ดนตรีต่อลมหายใจชีวิต ธุรกิจเสียงเพลงจากหัวอกแม่สู่สังคมเพื่อช่วยเหลือคนติดยา

 

เรื่อง: ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา

 

    ดนตรีเพื่อการบำบัด หรือ Healing Music ของผู้หญิงคนนี้เริ่มต้นจากการใช้ดนตรีเพื่อปลอบประโลมหัวใจตัวเอง เยียวยาลูกชาย จนขยายไปสู่การช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาล ไปจนถึงเยาวชนที่ติดยาเสพติดและขาดที่พึ่งทางใจ กลายเป็นสะพานแห่งความหวังที่สร้างสุขให้ทั้งผู้รับ …และผู้ให้

 

เมื่อคนเราท้อแท้ เราจะหาที่พึ่งพิงได้จากที่ไหนบ้าง คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงครอบครัวและเพื่อน แต่ใครจะเชื่อว่าหลายครั้งคนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวร่วมสายเลือด จะสามารถหยิบยื่นความปรารถนาดีและเอื้ออาทรให้กับคนที่กำลังหมดหวังในชีวิต

คุณอุ้ม วิรัตน์เกษม หญิงสาวที่มีรอยยิ้มสว่างไสวเจืออยู่บนใบหน้าเสมอ จากบทบาทนักขายและนักการตลาดมือทองในแวดวงประกันชีวิต ที่นำทีมนักขายนับร้อยพิชิตเป้าหมายบริษัท จนมีความมั่นคงทุกอย่างทั้งเงินทองและครอบ ครัว แต่เธอกลับนึกเบื่อหน่ายชีวิตที่แออัดอยู่แต่บนท้องถนนของคนกรุง และสังคมที่วุ่นวาย อยากกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จังหวัดพะเยา แต่ก็ติดว่าเงียบเกินไป รวมทั้งตัวเลือกด้านโรงเรียนสำหรับลูกชายยังไม่ถูกใจ เลยมาลงตัวเป็นสาวเชียงรายซึ่งนับถึงปีนี้ก็เป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว แต่หากย้อนไปตอนนั้น เธอไม่มีทางรู้เลยว่าการตามหาความสงบในตอนแรกจะนำมาสู่จุดพลิกผันของชีวิต…ครอบครัว

 

อุ้ม วิรัตน์เกษม ในวันที่เข้มแข็งสดใสเพราะความสุขที่ได้จากการให้และรับอย่างสมดุลย์

 

เมื่อทุกอย่างที่กำลังดูลงตัว พังทลายไปเพียงเพราะสามีของเธอต้องการไปมีครอบครัวใหม่ คนที่ใจสลายกว่าเธอ คือลูกชายซึ่งติดพ่อมาก และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการมองหาสิ่งที่จะมาช่วยผ่อนคลายความเศร้าของลูกชายคนเดียวจากการแยกทางของพ่อแม่

ด้วยพรสวรรค์ด้านดนตรีของลูกชายที่สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายชนิด ทั้งเปียโน กีต้าร์ ตั้งแต่ ป.1 จนได้มาจับเครื่องสายชิ้นโตอย่างเชลโล่ ตอน ป.3 และต่อยอดเส้นทางดนตรีจนทำให้เขาได้รับทุนการศึกษา และพบกับความฝันของตัวเองเมื่อตอนอายุ 15 ปี ที่อยากเป็น Sound Engineer ผู้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจึงสนับสนุนเต็มที่

“เราพยายามค้นหาว่าใครเป็นอาจารย์ที่เก่งทางด้าน Sound Engineer บ้าง และพาลูกดั้นด้นจากเชียงรายมากรุงเทพเพื่อไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ซึ่งตอนนั้นไม่ง่ายเลย เพราะลูกชายอายุเพียงแค่ 15 ปี จบแค่ ม.3 จึงต้องไปขอให้คุณครูทดสอบความสามารถด้านดนตรีก่อน จึงได้ไปเรียน”

“เราใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายในชีวิตลงทุนเปิดสตูดิโอบันทึกเสียงให้ลูก เพราะถือว่าเป็นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งจากการได้ลองทำงานจริง และอีกอย่างลูกเราอายุแค่ 15 ปี ยังไม่มีใครรับเข้าทำงาน จากนั้นลูกก็เริ่มทำเพลง เปิด Youtube Channel ในชื่อ Sixonine Records เพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่ผลงาน จนมีคนตามกว่า 3.8 แสนคน ก็เริ่มมีคนมาติดต่อเช่าห้องอัดเพื่อบันทึกเสียง และงานรับจ้างทำดนตรีให้กับศิลปิน งานเพลงของช่องตัวเอง แล้วก็รับงาน mix เพลง ทำ demo เพลง ทั้งงานโฆษณา และเพลงขององค์กร และหน่วยงานต่างๆ”

 

สตูดิโอเล็กๆในเชียงรายที่ไม่ได้ผลิตเพลงตลาดอย่างเพลงอกหักประชดสังคม
แต่มุ่งสร้างเพลงที่จะจรรโลงสังคม

 

เมื่ออะไรๆ เริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง คุณอุ้มก็ได้ยินเสียงหนึ่งบรรเลงขึ้นในใจของตัวเองให้ใช้ดนตรีแจกจ่ายความสุขเพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ เหมือนที่ตัวเองและลูกชายเคยได้รับ จึงเริ่มชวนน้องๆ นักดนตรีที่มาทำเพลงที่สตูดิโอของเธอไปเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์เพื่อเล่นดนตรีให้ผู้ป่วยและญาติๆ ที่มาเฝ้าไข้ได้พอผ่อนคลาย โดยในครั้งแรกเป็นเพียงเครื่องดนตรี 4 ชิ้น หรือที่เรียกว่า String Quartet ซึ่งประกอบไปด้วยไวโอลินสองตัว วิโอลาหนึ่ง และเชลโลอีกหนึ่ง

“ตอนนั้นเราก็ไม่ได้มีสตุ้งสตางค์อะไร มีแค่ใจ ก็ให้เด็กๆ นักดนตรีรวมถึงลูกชายไป 200 บาท หรือบางทีก็เลี้ยง KFC จากนั้นกิจกรรมดนตรีบำบัดของเราก็กลายเป็นกิจกรรมประจำของที่โรงพยาบาลต่อเนื่องอยู่สองปีกว่า โดยมีวงรุ่นพี่ SixoNine มาเล่นอย่างสนุกสนาน ผู้ป่วยและญาติก็ไม่เหงาและลืมความเจ็บป่วยได้บ้าง” เธอเล่าติดตลกอย่างอารมณ์ดี

 

นักดนตรีจิตอาสากับกิจกรรมดนตรีบำบัดที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

 

ญาติผู้ป่วยที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์โบกไม้โบกมือ
ให้กำลังใจนักดนตรีและทีมงานมูลนิธิ Happiness U Can Give ที่มาเล่นดนตรีบำบัด

 

“ปี 2557 เราพาวงออกไปทำกิจกรรมกับสำนักงานคุมประพฤติ จ.เชียงราย นั่นเป็นที่มาของดนตรีต่อต้านยาเสพติด นักร้องนักดนตรีวงของเราก็หน้าตาแบบเด็กช่างกล อายุกัน 30 กว่าๆ ผ่านอะไรมาบ้างพอสมควร ทำให้เขาเข้าใจหัวใจของเยาวชนที่มีปัญหาด้านยาเสพติด เราเป็นแค่คนที่เปิดโอกาสให้คน 2 กลุ่มที่เขามีประสบการณ์ร่วมกันบางอย่างมาเจอกัน แล้วปล่อยให้ดนตรีทำหน้าที่ของมัน เพราะดนตรีมันคือภาษาสากล เป็นสะพานเชื่อมใจคน”

 

ดนตรีเยียวยาหัวใจ 
ดนตรีเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนสองฝั่งให้พบเจอกัน

 ดนตรีปรับทัศนคติและสร้างคุณค่าให้พวกเราทั้งผู้รับและผู้ให้

 ค่ายคุมประพฤติ จ.เชียงราย ปี 2559 โดยมูลนิธิ Happiness U Can Give

 

“พอปี 2558 เราก็จัดตั้งเป็นมูลนิธิขึ้นมาชื่อ Happiness U Can give เราอยากใช้ดนตรีเป็นสื่อเปิดใจ ให้ความหวัง ให้รู้คุณค่าของการให้และคุณค่าของตัวเอง ซึ่งตัวเราเองก็ได้มีโอกาสแต่งเพลงสำหรับกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดด้วยเพลงหนึ่งชื่อเพลงความหวัง ว่าถึงแม้คุณจะผิดพลาดไป แต่ว่ายังมีที่ยืนให้คุณนะ แล้วก็ทำมิวสิควีดีโอ เผยแพร่ใน Youtube ด้วย เนื้อหาในนั้นจะสอนให้เยาวชนเหล่านี้รู้จักคุณค่าของชีวิตผ่านการให้ กลุ่มที่ใช้ยาเสพติดได้ออกไปช่วยเหลือสังคม ได้รู้ว่าความสุขมาได้จากหลายอย่างที่ไม่ใช่ยาเสพติด เขาเลยได้พบกับคุณค่าของตัวเอง”

“เยาวชนที่มีปัญหายาเสพติดส่วนใหญ่วนกลับเข้ามาในวังวนเดิมเพราะทัศนคติเขาไม่ได้เปลี่ยน เราพยายามสร้างแรงบันดาลใจว่าทุกคนดีขึ้นได้ เพลงที่เราแต่งให้พวกเขาจะสื่อความหมายเหล่านี้ออกมา ไม่ว่าจะเป็น เพลงยาชูใจ เพลงคุณธรรม เพลงมือที่บอบบาง หรือ เพลงไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ที่บอกว่าทุกคนมีขาวมีดำ เรามาโฟกัสส่วนที่เป็นด้านขาวดีไหม การตำหนิตัวเองเรื่อยๆไม่มีประโยชน์เลย”

“เราไม่ได้เจอเยาวชนเหล่านี้ทุกวัน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เจอ เราต้องพยายามเปิดใจเขาให้ได้ มันต้องไม่เครียด และดนตรีเป็นคำตอบ กิจกรรมของเราจะเปิดด้วยดนตรี อย่างเพลงความหวัง พอวงเริ่มเล่นสดเด็กๆ ก็เฮฮา เราก็จะชวนคุยสาระสอดแทรกไป แล้วก็มีแบ่งกลุ่มทำกิจกรรมสันทนาการ ให้เขาร่วมร้องเพลง มันเป็นการปลดปล่อยที่ดี”

นอกจากนี้ ทางมูลนิธิฯ ยังทำกิจกรรมดนตรีบำบัดที่บ้านเกื้อกูลสำหรับเด็กพิการซ้ำซ้อน และดนตรีต่อต้านยาเสพติดเชิงป้องกันกับเด็กๆ ชนเผ่าที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจและระมัดระวังภัยจากยาเสพติด ซึ่งระหว่างการสนทนาที่โรงเรียนบ้านปุยคำ ต.ป่าอ้อดอนชัย จ.เชียงราย เธอเองก็มีจังหวะขอตัวไปนำกิจกรรมที่ชื่อว่า ‘ลมหายใจ’ เพื่อให้เด็กเกิดสมาธิและรู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆของตัวเอง

 

กิจกรรม “ลมหายใจ” กับเด็กนักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านปุยคำ จ.เชียงราย

 

“เมื่อได้เห็นแววตาที่มีความหวัง เมื่อได้ยินคำมั่นสัญญาว่าผมจะไม่กลับมาใช้ยาอีก ผมจะเป็นคนดีอย่างพี่ๆ นักดนตรีให้ได้ แค่นี้มันคือยาชูใจ คือความสุขของเราแล้วนะ มันเป็นความสุขของทั้ง 2 ฝ่ายทั้งผู้ให้และผู้รับ”

“มีคุณค่า มีความสุข คือสิ่งที่เรายึดในการทำงาน เราเอาสิ่งที่เรารักขยายผลต่อไปที่สังคม ต้องช่วยกันคนละมือละไม้ สังคมถึงจะน่าอยู่นะ คนทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิดเสมอ เพียงแค่ลงมือทำ รู้ไหมฉันเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้หรอก แต่ฉันอาจทำให้เธอยิ้มได้”

อาจเรียกได้ว่าเธอเป็นพวกสุขนิยมเต็มขั้น หากแต่ว่าเป็นสุขของผู้อื่นที่เธออยากมอบให้ด้วยใจที่เบิกบาน และเป็นอีกหนึ่งครั้งที่บทสัมภาษณ์ลงท้ายด้วยรอยยิ้ม…ในหัวใจ

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/579