดสิน มันไม่ใช่อาชีพที่มีสูตรสำเร็จในการทำงาน สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ และ บทเรียนที่เขาจะได้รับจากการทำหน้าที่ในแต่ละครั้ง”

 

ศิวกร ภูอุดม ผู้ตัดสินชาวไทยระหว่างทำหน้าที่ในเกมการแข่งขันระดับนานาชาติ

 

ศิวกร ภูอุดม กล่าวปิดท้ายว่า “ผู้ตัดสินก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยผิดพลาด ยิ่งการตัดสินอะไรบางอย่างมันมีสองมุมมอง บางเหตุการณ์ กติกาไม่ได้ระบุชัดเจน สิ่งที่เราทำได้ มีเพียงแค่ทำให้มันผิดพลาดน้อยที่สุด หรือผิดพลาดโดยสุจริต ไม่ใช่ผิดพลาดโดยทุจริต เพราะการตัดสินใจบางอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ ทีมที่เสียประโยชน์ก็มองว่าเราผิดพลาด ทีมที่ได้ประโยชน์ก็มองว่าถูกต้อง”

จากประเด็นนี้ ชวนย้อนถามกลับไปถึงกองเชียร์แต่ละคนว่าสิ่งที่ต้องการจากผู้ตัดสิน คือ ‘ความถูกต้อง’ หรือ’ความถูกใจ’ ? เราสามารถมองว่ามันเป็นสีสันได้หรือไม่ เพื่อให้กรรมไม่ต้องตกไปที่กรรมการ ไม่ให้อาชีพผู้ตัดสิน ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย และไม่ทำให้ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ทำให้เขาไม่ได้ทำหน้าที่นี้อีกเลย

…ในโลกที่ความความเพอร์เฟคต์หรือความสมบูรณ์แบบแทบไม่เคยเกิดขึ้น

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/387