วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน 2011 เวลา 18:23 น.

พรรคชาติไทยพัฒนา เปิดนโยบาย “100 บาท 100 วัน” ปลดกับดักความจน ปลดแอกหนี้นอกระบบ

 

            เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน 2554 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้แถลงข่าวเปิดตัวนโยบาย 100 บาท 100 วัน พุ่งเป้าช่วยเหลือคนที่ทำอาชีพอิสระ ไม่มีสลิปเงินเดือน แต่มีงานทำ มีรายได้ ที่ต้องเสียดอกเบี้ยจากการกู้เงินนอกระบบสูงถึงร้อยละ 20 ต่อวัน ด้วยการสร้างให้เขามีประวัติทางเครดิตที่ดีกับธนาคาร เปิดโอกาสให้กับเขาได้พาตัวเองเข้าสู่ระบบสินเชื่อของธนาคาร และบัตรเครดิตจากธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ

             นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า “นโยบาย 100 บาท 100 วัน เป็นโครงการที่จะทำให้คนที่ทำอาชีพอิสระ ไม่มีสลิปเงินเดือน แต่มีงานทำ มีรายได้ และมีวินัยในการรักษาสัญญาที่จะชำระเงินอย่างสม่ำเสมอ สามารถที่จะได้รับสินเชื่อจากธนาคารถึง 100,000 บาท”

            “คนที่ทำอาชีพอิสระ และคนที่ไม่มีสลิปเงินเดือน จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการกู้เงิน และผลักดันเขาให้เข้าหาแหล่งเงินนอกระบบ ซึ่งคนเหล่านี้ผมหมายถึง พนักงานเสิร์ฟ ช่างตัดผม ช่างเสริมสวย แม่ค้าในตลาดสด หาบเร่แผงลอย คนขายบะหมี่รถเข็น คนขับรถตุ๊กตุ๊ก คนขับรถแท็กซี่ ช่างซ่อม ช่างฝีมือ หรือคนทำงานบริการ เช่น  คนรับใช้ หรือ พนักงานนวด เป็นต้น” นายประดิษฐ์ กล่าว

             นายประดิษฐ์อธิบายว่า ภายใต้โครงการ 100 บาท 100 วัน ผู้ที่มีสิทธิกู้เงินจะต้องฝากเงิน 100 บาทติดต่อกัน 100 วัน ครบวันที่ 100 จะได้รับสินเชื่อ 100,000 บาท จากนั้นก็จ่ายเงินคืน โดยการฝากวันละ 200 บาทอีกสองปี

              “ง่าย ๆ แบบนี้แหละครับ เพียงแสดงให้เห็นว่า เขามีวินัยที่จะฝากเงินอย่างสม่ำเสมอ 100 บาท ติดต่อกัน 100 วัน เขาก็จะสามารถเข้าสู่ระบบสินเชื่อของธนาคารได้ และได้รับดอกเบี้ยที่ยุติธรรม เช่นเดียวกับ           คนปกติทั่วไปที่มีสลิปเงินเดือน” นายประดิษฐ์ กล่าว

               นายประดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เขาจะไม่ได้สินเชื่อ ถ้าเขาไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ หรือไม่มีวินัยในการฝากเงินอย่างสม่ำเสมอ ผมขอย้ำว่า นี่ไม่ใช่การแจกเงินนะครับ แต่เป็นโครงการที่จะทำให้กับคนที่ทำงานหนัก คนที่ทำอาชีพสุจริต คนที่มีรายได้อยู่แล้ว และสามารถที่จะชำระเงินคืนได้ เพียงแต่ธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขามีรายได้จริง เพราะเขาไม่มีสลิปเงินเดือนมาแสดง”

 โครงการนี้ยังมีทางเลือกให้กับคนที่ต้องการสินเชื่อที่น้อยกว่า

              “ถ้าเขาต้องการสินเชื่อ 50,000 บาท เขาก็ฝากเงินวันละ 50 บาทติดต่อกัน 100 วัน จากนั้นก็จ่ายเงินคืนโดยการฝากวันละ 100 บาท อีกสองปี “นายประดิษฐ์ กล่าว

 “สิ่งที่ผมชอบและโดนใจมากที่สุดของนโยบายนี้ก็คือ คนที่ทำดี คนที่มีการชำระเงินคืนต่อเนื่อง               2 ปี เขาจะได้รับรางวัลที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ประวัติทางเครดิตกับธนาคาร และเมื่อเขามีประวัติทางเครดิตแล้ว ธนาคารต่างๆ ก็จะเข้ามาแข่งขันกันเพื่อให้บริการ และนี่จะทำให้ชีวิตของเขา ก้าวไปสู่ระบบเครดิตของธนาคารอย่างเป็นทางการ ช่วยเขาตัดรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นคือดอกเบี้ยจากเงินกู้นอกระบบ ช่วยเขาจัดการกับค่าครองชีพในระยะยาวได้อีกด้วย และป้องกันไม่ให้เขากลับไปสู่วงจรอุบาทว์ที่จะบั่นทอนชีวิตของเขา”

                 “ทุกวันนี้ คนที่ทำอาชีพอิสระจะกู้เงินนอกระบบก็ต่อเมื่อรายได้เขาหดหาย หรือมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งต่างจากคนรวย หรือ มนุษย์เงินเดือน ที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องเงินได้อย่างง่ายดาย ด้วยการใช้บัตรเครดิต ที่คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำมาก คือไม่ถึงร้อยละ 2 ต่อเดือน” นายประดิษฐ์ กล่าว

                 “เหตุการณ์ที่ทำให้รายได้ของเขาลดลง หรือ รายจ่ายเพิ่มขึ้น โดยไม่คาดคิด ก็อาจมาจาก พ่อแม่ เจ็บป่วย หรือลูกเปิดเทอม หรืองานศพ ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตเขา และผลักดันให้เขาต้องหันไปหานายทุนหน้าเลือด ที่คิดดอกเบี้ยจากคนที่ทำงานด้วยความสุจริตสูงถึง 600% ต่อเดือน และยังเรียกเก็บเป็นรายวันอีกด้วย” นายประดิษฐ์ กล่าว

                 “ถ้าฝนตกตลอดอาทิตย์ แม่ค้าในตลาดสดก็จะขายของไม่ดี หรือถ้าคนขับรถตุ๊กตุ๊กป่วยซักอาทิตย์                ไม่เพียงแต่จะทำให้รายได้ของเขาหดหายไปเท่านั้น เงินที่ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีรายได้ ก็ทำให้เกิดหนี้ก้อนโตที่มาจากดอกเบี้ยมหาโหดอีกด้วย” นายประดิษฐ์ กล่าว

                  นายประดิษฐ์ยังเพิ่มเติมว่า ระหว่างคนที่ทำอาชีพอิสระ คนที่มีรายได้น้อย กับมนุษย์เงินเดือน ถ้ากู้ยืมเงินจำนวนเท่ากัน คนที่มีรายได้น้อยจะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากกว่ามนุษย์เงินเดือนถึง 200 เท่า ทั้งนี้เพราะมนุษย์เงินเดือนจะสามารถกู้ยืมเงินผ่านระบบเครดิตของธนาคารที่คิดดอกเบี้ยในราคาที่ต่ำกว่ามาก

                 “นี่คือกับดักความจนที่จับเขาไว้จนดิ้นไม่หลุด ข้างหนึ่งคือ รายได้ที่หดหาย อีกข้างคือ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น          ผมจะปลดกับดักความจนนี้ เพื่อช่วยคนที่ทำงานหนักด้วยความสุจริต ด้วยโครงการ 100 บาท 100 วัน” นายประดิษฐ์ กล่าว

                 นายประดิษฐ์ ยังได้ยกตัวอย่างแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวรถเข็นที่ป่วยไป 1 สัปดาห์ และไม่สามารถขายของได้ เธอต้องกู้เงินนอกระบบมาเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว จำนวน 3,000 บาท ในเวลา 1 เดือน เธอต้องเสียดอกเบี้ยถึง 9,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับรายได้ที่เธอได้รับจากการขายของในแต่ละเดือน

                “ในการกู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวไม่เพียงจะต้องลำบากจากรายได้ที่หดหายไปในช่วงที่ไม่ได้ขายของเท่านั้น แต่เธอยังต้องแบกรับกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่าถึง 200 เท่า เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่คนใช้บัตรเครดิตต้องจ่าย เธอถูกบีบจากสองด้าน รายได้ที่หดหาย รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แล้วอย่างนี้เราจะคาดหวังว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร” นายประดิษฐ์ ตั้งคำถาม

                นายประดิษฐ์ กล่าวว่าสถาบันการเงินของรัฐจะเป็นสถาบันการเงินหลักของโครงการนี้

                และเพื่อความสะดวกในการฝากชำระเงินรายวัน นายประดิษฐ์ กล่าวว่า เราจะเปิดบริการรับฝากเงินตามตลาดต่างๆ หรือตั้งหน่วยเคลื่อนที่ และตอนนี้เรากำลังศึกษาวิธีการร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อ หรือสถานีบริการน้ำมันด้วย