เจาะตำนาน ‘ไทยชูว์’ ร้านรองเท้าหนังแท้ราคาย่อมเยา ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจร่วม 80 ปี ด้วยบริการประทับใจบวกดีไซน์สุดคลาสสิก!

 

เรื่อง: อณู
ภาพ: อรรถสิทธิ์ จันทรเวชชสมาน

 

    ในขณะที่ข้าวของทุกวันนี้มีแต่แพงขึ้นทุกทีๆ หากที่ ‘ไทยชูว์’ ร้านขายรองเท้าเก่าแก่ใจกลางเมืองย่านบางรักกลับขายรองเท้าหนังแท้ในราคาแค่คู่ละ 580 บาท! และไม่ใช่ราคาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่น่าทึ่ง แต่ร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ยังสามารถรักษาฝีมือการตัดเย็บตามแบบเดิมมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน แถมด้วยบริการสุดประทับใจ คุณลุงเจ้าของร้านวัยใกล้ 80 ปีจะมาเล่าให้ฟังถึงธุรกิจร้านรองเท้าเก่าแก่ที่ยังยืนยงคงกะพันมาจนถึงทุกวันนี้

 

รองเท้าหนังแท้คู่ละ 580 บาท !

เป็นไปได้ยังไง เดี๋ยวนี้รองเท้าหนังผู้ชายตามห้างฯ ราคาปกติอย่างต่ำก็พันกว่าบาทขึ้นไปจนถึงหลายพันเชียวนะ

ใช่แล้ว ฟังไม่ผิด ราคา 580 บาท ขึ้นอยู่กับแบบ ถ้ารองเท้าบูทแพงหน่อยก็ 900 บาท ที่ร้านไทยชูว์ (Thai Shoes)ในซอยเจริญกรุง 42 ข้างโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก ขายรองเท้าหนังแท้ราคาถูกขนาดนี้จริง ๆ

“ถ้าไม่ใช่หนังแท้ผมยินดีคืนเงินให้ 1000 บาทเลยครับ รองเท้าก็ไม่เอาด้วย”

คุณลุงพรเทพเจ้าของร้านยืดอกรับประกัน

คุณลุงค่อนข้างเขินอายตามประสาคนรุ่นเก่า เมื่อถามถึงนามสกุล เราก็เลยได้ทราบแต่ชื่อของคุณลุงและความเป็นมาของร้าน
ร้านไทยชูว์เป็นร้านรองเท้าเก่าแก่เปิดมาประมาณ 70-80 ปีตั้งแต่รุ่นพ่อของคุณลุง ส่วนคุณลุงเองเริ่มหัดทำรองเท้ามาตั้งแต่ยังเรียนชั้นม.5 จนตอนนี้อายุ 76 ปีแล้ว ฝีมือการตัดเย็บของคุณลุงจึงได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น

 

คุณลุงพรเทพเจ้าของร้านไทยชูว์

 

“อันที่จริงผมไม่ได้ชอบทำรองเท้า แต่พอเตี่ยบังคับให้ทำ ผมก็ทำมาตลอด มีพี่น้อง 7 คน คนอื่นไม่ทำเลย พี่ชายผมเขาก็ขายอย่างเดียว ครอบครัวผมเป็นจีนแคะ ซึ่งจีนแคะจะเป็นช่างทำรองเท้าเป็นส่วนใหญ่ เตี่ยผมมาจากเมืองจีนก็มาเปิดร้านทำรองเท้าที่นี่ตั้งแต่ตอนหนุ่มๆ”

จีนแคะเป็นชาวจีนเชื้อสายหนึ่งที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทย มีจุดเด่นตรงความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือ คนสมัยก่อนมักจะรู้กันว่าถ้างานช่าง ไม่ว่าจะเป็น ช่างทำรองเท้า ช่างตัดเสื้อ เย็บกระเป๋า ช่างเงิน ช่างทอง ฯลฯ ล่ะก็ต้องจีนแคะ (นักออกแบบรองเท้าชื่อดังระดับโลกอย่าง Jimmy Choo ก็เป็นชาวจีนแคะเช่นกัน!)

แม้จะบอกไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่ชอบ แต่ด้วยฝีมือการทำรองเท้าที่เข้มข้นอยู่ในสายเลือด เมื่อพิจารณาดูรองเท้าร้านไทยชูว์อย่างถี่ถ้วน จึงมองเห็นถึงความเนี้ยบและยังเป็นรองเท้าที่ดูแพงเกินราคาไปมาก นั่นก็เพราะได้รักษาวิธีการทำตามแบบดั้งเดิมมาตลอดหลายสิบปี รวมถึงดีไซน์รองเท้าผูกเชือกแบบคลาสสิกหรือที่เรียกว่าแบบออกซ์ฟอร์ด (Oxford) คงความอมตะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมีเพียงอย่างเดียวก็คือเปลี่ยนจากเย็บมือมาเป็นเย็บจักรแทนเท่านั้น

 

รองเท้าแบบออกซ์ฟอร์ด อมตะตลอดกาล

 

“สมัยนี้ไม่มีใครเย็บมือกันแล้วละครับ เย็บมือได้วันละ 2 คู่ เย็บจักรได้วันละ 10 กว่าคู่ ช่างก็มีช่างพื้น ทำพื้นรองเท้า ช่างหน้า ทำด้านบน แล้วก็ช่างตัดแบบเป็นชิ้นหนังก่อนมาประกอบ ผมถนัดทำพื้น แต่สมัยเตี่ยเขาทำเองทุกอย่าง”

คุณลุงเล่าถึงกรรมวิธีการตัดเย็บรองเท้ารุ่นเก่าที่ใช้วิธีการเย็บมืออันแสนจะยากเย็น

“เราเรียกรุ่นนั้นว่ารุ่น ‘ปากกัดตีนถีบ’ เพราะเวลาช่างเย็บร้อยด้ายจะใช้ปากกัดยึดด้าย แล้วใช้เท้าข้างหนึ่งยันไว้ช่วยให้ด้ายยึดแน่น ช่างยุคนั้นล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ก็ไม่มีใครมาหัดทำรองเท้ากันแล้ว เพื่อนผมที่ทำรองเท้าเหมือนกัน เขาอุตส่าห์หัดเด็กจนฝีมือดี แต่ในที่สุดก็กลับไปทำไร่ทำนากันหมด”

ถึงแม้หลายอย่างเปลี่ยนไปตามเวลา แต่งานบริการของร้านไทยชูว์ก็ยังอยู่ในระดับดีเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง ลงได้เป็นลูกค้าของทางร้านแล้วละก็ คุณลุงซ่อมให้ฟรี ยกเว้นว่าถ้ามีการใช้วัสดุเสริมเพิ่มเติมก็คิดค่าซ่อมอีกเล็กน้อยเท่านั้นเอง

“ผมจะซ่อมให้จนกว่าจะเห็นว่าหมดสภาพจริง ๆ ถ้าซ่อมไม่ไหวก็จะบอกลูกค้าว่าอย่าซ่อมเลย เพราะซ่อมไปใส่ 4-5 วันเดี๋ยวก็พังอีก แต่ถ้าลูกค้าบางคนซื้อไปแล้วใส่ไม่พอดี เช่น ขอบรองเท้าชนตาตุ่มเขา ผมก็จะเสริมฟองน้ำให้สูงขึ้น จะได้ใส่สบาย แบบนี้ไม่ได้คิดเงินเขาหรอก”

 

บริการซ่อมฟรีสำหรับลูกค้า

 

บริการสุดหัวใจ แถมขายราคาถูกขนาดนี้ ถามว่าอยู่ได้หรือ?

“ถ้าเน้นขายเอาปริมาณก็พออยู่ได้ ต่อคู่ เราไม่ได้เอากำไรมากเพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน คุณภาพหนังไม่ใช่เกรดท็อปสุด แต่ก็ใช้หนังคุณภาพดีทนทาน”

เมื่อพูดถึงความทน รองเท้าหนังร้านนี้ใส่เตะบอลได้ ไม่เยินง่าย ๆ ข้อนี้เด็กอัสสัมชัญบางรักรู้ดี

“อายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณปีกว่า แต่ถ้าใส่ถนอมก็จะทนกว่านี้ รองเท้าสมัยพ่อผมทำอยู่ได้ 3-4 ปี แต่เพราะคุณภาพวัสดุเปลี่ยนไป ถึงแม้เราจะตัดเย็บเองแบบเดิมก็สู้ของรุ่นเก่าไม่ได้ ตอนผมเด็ก ๆ เพื่อนผมที่เป็นลูกค้ายังเคยต่อว่า รองเท้าพ่อแกโคตรทน จะขอเงินซื้อรองเท้าใหม่พ่อไม่ให้ บอกว่ายังดีอยู่จะซื้อทำไม เพื่อนพยายามเตะโน่นเตะนี่ก็ยังไม่พัง”

เราสะดุดตากับป้ายหน้าร้าน “ต้นตำรับรองเท้านักเรียนหัวคว้าน” มันคืออะไรกันแน่

 

รองเท้าหัวคว้านยอดฮิต

 

“ปกติรองเท้าผู้ชายแบบร้อยเชือก ตรงส่วนหลังเท้าจะหุ้มปิดใกล้กับข้อเท้าใช่มั้ยครับ แต่ที่เรียกรองเท้าหัวคว้านหมายถึงส่วนบนหลังเท้า เราดีไซน์คว้านหนังตรงหลังเท้าเปิดออกให้กว้างขึ้น เด็กนักเรียนชอบกันมากเพราะสวมง่ายถอดง่าย บางทีเขารีบๆ ไม่อยากเสียเวลาแกะเชือกรองเท้าก็สวมได้เลย แล้วแบบก็ดูสวยดี”

แต่รู้หรือไม่…ดีไซน์หัวคว้านยอดฮิตนี้ดันเกิดจากความผิดพลาด!

“ตอนนั้นช่างตัดแบบเมา เลยตัดผิด พอขึ้นแบบเป็นรองเท้าแล้วก็สวยแปลกตา เลยลองวางขายดู ปรากฏว่ากลายเป็นที่นิยมไป” คุณลุงเล่าเบื้องหลังให้ฟังแบบยิ้มๆ

ระหว่างให้สัมภาษณ์ ท่ามกลางเสียงฝนกระหน่ำไม่ขาดสาย ยังมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเลือกรองเท้า 5-6 ราย ลูกค้ารายหนึ่งบึ่งมอเตอร์ไซค์จากปิ่นเกล้ามาซื้อไป 2 คู่ เพราะรู้ข่าวว่ารองเท้าที่นี่ราคาถูก แต่กว่าจะถึงวันนี้ได้ ก็มีวันที่คุณลุงท้อจนอยากเลิกกิจการไปเหมือนกัน

“ช่วงหลัง ๆ โรงเรียนเขามีขายครบเซททั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า วันนึงเราขายได้ไม่เกิน 4-5 คู่ หรือบางวันขายไม่ได้เลยก็มี ผมก็เคยท้อ คิดว่าจะเลิกทำ เพราะลูกเขาก็ไม่ทำต่อ แต่พอมีคนเอาไปลงโซเชียล ลูกค้าคนทำงานก็มาซื้อกันมากขึ้น ผมจึงเริ่มมีกำลังใจ รอดูท่าทีก่อนว่าหลังจากพ้นช่วงลงเน็ตไปใหม่ ๆ ว่าพอคนซาลงแล้ว เราจะอยู่ต่อไหวมั้ย”

 

ลูกค้าที่ฝ่าสายฝนมาซื้อรองเท้า

 

ใจหนึ่งที่อยากฮึดทำต่อ คุณลุงบอกว่า เป็นความผูกพันและความภูมิใจที่ได้สืบอาชีพของบรรพบุรุษ

“ผมพยายามรักษาคุณภาพ รักษาฝีมือการทำให้เหมือนเดิมไว้ทุกอย่าง เวลาที่เด็กเขาเรียนจบไปแล้ว ยังกลับมาซื้อรองเท้าของทางร้าน ผมก็ดีใจครับ”

ชอบหรือไม่ชอบ ใช่หรือไม่ใช่ก็ตาม แต่เมื่อลงมือทำแล้วก็ทำให้ดีที่สุด นั่นคือนิยามการสร้างคุณค่าในงานของคุณลุงพรเทพ
เสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นเครื่องย้ำเตือนว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเห็นคุณค่าในงานฝีมือของคุณลุงเช่นกัน

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/416