สูงวัยแต่ไม่แก่ วิชิต พิบูลย์สวัสดิ์…ชายวัย 77 ปี ผู้เริ่มธุรกิจหลังเกษียณ เจ้าของที่พักบ้านดินสุดฮิปแห่งวังน้ำเขียว

 

เรื่อง: ปัทม ยืนยง

 

    ชีวิตวัยเกษียณ หลายคนอาจเลือกที่จะพักผ่อนหรือท่องเที่ยวให้สมกับที่เหนื่อยล้ากับการงานมาชั่วชีวิต แต่ไม่ใช่คุณลุงวิชิตวัย 77 ปี ผู้ตัดสินใจขายบ้านย่านลาดพร้าว แล้วเริ่มต้นทำธุรกิจที่พักบ้านดินที่วังน้ำเขียว โดยเจ้าตัวรับหน้าที่ดูแลเองทุกอย่าง ตั้งแต่รับแขก ทำความสะอาด จัดสวน ทำอาหาร ซึ่งนอกจากทำให้แต่ละวันผ่านไปอย่างมีความหมาย สิ่งที่ได้กลับมาคือสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงสดชื่น ไม่ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นเพียงคนสูงวัยที่นับเวลาถอยหลังรอวันหมดลมหายใจเพียงเท่านั้น

 

1.

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากทางหลวงหมายเลข 304 เส้นวังน้ำเขียวมุ่งหน้าปักธงชัย
‘บ้านไอดิน’ ที่พักแรมคอนเซปท์บ้านดิน หลบซ่อนตัวอยู่บนเนินเขาขนาดย่อมๆ ใกล้ตลาดไทยสามัคคี วังน้ำเขียว หากอยากจะเข้าพักที่นี่ ต้องโทรมาจองโดยตรงกับเจ้าของที่พักเท่านั้น

เปิดมาร่วม 9 ปี ที่พักแห่งนี้มีห้องพักให้บริการ 6 หลัง บริหารจัดการโดยคุณวิชิต พิบูลย์สวัสดิ์ ชายวัย 77 ปี ที่เริ่มต้นธุรกิจไปพร้อมๆกับชีวิตใหม่ในวัยหลังเกษียณ ผ่านสังเวียนมวยจากราชบุรี สังเวียนบนฟ้าจากการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ก่อนที่จะทิ้งทวนตำแหน่งสุดท้ายในการเป็นผู้จัดการกองปฏิบัติการของสายการบิน และเข้าสู่สังเวียนใหม่ที่มีโจทย์ใหญ่คือการใช้ชีวิตให้มีความสุข มีคุณภาพและมีคุณค่า

 

บ้านดินเรียงรายรอนักท่องเที่ยว

 

2.

“Do something, better than nothing” คุณลุง เปิดบทสนทนาด้วยคติที่ยึดมั่นมาตลอดชีวิต

“หลังจากเกษียณ ผมก็มาดูแลแม่จนแม่ผมเสีย ตอนนั้นผมก็ 64-65 แล้ว หมดภาระ ว่างก็เข้าวัด ไม่ได้ทำอะไร เราเลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะอยู่แบบนี้จริงๆเหรอ จนวันหนึ่ง ลูกสาวเขาเห็นเราเหงาๆ เขาก็เลยพาไปเที่ยววังน้ำเขียว พอมา เราก็ชอบ อากาศดี มีภูเขา เลยอยากอยู่ที่นี่ อายุเท่านี้มันไม่จำเป็นแล้วที่ต้องอยู่กรุงเทพฯ รถติด วุ่นวาย

“สุดท้ายมาได้ที่ดินราวๆ 2 ไร่ เพื่อสร้างบ้านและเริ่มต้นใช้ชีวิตที่นี่ แต่ด้วยความที่เป็นคนไฮเปอร์ อยู่ได้ 2 เดือนก็เริ่มอยากหาอะไรทำ เนื่องจากบ้านเราปลูกหลังนิดเดียว ที่ดินพอมีพื้นที่เหลืออยู่ เลยคิดว่าอยากสร้างที่พัก เผื่อรับเพื่อน รับแขก ตอนนั้นเทรนด์บ้านดินกำลังมา ลูกสาวจึงขอสร้างเป็นบ้านดินและหาสถาปนิกมาช่วยสร้าง

หลังจากตัดสินใจเปิดเป็นที่พัก คุณลุงวิชิตก็รับหน้าที่ทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่ ต้อนรับแขก ทำความสะอาด จัดสวน ฯลฯ โดยมีภรรยาคอยช่วยเหลือ เนื่องจากใช้หลักการการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บ้านไอดินมีการปรับปรุง ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา บางครั้งเวลาไปเที่ยวที่อื่นก็จะนำสิ่งต่างๆ ที่เห็นมาปรับใช้กับบ้านไอดินอยู่เสมอ เช่น รูปแบบการจัดสวน ชิงช้าสำหรับให้ผู้เข้าพักได้พักผ่อนหย่อนใจ

“ทุกวัน ผมจะดูอยู่เรื่อยนะว่าอะไรมันต้องปรับปรุง เรานั่งมอง แล้วก็คิดว่าควรจะทำอะไรให้มันดีขึ้นได้บ้าง เมื่อเช้าผมยังคิดอยู่เลยว่าต้นไม้ต้นนั้น มันไม่เหมาะแล้วตอนนี้ ควรเอาออกได้แล้ว ผมมีตารางทุกวันและมีตารางเดือนด้วยว่าอีก 6-7 เดือนต้องทำอะไรบ้าง เช่น ปรับปรุงตรงนั้นตรงนี้ ทำบิ๊กคลีน”

“เราใช้หลักช่างคือ Preventive maintenance หรือ บำรุงรักษาเชิงป้องกัน อย่างที่คุณเห็นว่าหลังคาจะมีผ้าใบอยู่ ผมขับไปซื้อมาจากสระแก้ว เพราะพอเข้าหน้าฝน ลมแรงแล้วฝนลง หลังคาที่มุงไว้ก็จะปลิว ก็ต้องเอาผ้าใบมาคลุมกันไว้ก่อน คนปั้นดินมาเห็น ยังชมว่าใหม่อยู่เลย เพราะเขาไปเห็นที่อื่นโทรมหมดแล้ว”

“ผมมองว่าพอทำแล้ว เราก็ต้องทำให้มันดีที่สุด ถึงไม่มีแขกเราก็ทำ ลูกสาวแซวว่าผมขยัน แต่เป็นเพราะเรามีความสุขในการทำงานตรงนี้”

 

ห้องพักสำหรับคนรักความวินเทจ

 

3.

“เคยมีปัญหากับลูกจ้าง “ คุณลุงเกริ่นเมื่อเราถามถึงปัญหาที่ต้องพบเจอในธุรกิจนี้
“คนทำความสะอาด จ้างอยู่ปีนึง เริ่มงอแง ไม่ทํางาน ผมเลยเรียกมาคุย บอกเขาตรงๆว่าถ้าหนูไม่อยากทำ หนูออกได้เลย ลุงไม่ลําบากหรอก ทําไม่ไหว เปิดหลังเดียวก็ได้ ลุงทําเท่าที่ไหว แต่หนูไม่ทํา จะไหวใช่ไหม ไม่มีรายได้ แล้วครอบครัวหนูจะทําอย่างไร”

“ผมพยายามเล่าในมุมของเขาให้เขาฟัง เขาก็อยู่ต่ออีกปีนะ แล้วผมก็ให้ออก ถ้าไม่ดีขึ้น ทำเองดีกว่า”

นอกจากเรื่องคนแล้ว ด้วยความชื้นที่สูงมากในพื้นที่ ปัญหาที่เจอยังมีเรื่องของเชื้อราในที่พัก ทำให้ต้องทำความสะอาดและดูแลมากกว่าปกติ

“ตอนเปิดบ้านพักที่เป็นเตนท์ครั้งแรกได้ไม่นาน ราขึ้นเต็มเลย ลูกสาวบอกว่าทิ้งเถอะ แต่เราเสียดายเงิน เลยลองถอดออกมาขัดเองหมดเลยทุกตารางเมตร ขัดอยู่สามวัน หลังจากนั้นหมดปัญหาเชื้อรา ตอนนี้ทำแบบนี้ปีละครั้ง ถือว่าได้ออกกำลังกายไปด้วย”
โดยรวม คุณลุงบอกว่าสุขภาพตัวเองดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เป็นเพราะได้ออกกำลังกาย อากาศดี และไม่เครียด

ความสุขของคุณลุงวิชิตจึงอยู่ที่การมองโลกในแง่บวก มองปัญหาให้ไม่เป็นปัญหา รวมถึงการปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับความสำเร็จต่างๆ ในอดีต

“ผมเกษียณมาพักนึง ลูกน้องจะเชิญผมไปเปิดงานให้งานหนึ่ง เขาบอกเชิญไปเป็นเกียรติ ผมปฏิเสธ บอกเขาไปว่าผมไม่ต้องการเกียรติแล้ว มันควรจะหมดเวลาของผมได้แล้ว”

ทุกวันนี้ผมมีความสุขมาก ตื่นเช้ามา อากาศดี เมื่อเช้าอากาศ 20 องศาเองนะ ผมนั่งจิบชา สบายใจ ไม่เครียด แต่อย่างว่าความสุขของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน” คุณลุงทิ้งท้าย

 

คุณลุงยังคิดอยู่เสมอว่าจะพัฒนาตรงไหนได้บ้าง

 

4.

วัยที่ผ่านโลกมานาน ตกตะกอนและเปลี่ยนวิถีชีวิตมาหลากหลายรูปแบบ จึงมีเรื่องราวที่อยากเล่าอยากแบ่งปันให้คนทั้งสองรุ่น ทั้งรุ่นเยาว์และรุ่นใหญ่ ได้ฟัง

“วัยหนุ่มสาว ถ้าจะให้ดี ต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ อย่าฟุ่มเฟือยตามกระแส อย่าเอาอย่างในสิ่งที่ไม่จำเป็น ใช้อย่างที่เราควรจะใช้ แล้วก็รักษาสุขภาพตั้งแต่ตอนยังเป็นวัยรุ่น มันคุ้มว่ามาออกตอนแก่ ตอนทำงานแล้วเที่ยวมันไม่ใช่ของจริงหรอก หลังเกษียณต่างหาก ถ้าคุณยังแข็งแรง ยังเที่ยวไหว นั่นแหละคุ้มที่สุด”

ส่วนคนในรุ่นเดียวกับคุณลุง แง่มุมที่อยากฝากย่อมแตกต่างออกไป

“สำหรับคนวัยผม อย่าคิดว่าแก่ ถ้าคิดว่าแก่ ยิ่งแก่ไปใหญ่ ผมไม่เคยบอกว่าผมแก่ เราสมมติกันเองทั้งนั้น การสั่งจิตนี่สำคัญมาก ถ้าใจคุณเห็นปัญหา เห็นอุปสรรคแล้วคิดว่าไม่ไหว ขามันก็สั่นตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว มันต้องพยายาม มันต้องสู้ แต่ทั้งนี้จะทำอะไรก็ตาม ต้องทำให้สมวัยด้วย ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต สายกลางตามหลักของพระพุทธเจ้าดีที่สุดแล้ว ”

“ตราบใดที่โลกยังหมุน เรายังหายใจ เราต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอก don’t be a deadwood อย่าเป็นไม้แห้งที่รอวันตาย ”

นี่เป็นคำแนะนำจากร่มไม้ใหญ่ที่ยังเติบโตและเรียนรู้ไม่หยุดแม้ในวัยเข้าใกล้เลข 8

 

คมความคิดเตือนใจในห้องอาหารเช้า

 

5.

ในอนาคตอีกไม่นาน สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยที่มีคนสูงอายุมากกว่าคนหนุ่มสาว การแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัยอาจไม่ใช่แค่นโยบายกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวมีลูกเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนประชากรที่ลดลง แต่ยังมีการพัฒนาความคิดและทัศนคติที่มีต่อคนสูงวัยทั้งคนรอบข้างและเจ้าตัวเอง ให้มองเห็นศักยภาพในตัวเองและใช้สิ่งนั้นพัฒนาสังคมในรูปแบบของตนเอง

อย่างที่คุณลุงบอกเราเป็นนัยๆอยู่เสมอว่า ถ้าใจสู้เราจะทำอะไรก็ได้ อย่ามองแต่ปัญหาและสร้างข้อจำกัดให้กับตัวเอง

เมื่อนั้นคุณจะมี ‘บ้านไอดิน’ เป็นของตัวเอง

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : https://roo-young.com/archives/928