ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๔

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พ.ศ.๒๕๕๓ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๔ คณะกรรมการบริหารพรรคโดยมติของที่ประชุมใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ เห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา ดังต่อไปนี้ 

  • ข้อ ๑. ข้อบังคับนี้เรียกว่า  “ ข้อบังคับพรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ ”
  • ข้อ ๒. ให้ใช้ข้อบังคับนี้ ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นต้นไป
  •  

     

    หมวด ๑ บททั่วไป

    ข้อ ๓. พรรคการเมืองนี้ชื่อว่า “พรรคชาติไทยพัฒนา” เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “ CHARTTHAIPATTANA PARTY ” เรียกโดยย่อว่า “ ชทพ. ” หรือ "CP."

    ข้อ ๔. เครื่องหมายพรรคมีลักษณะเป็นแผนที่ประเทศไทย ภายในมีรูปวงกลม โดยครึ่งวงกลมด้านบนเป็นแถบสีแดง ขาว น้ำเงิน ครึ่งวงกลมด้านล่างเป็นชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา บริเวณตรงกลางมีตัวย่อว่า “ชทพ.” และมีคำขวัญว่า “พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย ดังภาพข้างล่างนี้

    logo_cp_250

    ความหมาย
    แผนที่ประเทศไทย หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย ซึ่งเป็นของทุกคนในชาติ

                    รูปวงกลม หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนา ยึดถือสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจะยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ

                    คำขวัญที่ว่า “พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย” หมายถึง พรรคชาติไทยพัฒนาในฐานะสถาบันทางการเมือง มีพันธกิจหลักเพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดกับทุกคนในชาติ สร้างความมั่นคงและพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน”

    ข้อ ๕. สำนักงานใหญ่ของพรรค ตั้งอยู่เลขที่ ๑ ถนนพิชัย แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐

    หมวด ๒ สมาชิกภาพ

    ข้อ ๖. สมาชิกต้องเป็นบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
    • (๑) มีสัญชาติไทย หรือผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ซึ่งได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
    • (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์
    • (๓) มีความปรารถนาที่จะร่วมกันในการสนับสนุนพรรค  และปฏิบัติตามข้อบังคับพรรค
    • (๔) มีความตั้งใจจะรับใช้พรรคอย่างเต็มกำลังความสามารถ
    ข้อ ๗. สมาชิกต้องเป็นบุคคลซึ่งไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
    • (๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
    • (๒) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
    • (๓) ติดยาเสพติดให้โทษ
    • (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
    • (๕) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
    • (๖) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่พ้นโทษมาแล้ว ๕ ปี หรือเป็นคดีความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือเป็นความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
    • (๗) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
    • (๘) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
    • ข้อ ๘. การสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ให้ยื่นใบสมัครด้วยตนเองพร้อมเอกสารประกอบตามแบบพิมพ์ของพรรคต่อเลขาธิการพรรค หรือประธานกรรมการสาขาพรรค หรือบุคคลที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย ตามสถานที่ที่พรรคกำหนดโดยประกาศของพรรค เพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารพรรค หรือหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารคนหนึ่งคนใดที่หัวหน้าพรรคมอบหมายพิจารณารับเข้าเป็นสมาชิกพรรคภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับใบสมัคร

    ข้อ ๙. ค่าบำรุง สมาชิกต้องชำระค่าบำรุงรายปีตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๑๐. สมาชิกมีสิทธิ ดังต่อไปนี้

    • (๑) ประดับเครื่องหมายพรรค
    • (๒) เลือกตัวแทนหรือสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนพรรคในการสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ
    • (๓) เลือกกรรมการหรือสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรค หรือเป็นกรรมการคณะต่าง ๆ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายพรรคการเมือง หรือ ตามข้อบังคับพรรค
    • (๔) เข้าร่วมปฏิบัติงานของพรรคตามที่ได้รับมอบหมายจากพรรค
    • (๕) อภิปรายและเสนอนโยบาย รวมทั้งความคิดเห็นของตนต่อพรรค
    • (๖) ลงคะแนนเสียงใด ๆ โดยเปิดเผยหรือลงคะแนนลับด้วยตนเอง

    ข้อ ๑๑.สมาชิกมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    • (๑) ต้องปฏิบัติตามระเบียบ วินัย นโยบาย มติ และข้อบังคับพรรค
    • (๒) ต้องสนับสนุนผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งของพรรคทุกระดับของ การเลือกตั้ง
    • (๓) ต้องช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในกิจกรรมของพรรค

    ข้อ ๑๒. สมาชิกต้องปฏิบัติตามวินัยและมีจรรยาบรรณ ดังต่อไปนี้

    • (๑) ประพฤติตัวและวางตนให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชน
    • (๒) แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย
    • (๓) เป็นผู้ตรงต่อเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีการประชุม
    • (๔) เคารพ และปฏิบัติตามคำสั่ง หรือคำแนะนำของคณะกรรมการ บริหารพรรคที่ชอบด้วยข้อบังคับพรรค
    • (๕) รักษาความสามัคคีในหมู่สมาชิกพรรค และกับสมาชิกพรรค การเมืองอื่น
    • (๖) ปฏิบัติงานที ่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค หรือคณะกรรมการ บริหารพรรคด้วยความอุตสาหะและขยันหมั่นเพียร
    • (๗) ใช้ถ้อยคำสุภาพ ไม่ก้าวร้าว เสียดสี และใส่ร้ายป้ายสี หรือ เอาเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาพูดในที่ประชุมโดยไม่จำเป็น
    • (๘) การเสนอญัตติ กระทู้ถาม ร่างพระราชบัญญัติ การอภิปรายในรัฐสภาของสมาชิกพรรคที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติแห่งกฎหมายพรรคการเมือง ต้องกระทำด้วยความสุภาพตรงตามข้อเท็จจริงอยู่ในประเด็น  ไม่ใช้รัฐสภาเป็นเครื่องมือหรือใช้เอกสิทธิ์ในการโจมตีบุคคล ข้าราชการ หรือหน่วยงานของรัฐโดยไม่สมควร 
    •       (๙) การกระทำใด ๆ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ชาติ ประชาชน นโยบาย และชื่อเสียงของพรรคเป็นสำคัญ

    ข้อ ๑๓. พรรคต้องรับผิดชอบต่อสมาชิก ดังต่อไปนี้

    • (๑) พิจารณาและแก้ไขความเดือดร้อนของสมาชิก เมื่อไม่ได้รับ ความเป็นธรรม
    • (๒) ส่งเสริมให้ สมาชิกมีความรู้ทางการเมื องและการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    • (๓) สนับสนุนช่วยเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นด้วยการให้ความรู้ในวิชาชีพ สาขาต่าง ๆ
    • (๔) สนับสนุนช่วยลดค่าครองชีพด้วยการจัดหาแหล่ง หรือร้านค้า ให้สมาชิกซื้อเครื่องอุปโภค และบริโภคในราคาถูก

    ข้อ ๑๔. สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง เมื่อ

    • (๑) ตาย
    • (๒) ลาออก โดยยื่นเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรค
    • (๓) ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๖ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๗
    • (๔) คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคสำหรับสมาชิกที่มิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคสำหรับสมาชิกที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยการลงคะแนนลับ เพราะกระทำผิดวินัย จริยธรรม หรือจรรยาบรรณอย่างร้ายแรงหรือมีเหตุร้ายแรงอื่น
    •       (๕) พรรคสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง เลิกหรือยุบไป
    • (๖) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองในขณะเดียวกันเกินกว่าหนึ่งพรรค

    หมวด ๓ การบริหารพรรค

    ส่วนที่ ๑ ลักษณะทั่วไป

    ข้อ ๑๕. ให้มีคณะกรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่เกินสิบห้าคน  ประกอบด้วย  หัวหน้าพรรคหนึ่งคน     รองหัวหน้าพรรคไม่เกินสามคน เลขาธิการพรรคหนึ่งคน รองเลขาธิการพรรคไม่เกินสามคน เหรัญญิกพรรคหนึ่งคน นายทะเบียนสมาชิกพรรคหนึ่งคน โฆษกพรรคหนึ่งคน และกรรมการบริหารอื่น
          ให้มีคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค คณะกรรมการนโยบายพรรค และคณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค จำนวนคณะกรรมการแต่ละคณะไม่เกินเก้าคน

    ข้อ ๑๖. การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคและกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง ให้ดำเนินการดังนี้

            (๑) ในวาระแรก ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคหนึ่งคน รองหัวหน้าพรรคไม่เกินสามคน เลขาธิการพรรคหนึ่งคน รองเลขาธิการพรรค ไม่เกินสามคน เหรัญญิกพรรคหนึ่งคน นายทะเบียนสมาชิกพรรคหนึ่่งคน โฆษกพรรคหนึ่งคน และกรรมการบริหารอื่นไม่เกินจำนวนตามข้อ๑๕ โดยสมาชิกในที่ประชุมเป็นผู้เสนอชื่อ และมีสมาชิกที่เข้าประชุมในวันนั้นเป็นผู้รับรอง ไม่น้อยกว่ายี่สิบคน 
          มติที่ประชุมให้ลงคะแนนลับ
    • (๒) ในวาระที่สอง ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค คณะกรรมการนโยบายพรรค และคณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค
    •       วิธีการเลือกตั้งและการลงมติให้ดำเนินการตาม (๑)
            สมาชิกในที่ประชุมคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

      ข้อ ๑๗. คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรค และสาขาพรรค และการทำบัญชีตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด ซึ่งรวมทั้งอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
    • (๑) บริหารพรรคให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบาย ข้อบังคับ มติที่่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค มติที่ประชุมใหญ่ ตามกฎหมายพรรคการเมือง ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประชาธิปไตยของประเทศ และประชาชน และต้องส่ งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค
    • (๒) ควบคุมไม่ให้สมาชิกพรรคกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็น การฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
    • (๓) พัฒนาพรรคให้ก้าวหน้าและมั่นคง ให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชน
    • (๔) กำกับดูแลการจัดทำทะเบียนสมาชิกให้ตรงตามความเป็นจริง โดยให้มีจำนวนสมาชิกพรรคคงอยู่ไม่น้อยกว่าห้าพันคน และมีสมาชิกในแต่ละ ภาคหรือแต่ละจังหวัดตามบัญชีภาคและจังหวั ดที่นายทะเบียนพรรคการเมื อง กำหนด
    • (๕) แต่งตั้ง เปลี่ยนแปลงกรรมการคณะต่าง ๆ ผู้ช่วยเหรัญญิกพรรค รองโฆษกพรรค ผู้ควบคุมเสียง สมุห์บัญชี และอนุกรรมการอื่น ๆ เท่าที่จำเป็น
    • (๖) ควบคุมการทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปี
    • (๗) กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งสาขาพรรคและการหาสมาชิก กำหนดแผนการ กำหนดเวลาในการจัดตั้งสาขาพรรค อำนาจหน้าที่ของสาขาพรรค การเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่ง การสิ้นสุด และการออกจากตำแหน่งของกรรมการสาขาพรรคพร้อมทั้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสาขาพรรค
    • (๘) วางแผนงานเลือกตั้ง
    • (๙) วางระเบียบงานบริหารพรรค
    • (๑๐) กำหนดอัตราค่าลงทะเบียน ค่าบำรุงรายเดือนหรือรายปี และ ค่าธรรมเนียม
    • (๑๑) วางระเบียบวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พรรค ตลอดจนหลักการให้ความดีความชอบ และสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่
    • (๑๒) ควบคุมการจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และทรัพย์สินของพรรค
    • (๑๓) ดำเนินการให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป
    • (๑๔) มอบหมายงาน ให้กรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งหรือหลายคน ปฏิบัติ
    • (๑๕) กระทำกิจการอื่นตามที่กฎหมายและข้อบังคับกำหนด อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง ให้เป็ นไปตาม ระเบียบ หลักเกณฑ์ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนดโดยความเห็นชอบ ของที่ประชุมใหญ่ แต่ระหว่างที่ยังไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ ให้คณะกรรมการ คณะนั้ นปฏิบัติหน้าที ่โดยมติ ของที่ ประชุมคณะกรรมการนั ้นไปพลางก่ อน มติของที่ประชุมให้ใช้เสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มาประชุม

    ข้อ ๑๘. คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง มีคุณสมบัติตามกฎหมายพรรคการเมือง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญและมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีและอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกได้
         คณะกรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ เมื่อครบวาระการดำรงตำแหน่ง หรือเมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
         กรณีพ้นจากตำแหน่งตามวรรคสอง ให้คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสองในขณะนั้นทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสองชุดใหม่ และได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการดังกล่าวชุดใหม่จากนายทะเบียนพรรคการเมือง
         ให้จัดการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสองชุดใหม่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป

    ข้อ ๑๙.ความเป็นกรรมการบริหารพรรค และกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง สิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ

    • (๑) ตาย
    • (๒) ลาออก โดยยื่นเป็นหนังสือต่อหัวหน้าพรรค
    • (๓) ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๑๘
    • (๔) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
    • (๕) ขาดจากการเป็นสมาชิกพรรค
    • (๖) คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติให้พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามข้อ ๑๔ (๔) ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการบริหารพรรค
       ถ้าสมาชิกผู้นั้นดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ต้องเป็นมติของคณะกรรมการบริหารและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค และการลงมติให้ลงคะแนนลับ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
    • (๗) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง

    ข้อ ๒๐.เมื่อตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคและกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง ว่างลง  ให้คณะกรรมการบริหารพรรคหรือคณะกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง ที่เหลืออยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลงในวาระแรกที่มีการประชุมใหญ่ในคราวถัดไป
        กรณีตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่างลง ให้รองหัวหน้าพรรคคนที่หนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่รองหัวหน้าพรรคคนที่หนึ่งไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองหัวหน้าพรรคคนถัดไปปฏิบัติหน้าที่แทน และให้เรียกประชุมใหญ่เพื่อ เลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ภายในหกสิบวันนับตั้งแต่วันที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่างลง และถ้ามีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคอื่นว่างลงด้วย ให้ทำการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวในคราวเดียวกันนี้

    ส่วนที่ ๒ การถอดถอนกรรมการบริหารพรรค

    ข้อ ๒๑. หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ เมื่อ
         สมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกพรรคทั้งหมดที่มีอยู่ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่ากัน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง ออกจากตำแหน่งได้
         เมื่อคำร้องขอตามวรรคหนึ่งได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว ให้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำร้องขอดังกล่าวไปถึงพรรค
         มติให้ถอดถอนตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนผู้เข้าประชุมใหญ่วิสามัญ โดยให้ลงคะแนนลับ
         ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งผู้ใดถูกถอดถอน ให้ที่ประชุมใหญ่วิสามัญนั้นดำเนินการเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนั้นแทน และให้นำข้อบังคับข้อ ๑๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
          ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับกับการร้องขอถอดถอนประธานสาขาพรรค หรือกรรมการบริหารสาขาพรรค ด้วยโดยอนุโลมโดยให้สมาชิกสาขาพรรคนั้นจำนวน ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกสาขาทั้งหมดที่มีอยู่ และให้มีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญสาขาพรรคนั้น เพื่อมีมติถอดถอน 
           การดำเนินการตามข้อนี้ ให้กระทำได้เพียงครั้งเดียว ในวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารพรรค หรือคณะกรรมการตามข้อ ๑๕ วรรคสอง แต่ในกรณีที่หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคผู้ใดเป็น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การถอดถอนผู้นั้นตามข้อนี้จะกระทำมิได้

    ข้อ ๒๒.ให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบริหารและควบคุมกิจการทั้งปวงของพรรค ให้ดำเนินการไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค มติของที่ประชุมใหญ่ของพรรค และจัดทำทะเบียนสมาชิกให้ตรงตามความเป็นจริงเก็บรักษาไว้ ณ สำนักงานใหญ่พรรค รวมทั้งให้มีหน้าที่แจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง พร้อมด้วยรายชื่อ  อาชีพ และที่อยู่ของสมาชิก ตามวิธีการที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกำหนดต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในวันที่เจ็ดของทุกสามเดือน และให้สรุปยอดจำนวนสมาชิกพรรคที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงทั้งหมดในรอบปี ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในเดือนมกราคมของทุกปี จัดทำรายงานกิจการของพรรคในรอบปีที่ผ่านมา และปฏิบัติกิจการอื่น ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายพรรคการเมือง
         ให้รองหัวหน้าพรรคมีหน้าที่ช่วยหัวหน้าพรรค และมีอำนาจหน้าที่ตามที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่แทนในกรณีที่หัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้

    ข้อ ๒๓. เลขาธิการพรรคมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    • (๑) เป็นผู้ดำเนินการกำกับดูแลงานด้านธุรการของพรรคที่สำนักงานใหญ่ ควบคุมงานบริหารด้านธุรการของสำนักงานสาขาพรรค  ดำเนินการและติดตามผลงานตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนดหรือมอบหมาย
    • (๒) เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค การประชุมใหญ่ของพรรค และอำนวยความสะดวก รวมทั้งรับผิดชอบการประชุมของคณะกรรมการอื่นของพรรคด้วย
    • (๓) เป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พรรคในสำนักงานใหญ่ให้รองเลขาธิการพรรคมีหน้าที่ช่วยเลขาธิการพรรค และมีอำนาจหน้าที่ตามที่เลขาธิการพรรคมอบหมาย

    ข้อ ๒๔. เหรัญญิกพรรคมีหน้าที่ช่วยดูแลการบริหารการเงิน และทรัพย์สิน ของพรรค รวมทั้งรับผิดชอบในการจัดทำบัญชีของพรรคและสาขาพรรค อาจมี ผู้ช่วยเหรัญญิกก็ได้ และมีเหรัญญิกสาขาพรรคช่วยดำเนินการร่วมกับเหรัญญิก พรรค เฉพาะที่เกี่ยวกับสาขาพรรคนั้น

    ข้อ ๒๕. นายทะเบียนสมาชิกพรรค มีอำนาจหน้าที่ ในการควบคุมทะเบียนสมาชิก และหรืองานทะเบียนอื่นของพรรค และอนุมัติการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

    ข้อ ๒๖. โฆษกพรรคมีหน้าที่แถลงกิจการโดยทั่วไปของพรรค และตามที่คณะกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค หรือเลขาธิการพรรคมอบหมาย และอาจ มีรองโฆษกพรรคคนเดียวหรือหลายคนทำหน้าที่ช่วยโฆษกพรรค และตามที่โฆษกพรรคมอบหมาย โดยมีโฆษกสาขาพรรคช่วยปฏิบัติหน้าที่แทนโฆษกพรรค เฉพาะที่เกี่ยวกับสาขาพรรค

    ส่วนที่ ๓ ที่ปรึกษาพรรค

    ข้อ ๒๗. หัวหน้าพรรคมีอำนาจแต่งตั้งที ่ปรึกษาพรรคจากบุคคลผู้เชี่ยวชาญ และผู้ มีประสบการณ์ในสาขาวิชาต่างๆ คนเดียวหรือหลายคน โดยความ เห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค

    ข้อ ๒๘. ที่ปรึกษาพรรคอาจจะเสนอคำแนะนำ หรือความเห็นในกิจการ บริหารพรรคหรือทางการเมืองต่อหัวหน้าพรรคก็ได้

    ส่วนที่ ๔ การคัดเลือกสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้ง

    ข้อ ๒๙. การพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทุกแบบตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค
         ในการพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปหรือเป็นการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการบริหารพรรคจากรายชื่อตามลำดับดังต่อไปนี้
           (๑) รายชื่่อผู้ซึ่งที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคให้ความเห็นชอบตามกระบวนการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ที่กำหนดไว้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายพรรคการเมือง

  •        (๒) รายชื่อบุคคลอื่นที่เห็นสมควร 
         มติตาม (๑) และ (๒) ให้ลงคะแนนลับ
         มติคณะกรรมการบริหารพรรคที่ให้ส่งผู้ใดเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นที่สุด
  • ข้อ ๓๐. นอกจากวิธีการพิจารณาส่งผู้ใดเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรคตามข้อ ๒๙ แล้ว อาจดำเนินการโดยวิธีการต่อไปนี้ก็ได้ กล่าวคือ

    • (๑) ให้คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคอาจร่วมกันเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลผู้สมัครเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคต่อที่ประชุมใหญ่ของพรรคเป็นผู้พิจารณาเลือก  โดยให้ผู้เข้าประชุมใหญ่แต่ละคนลงคะแนนเสียงเลือก ให้ผู้ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเรียงลำดับลงไปในเขตเลือกตั้งใดเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น แล้วแต่กรณี
    • (๒) เมื่อใช้วิธี (๑) แล้ว มิให้นำวิธีการตามข้อ ๒๙ มาใช้บังคับ
    • (๓) การเสนอชื่ อบุ คคลเพื่ อให้มีการลงมติ ตาม (๑) ต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการสาขาพรรคในแต่ละภาคก่อน

    ข้อ ๓๑. คุณสมบัติของสมาชิกผู้จะสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิสภาผู้แทนราษฎร จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

     

    ส่วนที่ ๕ การเลือกสมาชิกเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง

    ข้อ ๓๒. ให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้เสนอชื่อสมาชิกหรือบุคคลต่อคณะกรรมการ บริหารพรรคเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

    หมวด ๔ สาขาพรรค

    ข้อ ๓๓. ในแต่ละปี ให้คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้กำหนดแผนการจัดตั้งสาขาพรรคในแต่ละภาคหรือจังหวัด โดยคำนึงถึงความพร้อมในการจัดตั้งสาขาพรรคด้วย คณะกรรมการบริหารพรรคอาจพิจารณาให้จัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงานของพรรคหรือสำนักงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคไปพลางก่อนก็ได้
         ในกรณีที่มีสมาชิกในแต่ละภาคและจังหวัดไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนเข้าชื่อกันร้องขอจัดตั้งสาขาพรรคเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา ให้แสดงความพร้อมในการจัดตั้งในคำร้องนั้นด้วย
          การจัดตั้งหรือการยกเลิกสาขาพรรค ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือระเบียบที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๓๔. ให้สาขาพรรคแต่ละสาขามีคณะกรรมการสาขาคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานสาขาพรรค    รองประธานสาขาพรรค เลขานุการสาขาพรรค รองเลขานุการสาขาพรรค เหรัญญิกสาขาพรรค นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค โฆษกสาขาพรรค ตำแหน่งละหนึ่งคน และกรรมการอื่นของสาขาพรรคอย่างน้อยสองคนแต่ไม่เกินแปดคน ซึ่งเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สมาชิกของสาขาพรรคนั้นข้อ

    ๓๕. กรรมการบริหารพรรคและกรรมการสาขาพรรค ต้องเป็นบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

    • (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
    • (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
    • (๓) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๑๙
    • (๔) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๑๓) และ (๑๔ ) ของรัฐธรรมนูญ

    ข้อ ๓๖. เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคอนุมัติให้ตั้งสาขาพรรคแล้ว ให้ประธานคณะผู้ก่อตั้งเรียกประชุมใหญ่สมาชิกสาขาพรรคเป็นครั้งแรก  และต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน เพื่อเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคตามข้อ ๓๔ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติให้ตั้งสาขาพรรคได้

    ข้อ ๓๗. คณะกรรมการสาขาพรรคมีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมการดำเนินงานของสาขาพรรคให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติของพรรค
         ให้ประธานสาขาพรรคเรียกประชุมกรรมการสาขาพรรค เพื่อปรึกษากิจการของสาขาพรรคอย่างน้อยปีละสองครั้ง

    ข้อ ๓๘. คณะกรรมการสาขาพรรคมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งตอบรับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสาขาพรรคจากนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว
         ให้ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กรรมการสาขาพรรคชุดเดิมพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ให้กรรมการสาขาพรรคชุดเดิมอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการสาขาพรรคชุดใหม่เข้ารับหน้าที่
         นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว ให้นำข้อ ๑๙ และข้อ ๒๐ มาบังคับโดยอนุโลมกับการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสาขาพรรค และเมื่อตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคว่างลง ให้เรียกประชุมเลือกตั้งสมาชิกในสาขานั้นแทนภายในเก้าสิบวันนับจากวันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง

    ข้อ ๓๙. สาขาพรรคเป็นหน่วยบริหารกิจการของพรรคในเขตเลือกตั้ง หรือ เขตจังหวัด หรือเขตกลุ่มจังหวัด และมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

    • (๑) จัดให้มีการประชุมใหญ่หรือประชุมใหญ่วิสามัญแล้วแต่กรณี เพื่อให้ความเห็นชอบในการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทุกแบบตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไป หรือเป็นการเลือกตั้งแทน ตำแหน่งที่ว่าง
    • (๒) ช่วยคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคทุกระดับ
    • (๓) ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการบริหารพรรค หรือ หัวหน้าพรรคมอบหมาย

    ข้อ ๔๐. องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคต้องประกอบด้วย กรรมการสาขาพรรคอย่างน้อยกึ่งหนึ่งและสมาชิกสาขาพรรคซึ่งต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าห้าสิบคน
         การลงมติให้ความเห็นชอบในการเสนอชื่อบุคคลตามข้อ ๓๙ (๑) และการลงมติเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค ให้ลงคะแนนลับ ส่วนการลงมติในเรื่องอื่นให้เป็นไปโดยเปิดเผย  เว้นแต่คณะกรรมการสาขาพรรคหรือสมาชิกสาขาพรรคไม่น้อยกว่าห้าสิบคนร้องขอให้ลงคะแนนลับก็ให้ลงคะแนนลับ นอกจากที่กำหนดไว้แล้วให้นำข้อบังคับและวิธีการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคมาใช้บังคับโดยอนุโลม

    หมวด ๕ คณะกรรมการดำเนินงาน

    ข้อ ๔๑. หัวหน้าพรรคมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของพรรค ดังต่อไปนี้

    • (๑) คณะกรรมการจริยธรรม
    • (๒) คณะกรรมการวิชาการ
    • (๓) คณะกรรมการกฎหมายและกิจการรัฐสภา
    • (๔) คณะกรรมการกิจการสาขาพรรค
    • (๕) คณะกรรมการกิจการต่างประเทศ
    • (๖) คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมือง
    • (๗) คณะกรรมการกิจการปกครองส่วนท้องถิ่น
    • (๘) คณะกรรมการประชาสัมพันธ์
      หากมีความจำเป็น หัวหน้าพรรคอาจมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ศึกษา หรือกระทำกิจการหรือรับผิดชอบงาน
    • เฉพาะกิจใด ๆ ก็ได้
            อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่หัวหน้าพรรค มอบหมาย หรือตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด

    ข้อ ๔๒. คณะกรรมการจริยธรรมมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    • (๑) รักษาระเบียบ วินัย และจริยธรรมของสมาชิก
    • (๒) สืบสวนและสอบสวนกรณีสมาชิกถูกกล่าวหาและพิจารณา กรณีสมาชิกควรได้รับการชมเชย
    • (๓) เสนอคณะกรรมการบริหารออกระเบียบในการยกย่องสรรเสริญ หรือลงโทษสมาชิก
    • (๔) สอดส่องการทำหน้าที่ของสมาชิกที่อาจมีผลกระทบต่อพรรค
    • (๕) ดำเนินกิจการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

    ข้อ ๔๓. คณะกรรมการวิชาการมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    • (๑) การวางแผนการปฏิบั ติงานและวิธีดำเนินงานตามนโยบาย ของพรรค
    • (๒) รับผิดชอบในงานด้านวิชาการของพรรค
    • (๓) การวางแผนการบริ หารพรรคให้ เป็นไปตามกฎหมายและ นโยบายของพรรค
    • (๔) ดำเนินการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลในด้านวิชาการและการ ทำงานของพรรค
    • (๕) ดำเนินกิจการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

    ข้อ ๔๔. คณะกรรมการกฎหมายและกิจการรัฐสภามีหน้าที่ ดังต่อไปนี ้

    • (๑) พิ จารณากลั่นกรองและยกร่างพระราชบั ญญัติและญัตติที่ ควรเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรค
    • (๒) ชี้แจงหลักเกณฑ์และแนวทางการดำเนินงานด้านรัฐสภาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทราบ
    • (๓) เสนอแนวทางปฏิบัติตามนโยบาย  หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานด้านรัฐสภาให้สอดคล้องกับการบริหารราชการแผ่นดินและข้อบังคับของรัฐสภาต่อพรรค
    • (๔) ประสานงานด้านรัฐสภากับพรรคการเมืองอื่น
    • (๕) ดำเนินกิจการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

    ข้อ ๔๕. คณะกรรมการกิจการสาขาพรรคมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    • (๑) พิจารณากำหนดแผน หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดตั้งสาขาพรรค
    • (๒) ควบคุมดูแลให้สาขาพรรคแต่ละสาขา ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และนโยบายพรรค
    • (๓) พิจารณาหาแนวทางแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ ของสาขาพรรค
    • (๔) ดำเนินกิจการต่างๆ ที่พรรคจะต้องรับผิดชอบต่อสมาชิกในแต่ละสาขา
    • (๕) ดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

    ข้อ ๔๖. คณะกรรมการกิจการต่างประเทศมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    • (๑) พิจารณากำหนดพันธกิจระหว่างประเทศ
    • (๒) ส่งเสริ ม เผยแพร่ กิจกรรมของพรรค เพื่ อให้คนไทยใน ต่างประเทศมีโอกาสเป็นสมาชิกพรรค
    • (๓) กำหนดแนวนโยบายด้านต่างประเทศของพรรค และส่งเสริม สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ
    • (๔) ดำเนินกิจการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

     ข้อ ๔๗. คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมืองมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    • (๑) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนทั่วไปต่อพรรค
    • (๒) ส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองให้เข้มแข็ง
    • (๓) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมืองในระดับ ภูมิภาคทั่วราชอาณาจักรกับพรรค
    • (๔) ดำเนินกิจการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

     ข้อ ๔๘. คณะกรรมการกิจการปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ ดังต่อไปนี ้

    • (๑) พิจารณา ศึกษา วิจัย สนับสนุน ส่งเสริม การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
    • (๒) ประสานงานทางการเมืองกับภาคส่วนการปกครองส่วนท้องถิ่น
    • (๓) ส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ ให้เข้มแข็ง
    • (๔) ดำเนินกิจการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

     ข้อ ๔๙. คณะกรรมการประชาสัมพันธ์พรรคมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้้

    • (๑) วางแผนสร้างความนิยมของพรรคต่อประชาชน
    • (๒) วางแผนการประชาสัมพันธ์ในผลงานและการปฏิบัติงานของพรรคในแต่ละรอบปี
    • (๓) วางแผนเผยแพร่ความรู้ด้านการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแก่สมาชิกและประชาชน
    • (๔) วางแผนการสัมมนากิจการของพรรค รวมทั้งการสร้างความ สัมพันธ์อันดีกับสื่อมวลชนต่าง ๆ
    • (๕) ดำเนินกิจการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

     

    หมวด ๖ การประชุม

    ส่วนที่ ๑ การประชุมใหญ่

    ข้อ ๕๐. การประชุมใหญ่ องค์ประชุมต้องประกอบด้วย

    • (๑) กรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการ บริหารพรรคทั้งหมด
    • (๒) ผู้แทนสาขาพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสาขาพรรค
    • (๓) ตัวแทนสมาชิกพรรค
      ทั้งนี้ ต้องมีจำนวนรวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่าสองร้อยคน
      การได้มาซึ่งตัวแทนสมาชิกตามวรรคหนึ่ง (๓) ต้องคำนึงถึงสัดส่วนของจำนวนสมาชิกพรรคที่มีตามสาขาพรรคในแต่ละภาค และสัดส่วนของจำนวน สมาชิกพรรคหญิงและชายด้วย

     ข้อ ๕๑. ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานในที่ประชุม  เว้นแต่การประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการตาม ข้อ ๑๕ ให้เชิญสมาชิกผู้มีอายุสูงสุดที่เข้าประชุมคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุมเป็นการชั่วคราวเฉพาะการประชุมนั้น ถ้าหัวหน้าพรรคไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประธานได้  ให้รองหัวหน้าพรรคคนหนึ่งคนใดเป็นประธาน ถ้าหัวหน้าพรรคและรองหัวหน้าพรรคไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้สมาชิกหรือกรรมการบริหารพรรคที่มาประชุมเลือกสมาชิกหรือกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งแล้วแต่กรณี ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม
         ให้เลขาธิการพรรคเป็นเลขานุการในที่ประชุมใหญ่  และจัดเจ้าหน้าที่ดำเนินการประชุมให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้องตามระเบียบการประชุม
          ถ้าเลขาธิการพรรคไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองเลขาธิการพรรคคนหนึ่งคนใดเป็นเลขานุการที่ประชุมแทน

    ข้อ ๕๒. ให้คณะกรรมการบริหารพรรควางระเบียบการประชุมใหญ่ แต่ในระหว่างที่คณะกรรมการบริหารพรรคยังไม่ได้ วางระเบียบไว้ ให้ใช้ข้อบังคับ การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลม

    ข้อ ๕๓. การดำเนินกิจการดังต่อไปนี้ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรค

    • (๑) การเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรค
    • (๒) การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค
    • (๓) การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และกรรมการบริหารอื่นของพรรค
    • (๔) การเลือกตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค
    • (๕) การเลือกตั้งคณะกรรมการนโยบายพรรค
    • (๖) การเลือกตั้งคณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค
    • (๗) รายงานการดำเนินกิจการของพรรคที ่ได้ดำเนินการไปในรอบปีที่ผ่านมา
    • (๘) แผนการดำเนินการสำหรับปีต่อไป โดยเฉพาะการหารายได้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมือง และการพัฒนาบุคลากรทางการเมือง
    • (๙) การแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและการรับรองงบการเงินประจำปีของพรรค
    • (๑๐) กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารพรรค ประธานสาขาพรรค ไม่น้อยกว่าสี่สาขา หรือตัวแทนสมาชิกไม่น้อยกว่าห้าร้อยคน
    • (๑๑) กิจการอื่นที่กฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายอื่นที ่เกี่ยวข้อง กำหนด
    • (๑๒) กิจการอื่นตามที่กำหนดในประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
    • (๑๓) กิจการอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับพรรค

    ข้อ ๕๔. ให้มีการประชุมใหญ่ของพรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

    ข้อ ๕๕. การประชุมใหญ่วิสามัญอาจมีได้ เมื่อ

    • (๑) สมาชิกพรรคซึ ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกพรรคซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ
    • (๒) กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวน กรรมการบริหารพรรค หรือ
    • (๓) สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกพรรค ทั้งหมดที่มีอยู่หรือไม่น้อยกว่าสองพันคน แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่ากัน หรือ
      บุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือ (๓) มีสิทธิเข้าชื่อกันขอให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคได้

     ข้อ ๕๖. ในการประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกมาประชุมตามข้อ ๕๐ หากมี สมาชิกมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้ดำเนินการเรียกประชุมใหญ่ครั้งใหม่ ภายในเวลาสามสิบวัน ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๕๐

    ข้อ ๕๗. การลงมติในที่ประชุมใหญ่ให้กระทำโดยเปิดเผย แต่การลงมติ เลือกบุคคลตามข้อ ๕๓ (๓) (๔) (๕) และ (๖) ให้ลงคะแนนลับ
         หรือการลงมติในกรณี ที่คณะกรรมการบริหารพรรคหรือสมาชิ กพรรค ผู้ที่เข้าประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนร้องขอให้ลงคะแนนลับก็ให้ลงคะแนนลับ

    ส่วนที่ ๒ การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค

    ข้อ ๕๘. ให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคอย่างน้อยปีละสามครั้ง

    ข้อ ๕๙. การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม และเมื่อพ้นเวลาสามสิบนาทีนับแต่เวลานัดประชุมยัง  ไม่ครบองค์ประชุม  ให้เลื่อนและนัดประชุมใหม่
        ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธาน  และเลขาธิการพรรคเป็นเลขานุการในที่ประชุม และให้นำ ข้อ ๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
         หัวหน้าพรรค และหรือรองหัวหน้าพรรคไม่มาประชุม หรือไม่อาจมาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  และหัวหน้าพรรคมิได้มอบหมายให้กรรมการบริหารพรรคคนใดทำหน้าที่แทน ให้เลือกกรรมการบริหารพรรคที่มาประชุมขึ้นทำหน้าที่ประธานเฉพาะสำหรับการประชุมครั้งนั้น
         มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารให้ถือเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้เข้าประชุม

    ส่วนที่ ๓ การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    ข้อ ๖๐. ให้มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยสัปดาห์ละ  หนึ่งครั้งหรือตามมติของที่ประชุมเป็นคราว ๆ ไป และให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานที่ประชุม ถ้าหัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองหัวหน้าพรรคคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ถ้าหัวหน้าพรรคและรองหัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุม
        ให้เลขาธิการพรรคเป็นเลขานุการที่ประชุม ถ้าเลขาธิการพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองเลขาธิการ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการที่ประชุม

    ข้อ ๖๑. การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม

    ส่วนที่ ๔ การประชุมร่วมของ คณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค

    ข้อ ๖๒.ให้มีการประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรคตามความจำเป็นและความเหมาะสม
         การประชุมร่วมตามวรรคหนึ่งต้องมีผู้มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมทั้งหมด

    ส่วนที่ ๕ การประชุมคณะกรรมการดำเนินงาน

    ข้อ ๖๓. การประชุมกรรมการดำเนินงานแต่ละคณะ ให้ดำเนินการตามความ จำเป็นและเหมาะสม หรือตามที่ประธานคณะกรรมการคณะนั้น ๆ เห็นสมควร

    ข้อ ๖๔. การประชุมกรรมการดำเนินงานแต่ละคณะ จะต้องมีกรรมการใน คณะนั้น ๆ มาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

    ส่วนที่ ๖ การลงมติที่ประชุม

    ข้อ ๖๕. การลงมติในที่ประชุมในส่วนที่ ๒ ถึงส่วนที่ ๕  ผู้มีสิทธิเข้าประชุมคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน  และในการออกเสียงลงคะแนนให้ถือเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ที่เข้าประชุม จึงจะถือว่าเห็นชอบในเรื่องที่ลงคะแนนนั้น
         วิธีการลงคะแนนเปิดเผย ให้ใช้วิธียกมือขึ้นพ้นศีรษะ เว้นแต่ประธานจะเลือกวิธีการลงคะแนนเป็นอย่างอื่น  และที่ประชุมเห็นชอบด้วยโดยไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย
         เว้นแต่การลงคะแนนลับ ให้ใช้วิธีเขียนเครื่องหมายกากบาท หรือเครื่องหมายอื่นในช่องหมายเลขหรือช่องชื่อบุคคลที่ประสงค์จะเลือก โดยกระดาษที่เจ้าหน้าที่พรรคจัดทำให้เท่านั้น
         ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

    หมวด ๗ การประกาศเกียรติคุณและการลงโทษ

    ส่วนที่ ๑ การประกาศเกียรติคุณ

    ข้อ ๖๖. การประกาศเกียรติคุณ ยกย่อง สรรเสริญ ให้รางวัล ให้ประกาศนียบัตร หรือมอบโล่เกียรติยศหรือกระทำการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนดแก่สมาชิกผู้ซึ่งกระทำความดีแก่พรรค  ให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรคตามรายงานของคณะกรรมการจริยธรรม

    ข้อ ๖๗. การประกาศเกียรติคุณอาจกระทำได้ตามลำดับ ดังต่อไปนี้

    • (๑) ประกาศชมเชย ณ สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาพรรค
    • (๒) ประกาศเกียรติคุณในที ่ประชุมใหญ่และให้ประกาศนียบัตร
    • (๓) ประกาศเกียรติคุณในที่ประชุมใหญ่ ให้ประกาศนียบัตร และ ให้รางวัล
    • (๔) ประกาศเกียรติคุณในที่ประชุมใหญ่ มอบโล่เกียรติยศ
    • (๕) ประกาศเกียรติคุณในที่ประชุมใหญ่ มอบโล่เกียรติยศ และ จารึกชื่อไว้บนแผ่นป้าย ณ สำนักงานใหญ่
    • (๖) กระทำการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด

    ส่วนที่ ๒ การลงโทษ

    ข้อ ๖๘. เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคได้พิจารณาผลของการถูกกล่าวหา ของสมาชิกตามรายงานของคณะกรรมการจริยธรรม ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

    • (๑) ให้ระงับเรื่อง
    • (๒) ยกข้อกล่าวหา
    • (๓) ว่ากล่าวตักเตือน
    • (๔) ตำหนิในที่ประชุม
    • (๕) ทำทัณฑ์บน
    • (๖) ให้พ้นจากการเป็นสมาชิก
    • การดำเนินการของคณะกรรมการจริยธรรม ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกดำเนินการได้รู้ข้อกล่าวหาและแก้ข้อกล่าวหาได้ตามสมควร

    ข้อ ๖๙. คณะกรรมการบริหารพรรคอาจพิจารณามี มติให้สมาชิกพรรค พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคในกรณีความผิด ดังต่อไปนี้

    • (๑) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมติพรรค
    • (๒) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการ บริหารพรรค หรือของที ่ประชุมสมาชิกพรรคซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร
    • (๓) การกระทำที่อาจก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชื ่อเสียง และเกียรติคุณของพรรค
    • (๔) การมี มติให้สมาชิกพรรคซึ่ งดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิ กสภา ผู้แทนราษฎรพ้นจากการเป็นสมาชิกให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติแห่งกฎหมายพรรคการเมือง และให้นำข้อ ๑๔ (๔) มาใช้บังคับ

     

    หมวด ๘ การบริหารการเงิน ทรัพย์สิน และการจัดทำบัญชี

    ส่วนที่ ๑ รายได้และทรัพย์สิน

    ข้อ ๗๐.ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ของพรรคและสาขาพรรค  ตลอดจัดให้มีการทำบัญชีให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

    ข้อ ๗๑. รายได้และทรัพย์สินของพรรค ประกอบด้วย

    • (๑) เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคตามที่คณะกรรมการบริหาร พรรคกำหนด
    • (๒) เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรค
    • (๓) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ที่ได้จากการจัดกิจกรรมหาทุนของพรรค
    • (๔) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ที่ได้จากการบริจาคแก่พรรค
    • (๕) เงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
    • (๖) ดอกผลของเงินและรายได้จากทรัพย์สินของพรรค
    • (๗) รายได้อื่น
    • ทั้งนี้ รายได้ตาม (๒) และ (๗) ให้เป็นไปตามที่นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนด
    • การบริจาคแก่พรรคตาม (๔) ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายพรรค การเมือง

    ส่วนที่ ๒ การบัญชี

    ข้อ ๗๒. รายได้ที่เป็นเงิน ให้หัวหน้าพรรคและเหรัญญิกพรรคนำฝากธนาคารพาณิชย์ที่มีความมั่นคงโดยระบุชื่อเจ้าของบัญชีในนามพรรค

    ข้อ ๗๓. รายจ่ายของพรรคตามแผนการใช้จ่ายเงิน ดังต่อไปนี้

    • (๑) ค่าตอบแทนบุคลากรของพรรค และค่าใช้จ่ายในการพัฒนา บุคลากรทางการเมือง
    • (๒) ค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคและสาขาพรรค
    • (๓) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
    • (๔) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค
    • (๕) ค่าใช้จ่ายในการให้ความรู้ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมือง
    • (๖) ค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะกรรมการการเลือกตั ้งประกาศกำหนด

    ข้อ ๗๔. ให้หัวหน้าพรรคหรือรองหัวหน้าพรรคซึ่งหัวหน้าพรรคมอบหมายคนหนึ่งคนใด ลงลายมือชื่อร่วมกับเลขาธิการพรรคหรือเหรัญญิกพรรคคนหนึ่งคนใด รวมเป็นสองคนมีอำนาจลงนามในเช็คสั่งจ่ายเงินของพรรค

    ข้อ ๗๕. ให้มีสมุห์บัญชีดำเนินการในทางการบัญชีของพรรค  และให้มีผู้สอบบัญชีเสนองบดุลต่อที่ประชุมใหญ่ของพรรคทุกปี  ภายใต้การกำกับดูแลของเหรัญญิกพรรค

    ส่วนที่ ๓ การบริหารการเงิน ทรัพย์สิน และการจัดทำบัญชีของสาขาพรรค

    ข้อ ๗๖. การบริหารการเงิน ทรัพย์สิน และการจัดทำบัญชีของสาขาพรรค ให้ใช้ข้อบังคับในหมวด ๘ ส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    ข้อ ๗๗. ให้ประธานสาขาพรรคหรือรองประธานสาขาพรรคซึ่งประธาน สาขาพรรคมอบหมายคนหนึ่งคนใดลงลายมือชื่อร่วมกับเลขานุการสาขาพรรค หรือเหรัญญิกสาขาพรรคคนหนึ่งคนใดรวมเป็นสองคนมีอำนาจลงนามในเช็ค สั่งจ่ายเงินของสาขาพรรค

    หมวด ๙ การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรค

    ข้อ ๗๘. กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง  อาจเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคได้โดยทำเป็นหนังสือพร้อมกับคำชี้แจงข้อดีข้อเสียในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นยื่นต่อหัวหน้าพรรค
        เมื่อหัวหน้าพรรคได้รับคำร้องขอตามวรรคหนึ่ง  ให้นำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการบริหารพรรคแล้วเสนอที่ประชุมใหญ่

    ข้อ ๗๙. การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรค ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกพรรคที่เข้าประชุม

    หมวด ๑๐ การเลิกพรรคการเมืองและสาขาพรรคการเมือง

    ข้อ ๘๐. พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคของประชาชนชาวไทย โดยยึดหลักการว่า “พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อพัฒนาชาติไทย” และมีเจตจำนงที่จะสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ดำรงอยู่ในประเทศ และจะพยายามแก้ไขข้อบกพร่องที่ผ่านมาในอดีต เพื่อความสมบูรณ์ พูนสุขของทุกคนในชาติ และความเป็นธรรมในสังคม ฉะนั้นพรรคชาติไทยพัฒนาจึงไม่มีการเลิกตัวเอง เว้นแต่จะเป็นกรณีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายพรรคการเมือง
         กรณีมีเหตุให้พรรคชาติไทยพัฒนาถูกยุบตามวรรคหนึ่ง หากมีเงินสดหรือทรัพย์สินใด ๆ เหลืออยู่ ให้เงินสดหรือทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิแก่มูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบ
         ส่วนการเลิกสาขาพรรคการเมือง ให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรค

    ข้อ ๘๑. ให้หัวหน้าพรรครักษาการตามข้อบังคับนี้ และมีอำนาจออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการตามข้อบังคับพรรคนี้

    บทเฉพาะกาล

    ข้อ ๘๒. ให้สมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่ก่อนวันประกาศใช้ข้อบังคับนี้ คงเป็นสมาชิกต่อไปตามข้อบังคับพรรคนี้
        ให้คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการสาขาพรรคที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนข้อบังคับพรรคนี้ มีผลใช้บังคับดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะครบวาระตามข้อบังคับพรรคนี้ ทั้งนี้ ให้เริ่มนับวาระตั้งแต่วันที่ ข้อบังคับพรรคนี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป

    ข้อ ๘๓. บรรดา ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือกิจการใด ๆ ที่ได้กระทำ ไปแล้วก่อนข้อบังคับพรรคนี้ประกาศใช้ ให้ใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับพรรคนี้

     

    นายชุมพล ศิลปอาชา
    หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
    pdfsดาวน์โหลดไฟล์ PDF (DownLoad PDF)