‘สำนักนักโค้ด’ CoderDojo ห้องเรียนที่ไม่มีครู และความใฝ่รู้ของเหล่านินจา

 

เรื่อง/ภาพ: ณฐพล บุญประกอบ

 

    เมื่อมนุษย์ถูกลดบทบาท แรงงานแทบจะทุกสาขากำลังถูกแทนที่ด้วยซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ การเรียนรู้แบบไหนที่จะทำให้อยู่รอดได้ในอนาคต? ขอแนะนำให้รู้จักกับ “สำนักนักโค้ด” หรือ CoderDojo ชุมนุมการเรียนรู้แบบอิสระสำหรับเด็กๆ ที่เต็มไป ด้วยความกระหายใคร่รู้ ในห้องเรียนที่ไม่มีครู แต่มีเก้าอี้นั่งสบาย และไวไฟแบบไม่อั้น!

 

“ซอฟท์แวร์กำลังจะกลืนกินโลกใบนี้”

 

 

มาร์ค แอนเดอร์สัน (Marc Andreessen) ผู้ก่อตั้งเน็ตสเคป (Netscape) เคยกล่าวไว้เมื่อ 6 ปีก่อน คำกล่าวของเขาดูจะกลายเป็นจริงขึ้นทุกวัน เมื่อเราหันไปมองรอบตัวที่งานหลายๆตำแหน่งเริ่มถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นในระดับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไปจนถึงเครื่องดูดฝุ่นในบ้าน ปรากฏการณ์นี้นอกจากจะส่งสัญญาณว่า แรงงานมนุษย์ในหลายสาขากำลังทยอยหมดความสำคัญลง ซึ่งในทางกลับกัน บทบาทของคนที่สามารถเขียนซอฟท์แวร์ หรือมีทักษะการเขียนโค้ด (coding) นับวันจะยิ่งทวีความสำคัญขึ้น เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่สามารถควบคุมกลไกทางธุรกิจของ ‘วันพรุ่งนี้’ …

ในห้องอเนกประสงค์บนชั้น 11 ของตึก FYI Center ริมถนนพระราม 4 คลาคล่ำไปด้วยเด็กๆวัยประถมยันมัธยมปลายนั่งปะปนหมกมุ่นอยู่กับคอมพิวเตอร์แลปทอปตรงหน้า หลายคนมุงหน้าจอเพื่อนพร้อมถกเถียงกันอย่างเข้มข้น ถ้าใครเดินผ่านมา คงนึกว่าเป็นคลาสวิชาคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนสักแห่ง เพียงแต่ที่ต่างออกไปคือ ไม่เห็นมีครูซักคน.. แล้วพวกเขาเรียนกันอย่างไร?

 

 

“น้องขนมต้มที่นั่งอยู่ตรงนั้น เมื่อ 4 เดือนที่แล้วเริ่มต้นจากศูนย์ เขียนโค้ดไม่เป็นเลย จนอาทิตย์ที่แล้ว เขาเริ่มฝึกงานที่บริษัทผม ตอนนี้นั่งเขียน chat bot (โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถสนทนาโต้ตอบกับมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ) ได้แล้วนะ” คุณมิชารี อาห์มัด มุคบิล เจ้าของบริษัทไอทีชั้นนำของไทยเล่าให้ฟังอย่างภูมิใจในฐานะหัวเรี่ยวหัวแรงผู้ก่อตั้ง Coder Dojo Thailand

แรกเริ่มนั้น “สำนักนักโค้ด” หรือ CoderDojo ถือกำเนิดขึ้นจากวัยรุ่นชาวไอร์แลนด์ชื่อ เจมส์ เวลตัน (James Whelton) ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 18 ปี ที่เกิดมีชื่อเสียงขึ้นมาจากการเจาะระบบเพื่อเข้าไปยังแอปพลิเคชันในไอพ็อดนาโนได้ ทำให้พวกรุ่นน้องที่โรงเรียนสนใจอยากเรียนกับเขา เจมส์จึงเปิดชมรมคอมพิวเตอร์เพื่อสอน ‘การเขียนโค้ดเบื้องต้น’ จนกระทั่งชื่อเสียงของชมรมไปเข้าหูของ บิล เลียว (Bill Liao) นักธุรกิจชาวออสเตรเลีย ทั้งคู่จึงจับมือกันเพื่อก่อตั้งสำนักนักโค้ด (CoderDojo) ขึ้นในปี ค.ศ.2011 ณ เมืองคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์

จุดเด่นของ CoderDojo คือการวางตัวเป็น ‘ชุมนุมการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนโดยอาสาสมัครและความกระหายใคร่รู้ของเด็กๆ’ ซึ่ง ถ้ามองด้วยสายตาครูเจ้าระเบียบ การปล่อยให้เด็ก ‘ซน’ กันเองในห้องเรียนที่ดูเหมือนไม่มีหัวเรือเช่นนี้ ไม่น่าจะไปรอด แต่ CoderDojo กลับประสบความสำเร็จอย่างสูง ทุกวันนี้มีสำนักนักโค้ดที่ลงทะเบียนไว้มากกว่า 1,100 แห่ง ใน 63 ประเทศทั่วโลก

CoderDojo แต่ละแห่งเกิดขึ้นได้ง่ายมาก โดยเริ่มจากคนที่อยากมี Dojo (หรือสำนัก) ในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งจะถูกเรียกว่า
‘แชมเปี้ยน’ เปรียบเสมือนผู้จัดการในการจัดหาพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นสำนักงาน ร้านกาแฟ ห้องอเนกประสงค์ที่ใดก็ตามที่มี Wi-Fi และโต๊ะเก้าอี้นั่งสบาย โดยแชมเปี้ยนนั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโค้ดแต่อย่างใด แต่จะเป็นคนรวบรวม ‘เมนเทอร์’ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดมาคอยดูแลการเรียนรู้ของเด็กๆ ซึ่งจะถูกเรียกว่า ‘นินจา’

“เราจะปล่อยให้เด็กๆหรือนินจาสอนกันเองก่อนด้วยกฏ ‘Ask three then me’ หมายความว่าถ้ามีปัญหาอะไรก็คือ 1.ให้เสิร์ช เว็บไซต์หาคำตอบก่อน 2.ถ้ายังไม่เจอก็ให้หาในกระทู้ 3.ถ้ายังไม่ได้คำตอบก็ให้ถามเพื่อน แล้วจึงค่อยมาถามเมนเทอร์” คุณมิชารีเล่าในฐานะแชมเปี้ยนของ Dojo สาขาพระราม 4

เคล็ดวิชาที่จะฝึกฝนและถ่ายทอดกันในแต่ละสำนักนั้น หลักๆจะอาศัยการเรียนรู้ผ่านซอฟท์แวร์แบบ open-source ซึ่งก็คือซอฟท์แวร์ที่เปิดเผยโค้ดให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมช่วยกันพัฒนาโปรแกรมได้อย่างเสรี โดยทาง CoderDojo ต้นสังกัดได้จัดเตรียมชุดการเรียนการสอนที่หลากหลายเอาไว้บนเว็บไซต์ ให้สมาชิกเข้าใช้งานได้ฟรี โดยมีคู่มืออธิบายบทเรียนเป็นขั้นตอนแบบเข้าใจง่ายและสนุกสนาน ส่วนจะเรียนเขียนเว็บไซต์ เขียนโปรแกรม ทำ แอปพลิเคชัน สร้างเกมส์ หรือค้นคว้าเรื่องใดก็ขึ้นอยู่กับความใฝ่รู้ของเด็กๆ ผู้ใหญ่เพียงแค่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้เท่านั้น จากสมาชิกแค่ 4-5 คนในวันที่ริเริ่ม ผ่านมา 5 เดือน มี Dojo เกิดขึ้นทั้งหมด12 แห่งทั่วประเทศไทย และมีเหล่านินจาเพิ่มขึ้นมากกว่า 300 คน

 

 

หากเปรียบเทียบห้องเรียนที่มีครูคอยป้อนคำสั่ง กับห้องเรียนที่ขับเคลื่อนโดยตัวผู้เรียนเอง ข้อแตกต่างที่เด่นชัดและน่าจะสำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ก็คือ ‘แรงจูงใจ’ ซึ่งคุณมิชารีขยายความให้เราฟังต่อว่า

“มันจะมีโมเดลของการพัฒนาอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือ การพัฒนาแบบ ‘มหาวิหาร’ คือจะมีทีมกรรมการรวมตัวกันวางแผนทุกอย่างแล้วก็สร้างมหาวิหาร กับอีกวิธีการหนึ่งก็คือ ‘ตลาดสด’ เมื่อมีความต้องการก็จะมีตลาดสดผุดขึ้นมา ซึ่งสมัยก่อนหลายคนคิดว่าโปรเจคต์ที่ใหญ่และคุณภาพสูงจะต้องใช้โปรเจคท์แบบมหาวิหารอย่างเดียว แต่ตั้งแต่เรามี Linux (ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นด้วยวิธี open source) มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าในยุคอินเตอร์เน็ตนั้นโมเดลแบบตลาดสดมีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะว่าคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดสด ไม่ได้มาจ่ายเวลาเพื่อแลกกับเงิน แต่ว่าจ่ายเวลาเพื่อแลกกับชื่อเสียง เกียรติ และศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้นงานที่เกิดขึ้นจากตลาดสดหรือชุมชน open source จะเป็นงานที่มีคุณภาพสูงมาก”

“เราตั้งเป้าไว้ว่าเด็กเราต้องไปถึงระดับนานาชาติ ซึ่งพอเขาพร้อมในระดับหนึ่ง เราก็จะผลักเขาให้เข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชน open source ต่างๆ ซึ่งหมายความว่า เมื่อเขาเติบโตขึ้น ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องถูกจำกัดอยู่แค่ไทยแลนด์ 4.0 ถ้าเขาเห็นว่าระบบในไทยไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของเขา เขาก็สามารถที่จะไปยืนบนเวทีโลกได้ เพราะฉะนั้นระบบเดิมๆ หลายอย่างในไทย อย่างระบบอุปถัมภ์ก็จะไม่มีผลต่อเขาเลย เพราะว่าเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลก (global citizen) เรียบร้อย”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังสั่นคลอนความเชื่อในเรื่องอำนาจของการเรียนรู้แบบเดิมๆชนิดถึงราก เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ ขอเพียงแค่มี Wi-Fi คุณก็มีสิทธิในการเข้าถึงองค์ความรู้ได้เท่าๆกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก

 

 

“อย่างคนที่เขียนโปรแกรมให้ยานอวกาศ มันก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งนี่แหละ เพียงแต่ว่าเขามองเห็นและอยู่ในพื้นที่ที่มันแตกต่างออกไปเท่านั้นเอง”

คำว่า ‘พื้นที่’ ในความหมายของคุณมิชารี นัยหนึ่งอาจหมายถึง สถานที่ ซึ่งอยู่ไกลออกไปเป็นหมื่นพันกิโลเมตร แต่อีกนัยหนึ่งน่าจะหมายถึง พื้นที่ที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ที่สนุกสนาน เป็นอิสระ และน่าตื่นเต้นสำหรับคนทุกวัย ดังเช่นใน Dojo แห่งนี้

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Facebook Page : CoderDojo Thailand
Facebook Group : CoderDojo Thailand

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/56